
พลิกพื้นที่ว่าง"ปลูกผักออแกนิก"ที่บ้าน"หนองบัว"
พลิกพื้นที่ว่าง"ปลูกผักออแกนิก" สร้างรายได้งามชาวบ้าน"หนองบัว"
กระแสรักษ์สุขภาพกำลังเป็นที่สนใจ โดยเฉพาะพืชผักปลอดสารพิษกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ที่บ้านหนองบัว ต.นาภู อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีชื่อเสียงในการทำการเกษตรปลูกผักออแกนิก ที่หลายคนให้ความสนใจ ทั้งคนในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงตลอดจนมีผู้คนจากพื้นที่อื่นผลัดกันแวะเวียนเข้ามาดูงานไม่เว้นวัน ด้วยการปลูกผักออแกนิกของที่นี่เป็นการรวมกลุ่มกันของชาวบ้านในหมู่บ้าน ผักที่ชาวบ้านปลูกล้วนแล้วแต่เป็นผักไร้สารเคมีทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผักของหมู่บ้านนี้เป็นที่ต้องการของตลาด
การปลูกผักออแกนิกของบ้านหนองบัว เน้นการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการดูแล ทั้งปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยชีวภาพ ปรับปรุงบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ เพื่อให้ต้นพืชแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นสลัดคอส เรดโอ๊ค กรีนโอ๊ค ขึ้นฉ่าย กุยช่าย หอม ผักบุ้ง ผักชี เป็นต้น
แรกเริ่มของการปลูกผักออแกนิกของบ้านหนองบัว แม่ตุ่ม จุฬาลักษณ์ บินไธสงค์ อายุ 57 ปี เล่าว่า พื้นที่แปลงผักที่เห็นในขณะนี้แต่เดิมนั้นเคยเป็นป่ามาก่อน เป็นที่สาธารณะของชุมชน มีครั้งหนึ่งที่คนเฒ่าคนแก่เคยรวมกลุ่มกันทำสวนปลูกหม่อนแต่ก็ไม่ได้ผลผลิตที่ดี เพราะไม่มีน้ำ ต่างคนก็ต่างถอดใจปล่อยที่ตรงนี้ให้รกร้างไป ซ้ำยังตอนที่มีการขุดลอกคูคลองที่ใกล้ๆ หมู่บ้าน เขานำดินมาทิ้งตรงนี้ทับถมกันจนกลายเป็นดินที่แน่นและไร้คนสนใจ
จากนั้นกลุ่มแม่บ้านวิสาหกิจชุมชนทอเสื่อกก โดยมีแม่ตุ่มเป็นหัวหน้ากลุ่ม เสื่อกกที่ชาวบ้านทอขึ้นถูกส่งออกเป็นสินค้าโอท็อปของอำเภอยางสีสุราช แต่เมื่อชาวบ้านนั่งทอเสื่อนานไปก็เริ่มไม่ไหวจนเลิกทำในที่สุด โดยเปลี่ยนจากทำเสื่อกกมาปลูกผักออแกนิกหรือผักอินทรีย์ เพื่อจะได้มีผักปลอดสารเคมีไว้กินเอง เพื่อลดทอนรายจ่าย แถมยังเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย
เมื่อพลิกพื้นที่รกร้างให้เป็นแปลงผักออแกนิก ผักที่ชาวบ้านทำด้วยใจ จนในที่สุดก็ให้ผลผลิตที่ดี เมื่อเห็นแบบนี้ชาวบ้านหลายคนถ่ายรูปผักของตัวเองลงเฟซบุ๊ก เพื่ออวดลูกหลานที่จากบ้านไปทำงานต่างจังหวัด หลังมีข่าวแพร่ขยายออกไปจนทำให้คนที่สนใจเข้ามาดูงานไม่เว้นแม้แต่ละวัน มีองค์กรต่างๆ เข้ามาช่วยดูแลอย่างเกษตรอำเภอยางสีสุราช เกษตรจังหวัดมหาสารคาม และโครงการต่างๆ หลั่งไหลเข้ามา และยังมีห้างสรรพสินค้าดังอย่างเดอะมอลล์ เข้ามาติดต่อรับซื้อผักออแกนิกของชาวบ้านที่นี่
สิ่งเหล่านี้นับเป็นแรงกระตุ้นอย่างดีที่ทำให้ชาวบ้านหนองบัวปลูกผักออแกนิกเพิ่มมากขึ้น จากที่แต่ก่อนแค่ปลูกกินกันเองในครอบครัว ฝากลูกฝากหลาน ซื้อขายกันในหมู่บ้าน แต่ปัจจุบันกลายเป็นที่โด่งดังในโลกโซเชียลและยังได้รับความสนใจในวงการการเกษตร จึงทำให้ชาวบ้านมีกำลังใจที่จะทำต่อไปเรื่อยๆ
แม่ตุ่ม เล่าต่อว่า การปลูกผักของชาวบ้านเป็นการปลูกแบบหมุนเวียน ชาวบ้านจะจัดสรรแปลงผัก โดยแบ่งกันทำคนละ 7 แปลง ปลูกแค่ 6 แปลง แต่ละแปลงห้ามมีผักซ้ำกัน คือใน 6 แปลงที่ชาวบ้านปลูก จะปลูกผักแปลงละ 1 ชนิด 6 แปลง มีผัก 6 ชนิด ปลูกทุกวัน วันละแปลง การปลูกจะเพาะต้นกล้าไว้ในโรงเพาะต้นกล้าก่อน แล้วจึงนำออกมาลงแปลงดินที่เตรียมไว้
ส่วนอีก 1 แปลงที่เหลือ แม่ตุ่มบอกว่า หนึ่งแปลงนี้เหลือไว้เพื่อจะเอาผักที่ปลูกแปลงแรกมาลงใหม่ในวันที่ผักแปลงแรกได้เก็บผลผลิต อย่างเช่นหากผักที่เราปลูกแปลงแรกเป็นผักบุ้ง เมื่อเราเก็บผักบุ้งของแปลงแรกออกไป เราก็จะปลูกผักบุ้งอีกในแปลงที่ 7 แล้วปล่อยแปลงที่ 1 ไว้เพื่อปลูกผักชนิดเดียวกับแปลงที่ 2 จะปลูกหมุนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ แต่ในบางครั้งอาจจะไม่ปลูกผักชนิดเดียวกับที่เก็บผลผลิตแล้วเสมอไป เพียงแต่ให้ผักทุกแปลงไม่ซ้ำกัน
“แปลงผักทุกแปลงของชาวบ้านสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าผักทุกต้นไม่มีการให้ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยที่ใช้จะเป็นปุ๋ยคอกตามที่ชาวบ้านพอจะหาได้ กฎเหล็กของที่นี่คือถ้าวัวคอกไหนกินอาหารที่มีสารเคมีเจือปน ก็จะไม่เอามาใส่เลย จะเอาปุ๋ยที่ได้จากวัว จากควายที่กินหญ้าตามธรรมชาติเท่านั้น จะไม่เอาปุ๋ยขี้หมู เพราะว่าหมูจะกินหัวอาหารที่มีสารเคมีแกมอยู่แล้ว ทุกอย่างที่นำมาบำรุงต้นผักแต่ละต้นต้องปลอดสารเคมีทั้งสิ้น” แม่ตุ่มกล่าวยืนยัน
ด้าน หนูคิด มนัสไธสงค์ อายุ 41 ปี หนึ่งในสมาชิกปลูกผัก บอกว่า การเก็บผลผลิตผักของชาวบ้านจะสามารถเก็บได้ตลอดทุกวัน ด้วยชาวบ้านปลูกผักทุกวันเลยทำให้สามารถเก็บผลผลิตได้เรื่อยๆ การปลูกผักวันละแปลง พอแปลงหนึ่งเก็บผลผลิตออกไป แปลงต่อมาก็จะโตพอที่จะเก็บได้อีกในวันถัดไป หมุนเวียนไปเรื่อยๆ และจะมีการเก็บเมล็ดพันธุ์ มีการขยายพันธุ์เองโดยที่ไม่ต้องเปลืองเงินหาซื้อเมล็ดพันธุ์จากที่อื่น
"ผักของชาวบ้านจะส่งให้ห้างเดอะมอลล์ที่กรุงเทพฯ การส่งออกจะคิดเป็นกิโลกรัม ส่งออกแต่ละครั้งเฉลี่ยประมาณ 120-150 กิโลกรัม ไม่ให้เกิน 200 กิโลกรัมของผักทุกชนิดรวมกันในแต่ละรอบของการส่ง ราคาประกันการส่งออก ผักบุ้งจะอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 20-30 บาท หอมราคากิโลกรัมละ 50–60 บาท ขึ้นฉ่ายราคากิโลกรัมละ 60 บาท เป็นต้น
ส่วนเรื่องของรายได้นั้น หนูคิดระบุว่า ทางห้างจะจ่ายเงิน 2 ครั้งต่อเดือน คือวันที่ 1 และวันที่ 16 ของแต่ละเดือน ครั้งละประมาณ 2 หมื่นบาท เมื่อได้มาก็จะแจกจ่ายให้แก่สมาชิก แต่ละคนจะได้ตามราคาของผักและตามกิโลกรัมที่แต่ละคนเก็บได้ และมีแบ่งบางส่วนเข้ากลุ่มด้วย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนกลางและเหลือเป็นเงินฝากให้แก่สมาชิก นอกนั้นก็จะมีการขายตามสวนและส่งตลาดบริเวณใกล้เคียง ในราคาที่ถูกลง ขายแบบทั้งลดแลกแจกแถมแบ่งปันกันไปกิน และจุดเด่นอีกอย่างของที่นี่คือ หากใครมาซื้อผักจะต้องเอาตะกร้าเข้ามาด้วย เพราะทางสวนจะไม่มีถุงใส่ให้ นับว่าเป็นการลดโลกร้อนไปอีกทางหนึ่ง
ปัจจุบันแปลงเกษตรออแกนิก บ้านหนองบัว มีชื่อเสียงโด่งดังมากจนผักของที่นี่ถูกขนานนามว่าเป็นของดียางสีสุราช โดยทางกลุ่มมีการเปิดสอนส่งเสริมการเกษตรให้แก่ผู้ที่สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ ทั้งทฤษฎี และฝึกปฏิบัติวิธีการปลูก การดูแล และทางกลุ่มมีเมล็ดพันธุ์ให้แก่ผู้ที่ต้องการจะปลูกด้วยในราคาที่เป็นกันเอง
เดินหน้าพัฒนาผู้ประกอบการ“เกษตรอินทรีย์”
ชาตรี บุญนาค ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดอบรมโครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ระดับเขต รุ่นที่ 1 ซึ่งจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 20-24 มิถุนายน ที่โรงแรมเบย์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ได้จัด “โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่” โดยผู้เข้ารับการอบรมเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer โดยเน้นการทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ภาคตะวันออกทั้ง 9 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง สมุทรปราการ และสระแก้ว จำนวนกว่า 100 คน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนา Young Smart Farmer ให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ในการทำธุรกิจเกษตรด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ และกลยุทธ์การทำธุรกิจต่างๆ นำไปสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรมืออาชีพ มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สอดคล้องกับโครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยกิจกรรมในการฝึกอบรมในครั้งนี้ มีทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ พร้อมทั้งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และมีความเชี่ยวชาญในด้านการประกอบธุรกิจต่างๆ
วรวรรณ ธำรงวรางกูร Young Smart Farmer หนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรมโครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ดีกรีปริญญาโทการตลาดจากมหาวิทยาลัยลีดส์ ประเทศอังกฤษ เจ้าของธำรงฟาร์ม จ.นครนายก เปิดเผยว่า ธำรงฟาร์ม เป็นฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่ขณะนี้กำลังเข้าสู่ปีที่ 3 โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการหาคำตอบให้แก่อนาคตของตัวเอง ด้วยความต้องการทำธุรกิจส่วนตัว ร่วมไปกับการออกแบบการใช้ชีวิต คือการที่คนในครอบครัวได้ใกล้ชิด ได้ใช้เวลาร่วมกัน ได้คลุกคลีอยู่กับสิ่งที่รัก ได้ทำงานที่มีคุณค่า ได้มีพื้นที่พักผ่อนให้แก่พ่อแม่ในวัยเกษียณอายุ และแม้ว่าจะไม่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการเกษตรมาก่อนเลยก็ตาม แต่ด้วยสิ่งที่มีอยู่แล้วนั่นคือที่ดินของพ่อแม่ จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำและเปลี่ยนการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ มาสร้างคำตอบให้แก่ตัวเองและคนในครอบครัวที่ธำรงฟาร์มแห่งนี้ เริ่มจากการปรับปรุงพื้นที่ 45 ไร่ และจัดสรรทุกอย่างตามแนวทางการทำการเกษตรแบบอินทรีย์ อย่างการมีแหล่งน้ำเป็นของตัวเอง มีแนวกันชนรอบด้าน การปรับปรุงดินเปรี้ยวตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 จนดินมีค่า pH ที่เหมาะสมในการเพาะปลูก การวางแผนและจดบันทึกกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น



