ข่าว

อย่าเสียค่าโง่ราคาแพง

อย่าเสียค่าโง่ราคาแพง

19 ต.ค. 2552

ความผันผวนด้านการซื้อขายและราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีมูลค่าการซื้อขายมากถึง 5.3 หมื่นล้านกว่าบาท เป็นจำนวนสูงสุดในรอบหลายปี อันเนื่องมาจากการเทขายหุ้นโดยนักลงทุนต่างชาติ

โดยเฉพาะในภูมิภาคนี้ ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นตกลงไปมากกว่า 60 จุด สาเหตุมาจากข่าวลือ และการคาดคะเนด้านข่าวโดยปราศจากพื้นฐานความจริงของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่างชาติ สะท้อนให้เห็นชัดว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความอ่อนไหวต่อข่าวร้ายและข่าวลือ ทำให้การซื้อขายหุ้นไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจของประเทศ

 นักลงทุนรับรู้โดยทั่วกันว่า ราคาหุ้นผันผวนเป็นเพราะการ “ทุบหุ้น” เพื่อ “ช้อนซื้อ” โดยนักเก็งกำไร ซึ่งมีทั้งนักลงทุนชาวไทยและต่างประเทศ จนเข้าข่ายปั่นราคา โดยอาศัยข่าวลือด้านร้ายเกี่ยวกับสถาบันสำคัญ เท่ากับเป็นการฉวยโอกาสสร้างความร่ำรวยโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของประเทศ

 การซื้อขายวันนี้มีการใช้วิธี “ชอร์ตเซล” หรือการขายหุ้นที่ไม่มีอยู่ในมือ เพื่อเป็นการเก็งกำไรและปั่นตลาด สร้างความตื่นตระหนกในกลุ่มนักลงทุนรายย่อย แต่การ “ทุบ” นั้นสำเร็จได้ระดับหนึ่ง และมีการ “ช้อนซื้อ” ในช่วงต่อมา ทำให้นักเก็งกำไรมีผลตอบแทนระยะสั้นอย่างสวยงาม เป็นที่คาดกันว่า กลุ่มนักธุรกิจการเมืองซึ่งมีส่วน “ปั่น” ข่าวลือเพื่อ “ปั่นราคาหุ้น” ประสบผลสำเร็จทั้งรายได้ก้อนมหาศาล ผลทางการเมือง และเครือข่ายที่ว่านี้เป็นที่รู้กันในวงการซื้อขายหุ้น โดยมีทั้งตัวแทนอยู่ในสิงคโปร์และฮ่องกง

 รัฐบาลได้มีปฏิกิริยาโต้ตอบรับสถานการณ์ช้าเกินไป และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ยังไม่ได้จัดการกับเหตุการณ์ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด เพราะส่วนหนึ่งของบุคคลสำคัญในองค์กรเป็นเครือข่ายกับกลุ่มธุรกิจการเมืองมีพฤติกรรมและผลประโยชน์ขัดแย้งกับรัฐบาลปัจจุบัน โดยที่กระทรวงการคลังไม่ได้จัดการนับตั้งแต่รัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์เข้ารับช่วงต่อจากรัฐบาลก่อน

 เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลจะหวังให้ ก.ล.ต. และตำรวจสันติบาลสอบสวนหาสาเหตุความปั่นป่วน การซื้อขายที่มีเงื่อนงำ คงไม่ได้มากนัก หากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ก.ล.ต. ไม่ได้รับความไว้วางใจ อันเนื่องจากพฤติกรรมดั้งเดิม ซึ่งเป็นใจให้จำเลยในคดีอาญาแผ่นดิน ช่วยเหลือเกื้อกูลอย่างเปิดเผย และผลสุดท้ายคงไม่ได้มรรคผลอะไร ทั้งยังป้องกันไม่ให้เหตุร้ายเกิดขึ้นซ้ำไม่ได้ ตราบใดที่กลุ่มคนจงรักภักดีต่อนักธุรกิจการเมืองประสงค์ร้ายต่อสถาบันหลักยังคงกุมอำนาจการบริหารในองค์กรต่อเนื่องมาหลายปี

 รัฐบาลต้องแสดงความกล้าหาญ เปลี่ยนแปลงผู้บริหารองค์กร สถาบันการเงิน ตลาดทุนสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ปั่นหรือเก็งกำไร ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ก่อนที่จะสายเกินไป เพราะมีแนวโน้มชี้ชัดว่า การปั่นค่าเงินบาทอาจเกิดขึ้นหากเกิดปรากฏการณ์เงินทุนไหลออก ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทและเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ดังที่เคยเกิดขึ้นในปี 2540 ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเกือบล่มสลาย