
74พรรคถกปลดล็อก-เลือกตั้งไม่เกิน5พ.ค.
"บิ๊กป้อม"หัวเรือถกตัวแทน 74 พรรคการเมือง ด้านรัฐบาลเคาะไทม์ไลน์เลือกตั้งเร็วสุด24ก.พ.ช้าสุด5พ.ค. "วิษณุ" ชูสูตร 3-3-5 ขณะที่พท.ยัน"แม้ว"สไกป์ไม่ครอบงำพรรค
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 มิถุนายน ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาทิ นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการกกต. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายประพันธ์ นัยโกวิท คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นางพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และตัวแทนพรรคการเมือง 74 พรรค 199 คน ในการหารือและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการเตรียมการเลือกตั้งทั่วไป โดยตั้งแต่เวลาประมาณ 11.00 น. มีตัวแทนพรรคการเมืองทยอยเดินทางมารอเข้าร่วมประชุม ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนหลายสำนักทั้งในประเทศและต่างประเทศมาติดตามรายงานข่าวจำนวนมาก
74พรรคถก-พลังประชารัฐร่วม
ทั้งนี้ มีรายชื่อพรรคการเมืองที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ทั้งหมด 74 พรรค 199 คน โดยแบ่งเป็นพรรคการเมืองเก่า จำนวน 45 พรรค, พรรคที่ยื่นขอจดแจ้งจัดตั้งพรรค จำนวน 9 พรรค, พรรคที่อยู่ระหว่างการจัดตั้งพรรค จำนวน 7 พรรค และพรรคที่ขอเข้าประชุมเพิ่มเติมอีก 13 พรรค อาทิ พรรคพลังประชารัฐ พรรคไทยใหม่ พรรคคนงานไทย พรรคนำไทยพัฒนา และพรรคไทยเสรีประชาธิปไตย ฯลฯ
ตัวแทนพรรคการเมืองที่น่าสนใจ อาทิ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายวราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย นายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งส่งตัวแทนมา 3 คน ประกอบด้วย ร.อ.ศิริเกษ กุลประเสริฐ, นายโชคชัย ไชยวานิชย์ผล และนายจำรัส สุวรรณธาดา อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ไม่มีตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่มาร่วมตามที่เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไว้ก่อนหน้านั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมครั้งนี้ได้ห้ามนักการเมืองนำโทรศัพท์และเครื่องมือติดต่อสื่อสารเข้ามาในห้องประชุมอย่างเด็ดขาด โดยให้ฝากไว้กับเจ้าหน้าที่บริเวณด้านหน้าห้องประชุมทั้งหมด ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารที่สวมชุดสูททั้งในส่วนของกระทรวงกลาโหม และกองทัพบก รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ พร้อมทั้งห้ามสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังอย่างเด็ดขาด
พรรคการเมืองจี้เลิกคำสั่งคสช.
สำหรับบรรยากาศการประชุม แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เชิญ พล.อ.ประวิตร ในฐานะตัวแทนฝ่าย คสช. กล่าวต่อผู้ที่มาหารือถึงสาเหตุที่เชิญมาพูดคุยว่า เพื่อให้เกิดความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันเกี่ยวกับโรดแม็พ และขั้นตอนของกฎหมายต่างๆ ทั้งการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ก่อนประกาศใช้ ทั้งหมดคือเงื่อนไขต่อการกำหนดวันเลือกตั้ง จากนั้นที่ประชุมได้เชิญนายวิษณุ และนายศุภชัย กล่าวทำความเข้าใจถึงการทำกิจกรรมของพรรคการเมืองว่าขณะนี้ทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้บ้าง หลังจากนั้นจึงเปิดโอกาสให้ตัวแทนของพรรคการเมืองกล่าวทีละคน เริ่มจากแถวหน้าไปยังแถวหลัง โดยพรรคการเมืองเกือบทั้งหมดต้องการให้ คสช.ผ่อนคลายคำสั่งฉบับที่ 53/2560 โดยเร็ว เพราะไม่สามารถทำกิจกรรมในพรรคได้ นอกจากนี้ยังกังวลเรื่องการทำไพรมารีโหวต คือ 1.ทำได้หรือไม่ 2.ทำทันหรือไม่ และ 3.ถ้าทำแล้วทำอย่างไร เพราะถือเป็นสิ่งที่ใหม่มากสำหรับประเทศไทย จะเป็นไปได้หรือไม่
“วิษณุ”ชูสูตรเลือกตั้ง3-3-5
ต่อมา นายวิษณุบรรยายสรุปขั้นตอนทางกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องโรดแม็พระยะเวลา ที่มีขั้นตอนในการทูลเกล้าฯ ถวายกฎหมายร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. โดยนายวิษณุระบุว่าอาจต้องใช้สูตร 3-3-5 หรือ 11 เดือนนับจากนี้ พร้อมยืนยันว่าไม่ยกเลิกระบบไพรมารีโหวต เนื่องจากบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญแล้ว แต่อาจจะยืดหยุ่นให้ทำไพรมารีโหวตในระดับภาค โดยนายวิษณุใช้เวลาบรรยายกว่าครึ่งชั่วโมง จากนั้นจึงเปิดโอกาสให้ตัวแทนพรรคการเมืองถามคำถามที่สงสัย
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถามว่าการเลือกตั้งจะไม่ทันในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ใช่หรือไม่ เพราะถ้านับตามสูตรที่นายวิษณุระบุ 11 เดือน ก็จะอยู่ในเดือนพฤษภาคม 2562 อีกทั้งถามถึงความชัดเจนเรื่องไพรมารีโหวต ที่นายวิษณุระบุจะใช้แบบภาคนั้น รูปแบบเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม นายวิษณุ พล.อ.ประวิตร และนายศุภชัย ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว แต่เปิดให้ตัวแทนทุกพรรค ถามคำถามไปเรื่อยๆ\
เผยไทม์ไลน์เลือกตั้งเร็วสุด 24 ก.พ.
นายวิษณุยังคาดคะเนถึงไทม์ไลน์การเลือกตั้ง โดยตั้งตุ๊กตาวันเลือกตั้งไว้ก่อน ซึ่งถ้าจะกำหนดวันเลือกตั้ง มีอย่างน้อย 4 วัน ใน 4 เดือน ได้แก่ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562, วันที่ 31 มีนาคม 2562, วันที่ 28 เมษายน 2562 และวันที่ 5 พฤษภาคม 2562
แหล่งข่าวระบุว่า บรรยากาศในที่ประชุมค่อนข้างเป็นไปอย่างวุ่นวาย เนื่องจากแต่ละพรรคต่างก็อยากจะแสดงความคิดเห็นของตัวเอง โดยตั้งคำถามซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งมีหลายคนที่ใช้เวลาพูด 3-5 นาที ขณะที่ พ.อ.วันชนะ สวัสดี ผู้ช่วยโฆษกกลาโหม ในฐานะพิธีกรในที่ประชุม ไม่สามารถควบคุมบรรยากาศและเวลาได้ ทำให้กำหนดการแต่เดิมที่กำหนดไว้ว่าจะเสร็จสิ้นเวลา 16.00 น. ต้องยืดเยื้อออกไป
“บิ๊กป้อม”เชื่อพรรคเตรียมตัวทัน
มีรายงานว่า การหารือครั้งนี้ใช้เวลานานประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า รู้สึกพอใจกับการพูดคุยในวันนี้ และไม่มีอะไร ส่วนที่ระบุว่ามีเวลา 3 เดือนให้พรรคการเมืองเตรียมตัวก่อนการเลือกตั้งคิดว่าทัน
กกต.เผยทุกพรรคเร่งคสช.ปลดล็อก
ด้านนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวภายหลังการพบหารือเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการเตรียมการเลือกตั้งทั่วไปว่า มีหลายพรรคการเมืองได้หารือเกี่ยวกับคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 รวมถึงเสนอแนะแนวทางแก้ไข ซึ่งส่วนใหญ่เสนอให้ปลดล็อกและงดทำไพรมารีโหวต แต่ก็มีบางพรรคให้คงไว้ ส่วนความชัดเจนในการกำหนดวันเลือกตั้ง ขณะนี้ยังไม่สามารถกำหนดได้ เนื่องจากต้องรอให้กฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อน จากนั้นรอไปอีก 90 วัน จึงมีผลบังคับใช้ และต้องรอกระบวนการอีก 150 วัน จึงจะจัดให้มีการเลือกตั้งได้
ระบุขอ60วัน แบ่งเขตเลือกตั้ง
นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ระหว่าง 90 วันที่รอให้กฎหมายทั้งสองฉบับมีผลบังคับใช้ ทาง กกต.จะขอให้มีการแบ่งเขตเลือกตั้งก่อนใน 60 วัน จากนั้นต้องไปถามความคิดเห็นพรรคการเมืองและประชาชนในเขตนั้นๆ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 27 ของร่างกฎหมาย ส.ส.
ส่วนการประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งจำเป็นต้องใช้ มาตรา 44 หรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า ถ้ากฎหมายยังไม่มีผลบังคับใช้ ก็ไม่สามารถแบ่งเขตเลือกตั้งได้ ซึ่งทางเราก็ขอทำก่อนในช่วง 60 วัน ซึ่งก็ต้องรอดูว่า คสช.จะอนุมัติให้ใช้มาตรา 44 หรือไม่
นายศุภชัย กล่าวต่อว่า พล.อ.ประวิตรจะนัดประชุมในครั้งต่อไป แต่ยังไม่สามารถกำหนดวันได้ สำหรับบรรยากาศในการพูดคุยวันนี้ทุกพรรคได้ระบายความรู้สึกออกมา
ปชป.พอใจคสช.รับปากคลายล็อก
ขณะที่นายจุรินทร์ กล่าวภายหลังการหารือว่า การเลือกตั้งยังคงเป็นไปตามเงื่อนเวลาคือ 3-3-5 ช่วง 3 เดือนแรกคือช่วงทูลเกล้าฯ 3 เดือนที่สองคือ ช่วงที่รอกฎหมายเลือกตั้งบังคับใช้ และช่วงที่สาม คือ 5 เดือน ในการจัดการเลือกตั้ง โดยจะหาทางคลายล็อกให้ช่วง 3 เดือนที่สอง ส่วนรายละเอียดต่างๆ ต้องรอดูที่จะปรากฏออกมาตามคำสั่งใหม่ด้วย เพราะขนาดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ยังมีรายละเอียดที่ทับซ้อนกับกฎหมายต่างๆ ที่ทำให้พรรคการเมืองมีปัญหา
ส่วนประเด็นการจัดทำไพรมารีโหวต ที่ประชุมยังไม่มีความชัดเจนใดๆ อย่างไรก็ตามภาพรวมการประชุมในวันนี้พอใจเพราะได้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องการคลายล็อกว่าจะมีแน่นอน ซึ่งหลังจากนี้ต้องรอดูว่าผลจะออกมาอย่างไร
“ชทพ.”พอใจผลหารือรอบแรก
ส่วนนายวราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือว่า บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น โดยรัฐบาลได้เตรียมคำตอบมาให้พรรคการเมืองบ้างแล้ว โดยเฉพาะในประเด็นที่เป็นปัญหาเรื่องเงื่อนเวลาสำหรับการทำไพรมารีโหวตนั้น คิดว่ารัฐบาลให้เวลามาเถอะ พรรคชาติไทยพัฒนาทำทันทั้งนั้น โดยไม่นำเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง เพราะที่ผ่านมาพรรคได้เตรียมตัววางแผนสำหรับการหาสมาชิกไว้แล้ว ถ้าปลดล็อกให้เราก็สามารถดำเนินการได้เลย
เผยเคาะวันเลือกตั้งช้าสุด5พ.ค.
“ขณะที่กรอบเวลาในวันเลือกตั้ง 4 กรอบที่รัฐบาลเสนอในที่ประชุมนั้น เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม โดยยึดเอาทุกวันอาทิตย์สิ้นเดือนมาเป็นกรอบนั้นถือว่าเป็นไปได้หมด คือวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 วันที่ 31 มีนาคม 2562 วันที่ 28 เมษายน 2562 โดยขึ้นอยู่กับว่าร่างกฎหมายลูกอีก 2 ฉบับสุดท้าย คือ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กับร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. จะบังคับใช้เมื่อไหร่ เชื่อว่าเมื่อมีความชัดเจนรัฐบาลคงจะเชิญพรรคการเมืองเข้ามาหารือกันอีกเมื่อรัฐบาลได้นำคำถามของแต่ละพรรคไปสังเคราะห์จนได้คำตอบ” นายวราวุธ กล่าว
ทั้งนี้ นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ในเรื่องของการคลายล็อกนั้นสรุปว่า ให้มีการคลายล็อกในช่วงที่พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา และยังมีเวลา 90 วันก่อนกฎหมายบังคับใช้ ส่วนการทำไพรมารีโหวตที่ประชุมได้มี 3 ทางเลือก คือ 1.ยกเลิกการทำไพรมารีโหวตทั้งหมด 2.ยกเลิกการทำไพรมารีโหวตครั้งแรก 3.มีการทำไพรมารีโหวต แต่ให้ใช้การทำในระดับภาค 4 ภาค
ส่วนการกำหนดวันเลือกตั้ง ที่ประชุมเห็นว่าหากนับระยะเวลาตามกฎหมาย 150 วัน ประกอบกับนายกฯ ไปพูดในต่างประเทศถึง 2 ประเทศ โดยย้ำว่าจะมีการเลือกตั้งตามโรดแม็พในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ที่ประชุมจึงเห็นว่าควรจะเป็นวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 อย่างไรก็ตาม กกต.ได้ตั้งตุ๊กตาขึ้นมาว่า หากไม่ใช่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ก็สามารถเลื่อนออกไปเป็นวันอาทิตย์สัปดาห์สุดท้ายของเดือน เพราะ 150 วันจะครบกำหนดในวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 อย่างไรก็ตาม คสช.จะเรียกพรรคการเมืองพูดคุยอีกครั้งในช่วงที่กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา
ยันตั้ง ส.ว.ไม่เกี่ยวสืบทอดอำนาจ
ด้านสถานการณ์การเมืองทั่วไป วันเดียวกัน พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุจะตั้งคณะกรรมการเลือก ส.ว.ขึ้นมาเอง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ก็ไม่มีอะไร ก็ให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการในฐานะหัวหน้า คสช. เพราะ ส.ว.เกิดจาก คสช. เมื่อถามย้ำว่า 200 คน นายกฯ จะเป็นผู้เลือกเอง และอีก 50 คนจะมาจากการคัดเลือกใช่หรือไม่นั้น ต้องดูก่อนว่าจะคัดเลือกอย่างไร เพราะใช้เงินพันกว่าล้าน แต่ต้องทำตามรัฐธรรมนูญ และต้องใช้เงินให้น้อยลง ส่วนสัดส่วนอาชีพก็ต้องดูรายละเอียดของรัฐธรรมนูญว่าจะทำอย่างไรถึงจะตั้งคณะกรรมการ
ส่วนการคัดเลือก ส.ว. 50 คน เพื่อต้องการลบคำวิจารณ์ว่า คสช.ต่อท่ออำนาจหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “คิดไปเอง ผมก็บอกแล้วไม่ได้คิดจะต่อท่ออำนาจหรืออะไร ทั้งหมดเป็นเรื่องของคณะทำงานของ กรธ.ดำเนินการมา จะมาโทษอะไร”
โต้ ‘ไทม์’ ปมบิ๊กตู่ "สฤษดิ์น้อย"
พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงคำสั่งห้ามขายหนังสือไทม์ ฉบับที่นายกรัฐมนตรีขึ้นปกว่า ใครห้าม ไม่ได้ห้ามเลย ใครเป็นจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกฯ ส่วนที่ถามหากจำหน่ายหนังสือดังกล่าวสามารถทำได้ใช่หรือไม่นั้น ต้องทำตามระเบียบว่าผิดหรือไม่
“ที่ไปบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นจอมพลสฤษดิ์น้อย ไม่เห็นคล้ายอะไรเลย ท่านไม่ได้ดุร้าย และไม่เคยเอาคนไปยิงเป้า ส่วนหนังสือไทม์บิดเบือนหรือไม่นั้น ไม่รู้ ทางเจ้าหน้าที่ดำเนินการไป ประชาชนก็ใช้วิจารณญาณว่าเขียนตรงหรือไม่ ผมก็ยังไม่ได้อ่าน และยังไม่เห็นฉบับจริง และที่นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แปลหนังสือดังกล่าวเป็นภาษาไทยน่าเชื่อถือหรือไม่” พล.อ.ประวิตรกล่าว
โยน กกต.ตีความหลัง “แม้ว” สไกป์
พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วิดีโอคอลมาถึงสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่า ให้ทาง กกต.ดำเนินการว่าจะเข้าข่ายยุบพรรคหรือไม่นั้น ตนดูไม่ได้ ต้องดูตามกฎหมาย และย้ำว่าไม่ได้สั่ง กกต. เพราะเป็นการดำเนินการของ กกต.เอง เมื่อถามว่าการที่นายทักษิณออกมาเคลื่อนไหวเพราะพรรคเพื่อไทยโดนดูด ส.ส.หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่ได้อยู่พรรคเพื่อไทย ตอบไม่ได้ และไม่ได้ประเมินอะไร
นายวิษณุ กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณวิดีโอคอลพูดคุยกับแกนนำพรรคเพื่อไทย จะเข้าข่ายครอบงำพรรคการเมืองหรือไม่ว่า ไม่ทราบ ตอบไม่ถูก ยิ่งในฐานะนักกฎหมายของรัฐบาล ยิ่งไม่ควรพูดอะไรที่เป็นการชี้ถูกชี้ผิดทั้งนั้น เรื่องนี้ต้องถาม กกต. ส่วนกรณี พล.อ.ประยุทธ์ ระบุจะเป็นคนเลือก ส.ว.ด้วยตัวเองนั้น เห็นว่าบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า ส.ว. 250 คน ให้ใช้วิธีการเลือกไขว้ 50 คน ซึ่งต้องใช้งบประมาณ 800 ล้านบาท ส่วนอีก 200 คน ใช้งบประมาณไม่มาก โดย คสช.ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 9 คน เพื่อสรรหาจำนวน 2 เท่า หรือประมาณ 400 คน จากนั้น คสช. จะเลือก 200 คน ส่วนจะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อ คสช.หรือไม่นั้น เรื่องดังกล่าวรัฐธรรมนูญเขียนอย่างนั้น
‘ธนาธร’ เมินถกลงพื้นที่พิจิตร
เวลา 09.00 น. ที่วัดบางคลาน อ.โพทะเล จ.พิจิตร นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จัดกิจกรรม “ธนาธรออนทัวร์” ลงพื้นที่พบปะชาวบ้านเพื่อรับฟังปัญหาต่างๆ โดยมีประชาชนกว่า 50 คนต้อนรับ และร่วมสะท้อนปัญหา โดยเฉพาะปัญหาภาคการเกษตรเรื่องราคาข้าวตกต่ำ ปัญหาหนี้สินเกษตรกร ปัญหาเรื่องการจัดการน้ำ ซึ่งพื้นที่ จ.พิจิตร ต้องประสบปัญหาน้ำท่วมทุกปี รวมถึงปัญหาสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ค่อนข้างซบเซา
นายธนาธรกล่าวว่า แม้วันนี้จะเป็นวันที่ คสช.เรียกพรรคการเมืองไปพูดคุย ซึ่งอนาคตใหม่ไม่ได้เข้าร่วม แต่มองว่าการพบปะประชาชนในพื้นที่ รับฟังปัญหาปากท้อง ความเดือดร้อนของคนในท้องถิ่น มีประโยชน์มากกว่า เนื่องจากที่ผ่านมา พรรคการเมืองต่างพูดถึงปัญหาเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ กฎหมายในการเลือกตั้งไปมากแล้ว และ คสช.ก็รับทราบปัญหาทั้งหมดดี เพราะเป็นผู้เขียนกฎเหล่านี้ขึ้นมาเอง ไม่มีความจำเป็นต้องไปพูดคุยกันอีก ทั้งนี้ ยืนยันว่าอำนาจทั้งหมดในการตัดสินใจเรื่องเลือกตั้งอยู่ที่ คสช. อนาคตใหม่พร้อมที่จะทำตามกฎเกณฑ์ต่างๆ แม้จะไม่เห็นด้วย เพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด ไม่ให้ประเทศต้องเสียหายไปมากกว่านี้
พท.ชี้‘แม้ว’สไกป์ไม่ครอบงำ
นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่กกต.เตรียมตั้งคณะกรรมการสอบกรณีคลิปเสียงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ระบุว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า อาจเข้าข่ายขัดมาตรา 28 มาตรา 29 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ว่า ต้องตั้งคำถามว่าการที่อดีตหัวหน้าพรรค อดีตนายกฯ จะพูดคุยถึงความเป็นไปของบ้านเมือง ให้ความเห็นต่อการดูด ส.ส. ของฝ่ายผู้มีอำนาจ ใครจะชนะจะแพ้ ใครจะถูกหลอก ควรเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพทางการเมือง ที่ใครๆ ก็มีสิทธิที่จะแสดงความเห็นได้ ไม่ใช่ผู้มีอำนาจจะทำได้ฝ่ายเดียว อย่างเช่นคอยดำเนินคดีกับผู้อื่นว่าชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน แต่ตนเองทำไม่เป็นไร
นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า เรื่องครอบงำเป็นกฎหมายใหม่ที่ผู้มีอำนาจชุดนี้เขาคิดค้นประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เหมือนกับว่าเป็นโจทย์ของคนร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ อย่างไรเสียคิดว่ามันก็ไม่เข้าองค์ประกอบใดๆ เลย เพราะ 1.พรรคการเมืองต้องยินยอมให้ครอบงำ ไม่ปรากฏว่าพรรคไปมีส่วนรู้เห็นอะไรด้วย เลขาฯ พรรคก็ไม่ได้ไป หัวหน้าก็ไม่ได้ไป เป็นเรื่องสมาชิกเองมาตีกอล์ฟและร่วมอวยพรวันเกิดกัน 2.ถามว่าต้องมีการครอบงำกิจกรรมของพรรคการเมือง ก็ไม่ปรากฏว่าพรรคเขาทำกิจกรรมอะไร จริงๆ ก็ทำไม่ได้ด้วย จึงไม่รู้ว่าไปแทรกแซงครอบงำกิจกรรมอันใด
“กกต.จะตรวจสอบอะไรก็คงไม่ว่ากัน แต่กรุณาเข้าใจบริบททางการเมืองให้ถ่องแท้ และไม่ควรใช้กฎหมายที่สร้างขึ้นแบบลุแก่อำนาจ เป็นเครื่องมือทำลายล้างพรรคการเมือง ไม่เป็นผลดีอะไรเลย มีแต่จะทำให้ความขัดแย้งแตกแยกขยายใหญ่โตออกไปอีก ในขณะที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่าพรรคการเมืองนี้ฆ่าไม่ตายสักที” นายชูศักดิ์ กล่าว
ฝากคสช.ไม่ต้องกลัวไม่ทำตาม
นายชูศักดิ์ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยไม่เข้าร่วมพูดคุยกับ คสช. ซึ่งนัดพรรคการเมืองพูดคุยที่สโมสรทหารบก ซึ่งอาจจะเป็นเงื่อนไขในอนาคตที่ทำให้ คสช.นำมาอ้างว่าพรรคไม่เข้าร่วมพูดคุยเรื่องการทำไพรมารีโหวต และข้อบังคับอื่นๆ สำหรับการเลือกตั้งว่า ที่พรรคเพื่อไทยปฏิเสธที่จะเข้าร่วม ก็คงจะทราบเหตุผลไปเรียบร้อยแล้วว่าทำไมไม่เข้าร่วม ที่เน้นหนักในระยะหลังๆ คือความเป็นกลางของคสช. การมีส่วนได้เสียกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น การที่ คสช.ยังอยู่ในอำนาจในขณะที่มีการเลือกตั้ง เหล่านี้คสช.จึงไม่มีความชอบธรรมที่จะมากำหนดกติกาอะไรต่างๆ ขอฝากว่าไม่ต้องกลัวว่ากำหนดอะไรกันไปแล้วจะเบี้ยวไม่ปฏิบัติ แต่ก็ขอสงวนสิทธิ์ในการโต้แย้งคัดค้านได้หากไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม และอาจนำไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์และเที่ยงธรรม
“ความจริงก็ต้องบอกว่าปัญหาทั้งหมดพรรคการเมืองได้สะท้อนผ่านกกต.ไปหมดแล้วตอนที่กกต.จัดประชุมกับพรรคการเมือง และทราบว่ากกต.ได้ส่งปัญหาเหล่านั้นให้คสช.ไปแล้วด้วย ปัญหามีอยู่ประการเดียวว่าคสช.มีความจริงจังจริงใจที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวหรือไม่ หากคุณปลดล็อกทางการเมืองเสียแต่ขณะนี้ เข้าใจว่าทุกอย่างจะเดินไปได้ด้วยดี คำถามจึงวนไปวนมาแบบเดิมๆ” นายชูศักดิ์ กล่าว
เย้ย‘บิ๊กตู่’แค่ต้องการคนยกมือ
ขณะที่นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณี กกต.รวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อตรวจสอบคลิปวิดีโอของนายทักษิณว่า มองว่าอย่างไรก็ไม่เข้าเงื่อนไขทางกฎหมาย สำหรับอนาคตทางการเมืองของพล.อ.ประยุทธ์ หากจะลงเล่นการเมืองก็มาได้โดยวิธีเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเพื่อให้คนเสนอชื่อเป็น 1 ใน 3 นายกฯ หรือไม่ก็นอนรอเป็นนายกฯ คนนอก
นายชัยเกษม กล่าวอีกว่า หากพล.อ.ประยุทธ์ไปสังกัดพรรคใดพรรคหนึ่งตั้งแต่ต้นเพื่อให้มีการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ก็จะได้รู้ว่าประชาชนเลือก พล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ การมาทีหลังเหมือนปล่อยให้คนอื่นว่ากันไปเต็มที่ แล้วตัวเองไปรวบรวมเสียง รวบรวมพรรคที่สนับสนุนได้แล้วมาเป็นนายกฯ คนนอกซึ่งไม่สง่างาม ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ระบุกับคนไทยในต่างแดนว่า การเลือก ส.ว.จากคสช.เพื่อป้องกัน “สภาผัวเมีย” นั้น ก็มองว่า ส.ว.ที่มาจากคสช. คงเป็น “สภาบิ๊กตู่หรือสภาคสช.” เพราะ คสช.อาจเลือกคนที่สามารถพูดได้ สั่งได้ และเป็นพวกเดียวกันหรือไม่ และต้องการคนที่ยกมือให้ในสภา เท่านั้นหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าในอนาคต ส.ว.ก็คงมาจาก สนช.ชุดปัจจุบัน
กกต.ยังบอกไม่ได้พท.ถูกครอบงำ
ที่สำนักงาน กกต. พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง กล่าวถึงแนวทางการตรวจสอบกรณีคลิปวิดีโอของนายทักษิณ ระบุพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งในอีสานในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายทำให้พรรคเพื่อไทยถูกยุบพรรคว่า ขณะนี้ทางสำนักงานกำลังดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นอยู่ และในการประชุม กกต. วันที่ 26 มิถุนายน ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองก็จะรายงานเบื้องต้นให้ กกต.ได้รับทราบ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทุกพรรคการเมือง ซึ่งก็รวมถึงพรรคเพื่อไทยด้วย ยังไม่สามารถจัดประชุมใหญ่ของพรรคได้ การเคลื่อนไหวในฐานะพรรคการเมืองของพรรคเพื่อไทย จึงยังอาจบอกไม่ได้ว่าพรรคยินยอมให้บุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคเข้ามาชี้นำ ครอบงำการดำเนินกิจกรรมของพรรคตามที่ พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 28, 29 กำหนด หรือเปล่า
“นายทะเบียนพรรคการเมืองมีหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินกิจกรรมของพรรคให้เป็นไปตามกฎหมาย ก็คงต้องเก็บข้อมูลและติดตามดู ส่วนการตั้งคณะกรรมการสอบสวน จะตั้งก็ต่อเมื่อข้อเท็จจริงที่ได้บ่งชี้ไปถึงขั้นว่าพรรคยินยอมให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคเข้ามาชี้นำ ครอบงำการดำเนินกิจกรรมของพรรค แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่ก็ต้องรอดูผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นของทางสำนักงานด้วย” นายจรุงวิทย์ กล่าว
‘มาร์ค’ จวก ‘แม้ว-ปู’ ยังไม่ยอมรับ
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องดูว่ามีการแทรกแซงครอบงำพรรคหรือไม่ ขอให้คนทำหน้าที่รักษากฎหมายเป็นผู้วินิจฉัยเรื่องนี้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม มองว่าเรื่องนี้สะท้อนว่าบางคนบางฝ่ายยังไม่ยอมรับว่าการที่ประเทศเข้ามาสู่ปัญหาตรงนี้ ทุกฝ่ายต้องร่วมรับผิดชอบและร่วมกันทบทวนแล้วทำบางสิ่งที่ต่างจากเดิม แต่การที่นายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแสดงออกมานั้น ทำให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้คิดว่าการกระทำของเขาในอดีตมีส่วนในการก่อปัญหาให้ประเทศ ซึ่งตรงนี้ถือว่าอันตราย
“วันนี้ประเทศไทยต้องมีทางเลือกที่ดีกว่านี้ เราต้องมาติดตามต่อว่ามันจะเป็นอย่างที่เขาโฆษณาหรือคุยโม้หรือไม่ แต่ผมคิดว่าน่าเป็นห่วง หลายคนมาถามผมว่าจะจับมือกับพรรคเพื่อไทย พรรคอื่นๆ หรือไม่ ผมก็บอกว่าขอดูว่าพรรคเพื่อไทยได้เรียนรู้แล้วหรือไม่ ถ้าเขายังอยู่ภายใต้การครอบงำของครอบครัวชินวัตร ยังมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ของครอบครัวชินวัตรอยู่ มันจับมือกันไม่ได้” นายอภิสิทธิ์กล่าว
“สุเทพ”ขึ้นศาลปัดคดีกบฏ
เวลา 08.30 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) และเลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) เดินทางมาศาลในคดีที่แกนนำ กปปส. กับพวก ถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันเป็นกบฏและข้อหาอื่นๆ จากการชุมนุมขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2557
นายสุเทพ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ศาลนัดพร้อมตรวจพยานหลักฐานคดีเพื่อนัดหมายในการสืบพยานต่อไป แม้จำเลยแต่ละคนล้วนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ เช่นเป็นอาจารย์สอนหนังสือ แต่นี่เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม เรามีปณิธานว่าเกิดมาเป็นคนไทย เคารพกฎหมาย ไม่หลบหนี ทุกคนมาพิสูจน์ความจริง คดีนี้เป็นการต่อสู้สืบเนื่องจากการต่อสู้ของมวลมหาประชาชนเมื่อปี 2557 เราต้องพิสูจน์ว่ามวลมหาประชาชนมีสิทธิลุกขึ้นต่อสู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพราะระบอบทักษิณเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจโดยมิชอบ ทุจริต ไม่ฟังเสียงประชาชน ไม่ใช่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ทำให้เสียหายต่อชาติบ้านเมือง จึงเป็นสิทธิพลเมืองพิทักษ์รัฐธรรมนูญ การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมวันนี้พิสูจน์ว่าประชาชนมีสิทธิลุกขึ้นต่อสู้ต้านทรราช ไม่ว่าจะยาวนานแค่ไหนต้องอดทน ตนขอบคุณทุกกำลังใจ
“บิ๊กตู่”เปิดงานที่ฝรั่งเศส
ด้านภารกิจของนายกรัฐมนตรีนั้น เวลา 10.00 น. ที่แซร์กเลอ เดอ ลูนิยง แองแตร์อัลลิเย่ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานสัมมนา ไทยแลนด์ บิสิเนส ฟอรั่ม ซึ่งจัดโดยสภานายจ้างฝรั่งเศส MEDEF International ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศสที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ตั้งแต่ ค.ศ. 1685 สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ล่าสุดในปี 2017 การลงทุนจากฝรั่งเศสจัดอยู่ในอันดับที่ 4 ของการลงทุนจากยุโรป โดยมีการลงทุนในกิจการที่สำคัญอย่างการวิจัยและพัฒนาด้วย ซึ่งการลงทุนเหล่านี้ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่ต้องการพัฒนาประเทศไทยในด้านเศรษฐกิจฐานความรู้เพื่อให้ประเทศสามารถพัฒนานวัตกรรมในการยกระดับศักยภาพทางการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศได้ดีขึ้น
ด้านการท่องเที่ยว ปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาเยือนฝรั่งเศสจำนวน 98,000 คน ขณะที่มีนักท่องเที่ยวจากฝรั่งเศสเดินทางไปยังประเทศไทย 739,852 คน
ชูแผนยุทธศาสตร์ชาติ20ปี
สำหรับกรอบของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้น ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยมีแผนพัฒนาประเทศระยะยาว ที่ครอบคลุมการพัฒนาในหลายมิติ รวมถึงมีแผนการปฏิรูปด้านโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ของประเทศ เช่น รถไฟความเร็วสูง ทางด่วน และระบบขนส่งสาธารณะแบบราง การขยายท่าเรือ สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงความเจริญเติบโตเข้าไปยังพื้นที่ชุมชนและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวเชิญชวนนักลงทุนจากสาธารณรัฐฝรั่งเศสเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ด้วยรัฐบาลนี้มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปประเทศไทยในทุกมิติ โดยการปฏิรูประบบราชการและการอำนวยความสะดวกนั้นเป็น 1 ใน 5 เรื่องเร่งด่วน (Quick Win) ที่จะต้องดำเนินการให้เห็นผลก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในต้นปีหน้าตามโรดแม็พ 3 ระยะสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ประเทศไทยกำลังอยู่ช่วงท้ายของระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการปฏิรูปทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับระยะที่ 3 นั่นคือการเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตยและส่งมอบภารกิจให้แก่รัฐบาลชุดต่อไป
(ข่าวหน้า1นสพ.คมชัดลึก)



