
ชาวไร่ยิ้มรับรายได้เพิ่มราคาตลาดโลกพุ่งอีก 1-2 ปี
19 ต.ค. 2552
สถานการณ์ราคาน้ำตาลทรายในตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า ซึ่งเป็นราคาที่ใช้อ้างอิงสำหรับราคาตลาดโลกได้ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 28 ปี
เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำตาลทรายและอ้อย กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่หลายฝ่ายติดตามกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลที่คาดว่า น้ำตาลทรายจะมีราคาดีเช่นนี้ต่อเนื่องไปอีก 1-2 ปี ด้วยปัจจัยบวกด้านผลผลิตในตลาดไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภค และจะส่งผลดีต่อชาวไร่อ้อยของไทยให้มีรายได้ดีขึ้นตามไปด้วย
มองราคาโลกสูงต่อเนื่อง 1-2 ปี
นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี รองประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัทไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด กล่าวว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา น้ำตาลทรายดิบมีราคาดีมาก โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนของปีนี้ ราคาในตลาดนิวยอร์กเคลื่อนไหวเฉลี่ยที่ปอนด์ละ 21.90 เซนต์ และแม้จะดูว่าราคาเฉลี่ยในช่วงเวลาดังกล่าวจะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่หากเทียบกับปีที่แล้วก็พบว่ามีราคาสูงขึ้นมาก
สาเหตุที่ราคาน้ำตาลทรายโลกปรับตัวสูงขึ้น มาจากปัจจัยสำคัญ คือสภาพภูมิอากาศแปรปรวนในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ได้แก่ บราซิล และอินเดีย โดยในบราซิลนั้น เกิดปรากฏการณ์เอลนินโญ่ ทำให้จากเดิมที่ทางการบราซิลคาดว่าปีนี้จะหีบอ้อยได้ดี แต่กลับเป็นว่าช่วงที่ควรจะหีบอ้อยได้ดีก็มีฝนตกหนักและน้ำท่วม ทำให้หีบอ้อยไม่ได้ ส่วนสถานการณ์น้ำตาลในอินเดีย เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดสภาวะการขาดแคลนน้ำตาล ซึ่งเป็นผลมาจากการที่อินเดียมีผลผลิตลดลง ทำให้ต้องซื้อน้ำตาลจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น
"สถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นโอกาสของประเทศไทย และทำให้มองเห็นว่าเป็นปีทองของราคาน้ำตาลทรายจริงๆ จากปัจจัยต่างๆ ทำให้เชื่อว่าราคาน้ำตาลทรายจะดีขึ้นต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี แต่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศทั่วโลกด้วยว่าเป็นอย่างไร ขณะเดียวกันที่อินเดียเองก็พบว่ายังมีปัญหาอยู่มาก แต่ก็มองว่าเมื่อราคาขึ้นไปมากแล้วก็ไม่แน่ว่าจะตกลงมาหรือไม่ ทำให้ทุกโรงงานมีความระมัดระวังเหมือนกันว่าราคามีโอกาสปรับลดลงมาได้" นายสิริวิทธิ์กล่าว
เช่นเดียวกับนายประกิต ประทีปะเสน ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ที่มองว่า ทิศทางของราคาน้ำตาลทรายน่าจะยืนอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกในระยะยาว หรือ 1-2 ปี จากความต้องการน้ำตาลทรายเพื่อบริโภคเพิ่มขึ้นทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเข้ามาเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์ของกองทุนเก็งกำไร (เฮดฟันด์) ต่างๆ
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากหลายๆ ปัจจัย ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้ออย่างอินเดีย และจีนที่มีความต้องการน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้นมาก ขณะที่ผลผลิตที่ได้ไม่เพียงพอเนื่องจากหลายประเทศที่มีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยประสบกับภาวะภัยแล้ง ซึ่งกองทุนเก็งกำไรรู้ถึงปัจจัยเหล่านี้ จึงเข้ามาเก็งกำไรในตลาดล่วงหน้ากันมาก
"จึงถือเป็นโอกาสทองของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย โดยเฉพาะโอกาสของเกษตรกรจะหันมาปลูกอ้อยเพิ่มขึ้น เพราะจะได้รับผลตอบแทนที่ดี ซึ่งคาดว่าผลผลิตที่จะเกิดขึ้นในฤดูกาลผลิตปี 2552/2553 จะอยู่ที่ระดับ 72 ล้านตันอ้อย มีพื้นที่ปลูกเพิ่มเป็น 6.4 ล้านไร่ และมีเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพิ่มขึ้นเป็น 1.9 แสนราย และเชื่อว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต" นายประกิตกล่าว
ลุ้นราคาอ้อยทะลุ 1 พันบาทต่อตัน
นายสิริวุทธิ์ ยังกล่าวถึงปริมาณผลผลิตและราคาอ้อยในประเทศด้วยว่า ปรับตัวสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ฤดูกาลผลิตอ้อยปี 2525/2526 ปริมาณผลผลิตอ้อยอยู่ที่ 23.92 ล้านตันอ้อย มาปี 2551/2552 มีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็น 66.46 ล้านตันอ้อย คิดเป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว แต่ในบางช่วงพบว่าปริมาณสูงกว่านั้นอีก เช่นในปี 2545/2546 มีจำนวนมากถึง 74.07 ล้านตันอ้อย
"จากตัวเลขดังกล่าว พบว่าที่ผ่านมาการผลิตอ้อยในประเทศเพิ่มสูงขึ้น แต่พื้นที่การผลิตกลับลดลงเหลือ 6.4 ล้านไร่เท่านั้น แสดงว่าพื้นที่ปลูกน้อยลง แต่ปริมาณตันต่อไร่อ้อยเพิ่มขั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาที่ดีขึ้น และยังส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลทรายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย โดยล่าสุดเมื่อปีที่แล้วปริมาณน้ำตาลทรายสูงถึง 71.86 ล้านกระสอบ" นายสิริวุทธิ์กล่าว
ในส่วนของราคาอ้อยก็ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน จึงส่งผลให้ชาวไร่สนใจปลูกอ้อยกันมากขึ้น โดยพบว่าตั้งแต่ปี 2525/2526 ราคาอ้อยขั้นต้นอยู่ที่ 350 บาทต่อตัน และขั้นสุดท้ายหรือขั้นปลายอยู่ที่ 380 บาทต่อตัน จนเมื่อปีที่แล้ว ราคาอ้อยขั้นต้นอยู่ที่ 830 บาทต่อตัน แสดงว่าราคาเพิ่มขึ้นมาเท่าตัวครึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อติดตามดู 3 ปีย้อนหลัง ราคาอ้อยเพิ่มขึ้นมาตลอด โดยในปี 2548/2549 ราคาอ้อยขั้นต้นอยู่ที่ 800 บาทต่อตัน และปี 2551/2552 ราคาขึ้นมาอยู่ที่กว่า 900 บาทแล้ว
จากการประเมินสถานการณ์ราคาอ้อยในขณะนี้ ทำให้มองว่าราคาอ้อยในปีหน้าหรือฤดูกาลผลิตปี 2552/2553 ราคาอ้อยขั้นต้นน่าจะอยู่สูงกว่า 900 บาทต่อตัน และมีโอกาสขึ้นไปถึง 950 บาทต่อตันได้ และจะส่งผลให้ราคาอ้อยขั้นปลายอยู่ที่ 1,100 บาทต่อตัน สูงขึ้นจากฤดูกาลผลิตปี 2551/2552 ที่ราคาขั้นต้นอยู่ที่ 830 บาทต่อตัน และราคาขั้นปลายอยู่ที่ 900 บาทต่อตัน
ยันไม่ขึ้นราคาน้ำตาลทรายในปท.
จากราคาอ้อยและน้ำตาลทรายที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้วิตกกังวลกันว่าจะส่งผลต่อราคาน้ำตาลทรายในประเทศให้ต้องปรับราคาขึ้นหรือไม่ และเนื่องจากราคาน้ำตาลทรายในประเทศถูกควบคุมโดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล (สอน.) ส่งผลให้ราคาในประเทศต่ำกว่าต่างประเทศ จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าจะเกิดการลักลอบขนน้ำตาลทรายโควตา ก (น้ำตาลทรายที่กำหนดไว้สำหรับการจำหน่ายในประเทศ) ออกไปขายตามชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน แบบที่เรียกว่ากองทัพมด จนอาจจะทำให้เกิดสภาวะขาดแคลนน้ำตาลทราย และนำไปสู่การขึ้นราคาในที่สุดได้
เดือดร้อนถึงกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องออกโรงวางมาตรการป้องกันก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม เช่น การจัดเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบราคาจำหน่ายน้ำตาลทรายในทุกช่วงทั้ง ราคาโรงงาน ราคาขายส่ง และขายปลีก ซึ่งจะทำการตรวจสอบทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และยังได้เชิญกลุ่มยี่ปั๊วซาปั๊วมาหารือ หากเหตุการณ์ยังไม่ดีขึ้น กระทรวงพาณิชย์ก็เตรียมจะเชิญโรงงานผลิตน้ำตาล และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาหารือร่วมกันอีกครั้ง และสุดท้าย หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายอีก ก็จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อหามาตรการอื่นๆ ต่อไป
ขณะที่นายประกิตระบุว่า ไม่เชื่อว่าจะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำตาลทรายขึ้นได้ และน้ำตาลทรายยังมีเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ รวมทั้งจะไม่ทำให้ต้องปรับราคาขายน้ำตาลทรายในประเทศในระยะ 1-2 ปีนี้อย่างแน่นอน เพราะราคาน้ำตาลทรายในประเทศกำหนดตายตัวอยู่แล้ว อีกทั้งเพิ่งจะมีการปรับราคาน้ำตาลทรายขึ้นไปประมาณ 5 บาทในปี 2551
นอกจากนี้ ราคาน้ำตาลทรายในต่างประเทศที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับราคาในประเทศแล้วก็ไม่แตกต่างกันมากนัก ขณะที่น้ำตาลทรายถือเป็นของหนักการที่จะลักลอบขนออกไปจำหน่ายแถบชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเบี้ยบ้ายรายทางมาก ทำให้ไม่คุ้มกับการที่จะทำเช่นนั้น โดยขณะนี้มองว่าราคาน้ำตาลทรายในประเทศเพื่อนบ้านเองก็ไม่แพงมากนัก จึงไม่เชื่อว่าจะมีการลักลอบขนส่งน้ำตาลออกนอกประเทศได้
นายประกิตบอกอีกว่า สาเหตุที่จะทำให้มีการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายในประเทศได้นั้น ราคาจะต้องต่างกันสูงมากจนเป็นสาเหตุให้เกิดการลักลอบขนสินค้ากันมหาศาล ดังนั้น ในประเทศเองก็จำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นราคาเพื่อไม่ให้เกิดส่วนต่างกันเกินไป แต่ขณะนี้ถือว่ายังไม่มีองค์ประกอบที่จะทำให้ต้องขึ้นราคาได้



