
เหลียวมองหลัง (2)
วันเว้นวันฯ ฉบับนี้ ยังคงอยู่กับเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานของเมืองไทย เมื่อ 34 ปีก่อน ในยุคที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ อาจารย์เกษม ศิริสัมพันธ์ ได้เล่าไว้ในหนังสือ เหลียวมองหลัง ครับ
เมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้รับรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศ ที่คาดการณ์ว่าสหรัฐจะพ่ายแพ้ในสงครามเวียดนาม ซึ่งทำให้เวียดนามใต้ กัมพูชา และลาว ต้องตกอยู่ในมือของฝ่ายคอมมิวนิสต์ และรัฐบาลควรจะเตรียมสร้างค่ายผู้อพยพตามแนวชายแดนที่ติดกับกัมพูชา และลาว ท่านก็ได้เรียกประชุมสภาความมั่นคงฯ เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ อาจารย์เกษมเล่าว่า ในการประชุมคราวนั้น ฝ่ายทหาร ซึ่งมี พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา เป็น ผบ.ทบ.และ ผบ.สูงสุด กับ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นเสนาธิการทหาร ต่างยืนยันว่ารัฐบาลกัมพูชาของ นายพลลอนนอล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ ยังมีความแข็งแกร่ง ไม่มีทางที่เขมรแดงจะเข้ายึดกรุงพนมเปญได้ อย่างไรก็ตาม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ก็ไม่วางใจและได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเตรียมสร้างค่ายผู้อพยพตามแนวชายแดนลาวและกัมพูชาโดยเร่งด่วน
หลังการประชุมสภาความมั่นคงฯ เพียงไม่ถึง 5 วัน กรุงพนมเปญก็แตก ชาวกัมพูชาจำนวนมากหนีเขมรแดงทะลักเข้ามาทางชายแดนตามที่กระทรวงการต่างประเทศคาดการณ์ไว้ แต่ที่เกินความคาดหมายคือ ผู้อพยพส่วนใหญ่เป็นทหารของนายพลลอนนอล โดยมีกองกำลังเขมรแดงไล่ตามมาติดๆ ซึ่งเป็นเรื่องอันตราย เพราะเขมรแดงอาจถือเป็น การติดพันตามตี (Hot Pursuit) ทำให้อาจรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย และหลังจากพนมเปญแตกเพียง 48 ชั่วโมง กองทัพเขมรแดงก็ประชิดชายแดนไทย
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เรียกประชุมสภาความมั่นคงฯ อีกครั้ง และถามฝ่ายทหารอย่างตรงไปตรงมาว่า ถ้ากองทัพเขมรแดงบุกเข้ามา เราจะสามารถต้านทานได้นานเท่าใด? อาจารย์เกษมเล่าว่า “สามวันครับ” ฝ่ายทหารตอบอย่างราบเรียบ “สามวัน!” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ย้ำ แล้วหันไปพูดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่า “ชาติชาย! สามวันนี่ยิงปืนเรียกพวกให้มาช่วยยังไม่ทันเลย! คุณช้าไม่ได้แล้ว! คุณต้องพาผมไปปักกิ่ง! ไปหาพวกใหม่กันดีกว่า!”
คณะทำงานฝ่ายไทยในการเจรจากับจีน มี คุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน คุณอานันท์ ขณะนั้นเป็นเอกอัครราชทูตประจำกรุงวอชิงตัน แต่ถูกเรียกตัวกลับมาประเทศไทย เพื่อประท้วงการที่สหรัฐใช้สนามบินในไทยเป็นฐานในการโจมตีกัมพูชาโดยพลการ เพื่อตอบโต้การที่เขมรแดงโจมตีเรือมายาเกซของสหรัฐ คุณอานันท์กับคณะเดินทางไปกรุงปักกิ่ง และเปิดการเจรจากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน ในวันที่ 18-20 มิถุนายน 2518 ซึ่งผลการเจรจาเป็นที่น่าพอใจ และ นายกรัฐมนตรีโจว เอิน ไหล ของจีน ได้เชิญนายกรัฐมนตรีไทยให้ไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการ
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตอบรับคำเชิญในทันที และเดินทางไปกรุงปักกิ่ง ในวันที่ 30 มิถุนายน อันนำมาซึ่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศทั้งสองในวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ซึ่งการเปิดช่องทางการติดต่อกันโดยตรงของรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีนได้ก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศไทย ทั้งในทางการเมือง การค้า เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงทำให้กองกำลังจากประเทศเพื่อนบ้านไม่กล้ารุกล้ำอธิปไตยของไทย รวมทั้งพรรคคอมนิวนิสต์จีนก็ได้ยุติความสนับสนุนที่ให้แก่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยไปโดยปริยาย
อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นคนไทยมีการแตกแยกทางความคิดออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้า ที่เรียกว่า ฝ่ายซ้าย กับ กลุ่มอนุรักษ์และอำนาจเก่า ซึ่งเรียกว่าฝ่ายขวา การเดินทางไปจีนของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้รับการโจมตีจากกลุ่มขวาจัดและอนุรักษนิยม ว่าเป็นการอ่อนข้อให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ ทำให้มีเสียงพูดเป็นกระแสทั่วไปในฝ่ายขวาว่า “หม่อมคึกฤทธิ์เป็นคอมมิวนิสต์ ไปจับมือกับเหมาเสียแล้ว!” "ขณะเดียวกันฝ่ายซ้ายก็มีความรู้สึกว่ารัฐบาลคึกฤทธิ์เป็นพวกศักดินา นายทุน และสมุนจักรวรรดินิยมอเมริกัน” ฝ่ายนี้ต้องการให้ขับไล่คนอเมริกันออกไปให้หมดจากประเทศไทยทันที ทั้งๆ ที่รัฐบาลคึกฤทธิ์ก็กำลังมีการเจรจาให้สหรัฐ ปิดฐานทัพในประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ไม่ทันใจฝ่ายซ้าย
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ถูกกดดันจากสองขั้วดังกล่าวตลอดระยะเวลา 13 เดือนของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังฝ่ายขวารวมพลังกล้าแข็งขึ้นและสกัดกั้นไม่ให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ กลับคืนมาสู่ สภาได้อีก-ม.ร.ว.คึกฤทธิ์พ่ายแพ้แก่ คุณสมัคร สุนทรเวช ในการเลือกตั้งเขตดุสิต เมื่อเดือนเมษายน 2519 เมื่อไม่มีคนกลางที่คอยเป็นกันชน อีก 6 เดือนต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ ขวาพิฆาตซ้าย ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519
ครับ ในหนังสือ “เหลียวมองหลัง” ของ อาจารย์เกษม ศิริสัมพันธ์ ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอยู่อีกมาก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของไทยกับเวียดนามและกัมพูชาหลังสงครามเวียดนาม ซึ่งผมคงต้องขอยกยอดไปฉบับหน้าครับ



