ข่าว

 เปิดแผนจัดการน้ำ"เหนือตอนล่าง-กลางตอนบน" 

 เปิดแผนจัดการน้ำ"เหนือตอนล่าง-กลางตอนบน" 

26 มิ.ย. 2561

 เปิดแผนจัดการน้ำ"เหนือตอนล่าง-กลางตอนบน"  เร่งพัฒนา"สองบึงใหญ่"ใช้เป็นแก้มลิงรับน้ำ

 

            ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐเอกชน (กรอ.) ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.นครสวรรค์ ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยมีตัวแทนจากภาคเอกชน เกษตรกร และผู้ว่าราชการ 4 จังหวัดของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 ประกอบด้วย กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ และอุทัยธานี เข้าร่วมประชุมด้วยนั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ สทนช. ดำเนินการจัดทำแผนพัฒนาแม่น้ำพิจิตรให้เป็นระบบโดยเร็ว เพื่อให้ทันต่อการปรับแผนงบประมาณปี 2561 บางส่วนที่สามารถดำเนินการได้ก็ให้เร่งดำเนินการทันที ส่วนที่เหลือให้บรรจุเป็นแผนงานในปี 2562-2565 พร้อมสั่งการให้เป็นหน่วยงานหลักในการวางแผนแก้ปัญหาเรื่องน้ำของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2

         โดยให้หาแนวทางในการขุดลอกเพิ่มปริมาณความจุของบึงสีไฟ จ.พิจิตร และบึงบรเพ็ด จ.นครสวรรค์ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากและปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ตลอดจนวางแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้ สทนช. พิจารณาหาแนวทางเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากพร้อมให้เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น ในการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยเฉพาะผักตบชวา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ บรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นได้

          สำหรับแผนพัฒนาแม่น้ำพิจิตรซึ่งประสบปัญหาน้ำจากแม่น้ำน่านไหลเข้าสู่แม่น้ำพิจิตรน้อยมากทำให้ขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งอย่างรุนแรงนั้น สทนช.ได้วางแผนที่จะพัฒนาปรับปรุงแม่น้ำพิจิตรให้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยปรับปรุงประตูระบายน้ำดงเศรษฐี พร้อมติดตั้งระบบซูเปอร์ปั๊ม เพื่อผันน้ำเข้าสู่แม่น้ำพิจิตร พัฒนาอาคารระบายน้ำจากคลองชลประทาน (โครงสร้างใหม่) ให้สามารถผันน้ำเข้าสู่แม่น้ำพิจิตรเพิ่มเติมจำนวน 9 จุด รวมทั้งขุดลอกทางน้ำของแม่น้ำพิจิตร 127 กิโลเมตร และขุดลอกทางน้ำของคลองข้าวตอกอีก 58 กิโลเมตร รวมระยะทาง 185 กิโลเมตร โดยกรมทรัพยากรน้ำ และสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำ ผังน้ำ ตลอดจนแนวทางในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะปัญหาการบุกรุกพื้นที่ทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำ ปัญหาวัชพืช แม่น้ำตื้นเขิน น้ำเน่าเสีย และสิ่งกีดขวางทางน้ำซึ่งมีมากถึง 83 แห่ง

           ส่วนแนวทางการเพิ่มความจุของบึงสีไฟ จ.พิจิตร นั้น สนทช.ได้วางแนวทางการพัฒนาโดยให้กรมชลประทานก่อสร้างอาคารท่อระบายน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.50 เมตร รับน้ำจากคลองส่งน้ำสายใหญ่ C1 พร้อมก่อสร้างคลองเพื่อชักน้ำเข้าสู่บึงสีไฟความยาว 2,063 เมตร ในอัตรา 1.90 ลบ.ม./วินาที พร้อมทั้งขุดลอกเพื่อเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งจาก 4 ล้านลบ.ม. ในปัจจุบันเป็น 8 ล้านลบ.ม. คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่งในขณะนี้การเติมน้ำเข้าบึงสีไฟ จะเติมน้ำผ่านประตูระบายน้ำคลอง C67 อัตรา 1.90 ลบ.ม./วินาทีและสถานีสูบน้ำแม่น้ำน่าน อัตรา 0.35 ลบ.ม./วินาที

           ขณะที่บึงบอระเพ็ดนั้นที่ผ่านมาจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เนื่องจากพื้นที่ถูกบุกรุก จากเดิมมีพื้นที่ 132,737 ไร่ ปัจจุบันเหลือพื้นที่ 67,327 ไร่ รวมทั้งยังมีตะกอนสะสมปีละ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้บึงตื้น ที่ผ่านมากรมชลประทานดำเนินการแก้ไขปัญหาได้เพียงแต่การขุดลอกตะกอนดิน ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน สทนช.จึงศึกษาการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ดโดยบูรณาการหน่วยงานเกี่ยวข้อง โดยจะยกระดับสันฝายขึ้นอีก 1 เมตร ซึ่งสามารถเพิ่มความจุได้ถึง 300 ล้านลบ.ม. การปรับปรุงศักยภาพส่งน้ำให้เป็นบึงอเนกประสงค์ที่สามารถบริหารจัดการรับน้ำหลากและส่งน้ำให้พื้นที่เกษตร ต.ทับกฤช อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ขุดลอกดินตะกอนในพื้นที่บึงบอระเพ็ด ก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียตามเส้นทางน้ำหลักที่ไหลลงสู่บึง 5 แห่ง ศึกษา สำรวจ ออกแบบ โครงการแก้ไขปัญหาตะกอนดินก่อนไหลลงสู่บึงบอระเพ็ดและฝายดักตะกอนรอบบึง รวมถึงงบก่อสร้างประตูน้ำยกระดับน้ำแม่น้ำน่านเข้าสู่บึงบอระเพ็ดด้วย

       

“สทนช.” จัดทัพวางระบบติดตามน้ำหลาก 

           ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 1/2561 ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจาก 16 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ อาคารสำนักงาน ก.พ. (เดิม) ถนนพิษณุโลก เมื่อวานนี้ (25 มิ.ย.) โดยระบุว่าจากการรายงานข้อมูลสถานการณ์น้ำและการคาดการณ์แนวโน้มจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่าสถานการณ์ฝนในปีนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยในช่วงเดือนมิถุนายน ฝนเริ่มลดลงและจะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงในเดือนกรกฎาคม ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการปรับแผนในการระบายน้ำเขื่อนต่างๆ ให้เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันพบว่าเขื่อนขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำที่ต่ำกว่า 30% ของความจุอ่างเก็บน้ำ มีเพิ่มขึ้น ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 จาก 49 อ่าง ขณะนี้เพิ่มขึ้นเป็น 51 อ่าง โดยเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ถึง 5 อ่าง เป็นภาคเหนือ 2 อ่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 อ่าง ภาคกลาง 1 อ่าง และตะวันออก 1 อ่าง รวมถึงการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่เกษตรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบและเริ่มกลับมามีฝนเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมบริเวณชายแดนไทย-พม่า คือ ภาคเหนือและภาคอีสาน สำหรับการคาดการณ์พายุที่จะเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตามสภาวะอากาศจะติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างต่อเนื่องและชัดเจนมากขึ้น

    อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำในภาพรวมขณะนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ โดยพื้นที่ที่ลุ่มต่ำที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำหลากจากฝนที่ตกเฉพาะพื้นที่ ทุกหน่วยงานเตรียมการไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะข้อสั่งการคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ) เป็นประธาน

ขณะเดียวกันที่ประชุมมีมติเห็นชอบกระบวนการติดตามบริหารจัดการน้ำหลากจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสทนช.ได้กำหนดจุดติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ พร้อมจัดตั้งเกณฑ์การเฝ้าระวังจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 1.จุดเฝ้าระวังน้ำท่า  จำนวน 44 แห่ง 2.จุดเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ใน 4 ลุ่มน้ำ ได้แก่ เจ้าพระยา ท่าจีนปราจีน–บางปะกง แม่กลอง 3.การเฝ้าระวังดินโคลนถล่ม  แบ่งเป็น 2 กรณี จุดสีเขียวและจุดสีม่วง ทั้งนี้ข้อมูลทั้งหมดจะถูกประมวลมายังศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สทนช. ซึ่งจะรายงานต่อไปยังคณะอนุกรรมการติดตามสถานการณ์น้ำและนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง 

  ทั้งนี้เพื่อสร้างการรับรู้มาตรการเตรียมการรับมือสถานการณ์น้ำหลากล่วงหน้า ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้สทนช.เป็นหน่วยงานหลักในการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนปี 2561 ที่ประชุมได้เห็นชอบแผนการลงพื้นที่สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำหลากในการเสวนาเรื่อง “การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับพื้นที่” ซึ่งเป็นการต่อยอดงานที่จัดในส่วนกลางไปเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2561 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ด้วยจำนวน 4 ครั้ง ครั้งแรกจัดในภาคเหนือ วันที่ 29 มิถุนายน ที่ จ.เชียงใหม่ ครอบคลุมพื้นที่ 17 จังหวัด ครั้งที่ 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจัดวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ จ.ขอนแก่น ครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัด ครั้งที่ 3 จัดที่ภาคกลางในวันที่ 26 กรกฎาคม จ.พระนครศรีอยุธยา ครอบคลุมพื้นที่ 26 จังหวัด และครั้งที่ 4 ภาคใต้ในวันที่ 2 สิงหาคม จ.สงขลา ครอบคลุม 17 จังหวัด