
ความหวัง
ผมไม่ค่อยได้ใช้เวลาอยู่หน้าจอโทรทัศน์สักเท่าไหร่ แต่ก็ยังเกาะติดกระแสหนังโฆษณาบริษัทประกันชีวิตที่มีพลอตเรื่องของเด็กพิการร่วมกันร้องเพลงภาษาอังกฤษโดยมีคำบรรยายภาษาไทยกำกับซึ่งเนื้อหาของเพลงเป็นที่คุ้นเคยกันทั่วโลกผสมผสานกับการจัดวางภาพและแสงที่ทำให้ผู้ช
วิถียุติธรรมสำหรับผู้พิการมีหลายมุมมองและหลายเรื่องหลายประเด็น หากมองในเชิงพัฒนาการในสังคมไทยต้องยอมรับว่าทิศทางที่จะนำไปสู่ระดับสากลนั้นยังอยู่ในระดับที่เชื่องช้ามากเพิ่งจะกระเตื้องขึ้นเมื่อมีรัฐธรรมนูญปี 2540 และฉบับปัจจุบันพูดถึงไว้ แต่ก็เป็นพัฒนาการเดียวกันกับเรื่องอื่นที่แม้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศกำหนดทิศทางไว้กลับไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควร เนื่องด้วยเป็นประเด็นสังคมไม่ใช่ด้านการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อคนในรัฐสภามากจึงได้รับความสนใจมาก
หลักการขั้นพื้นฐานของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ชัดเจนและยอมรับกันทั่วไปว่ามนุษย์ทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งสำหรับผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคมควรที่จะได้รับการปฏิบัติต่อในลักษณะมีแต้มต่อเพื่อให้เข้าสู่ความเท่าเทียมและเสมอภาคตามหลักการพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน ปัญหาจึงอยู่ที่ว่ามุมมองความเข้าใจหลักการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมของสังคมไทยเป็นอย่างไร และมองว่าใครหรือคนกลุ่มไหนเป็นผู้ด้อยโอกาสและต้องได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษเพื่อให้เกิดความทัดเทียมที่ควรจะเป็น
ผู้พิการต้องถือว่าเป็นผู้ด้อยโอกาสในสังคมซึ่งควรได้รับการส่งเสริมให้มีความเท่าเทียมในทุกด้านด้วยการพัฒนาศักยภาพและโอกาสในสิ่งพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สาธารณสุข การเข้าถึงบริการสาธารณะไม่เว้นแม้กระทั่งการช่วยเหลือด้านกฎหมายและการจัดการความขัดแย้งในรูปแบบต่างๆ และการพัฒนาที่ถูกต้องไม่ควรจำกัดอยู่ในลักษณะของการสงเคราะห์ หรือที่ชาวบ้านใช้คำว่าสงสารเท่านั้น เพราะความสงสารหรือสมเพชยังห่างไกลกับหลักการของการมองมนุษย์อย่างเท่าเทียมมากนัก
การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นหลักการที่เพิ่งเป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วซึ่งต้องยอมรับว่าสังคมไทยขาดความตระหนักในเรื่องนี้อยู่มาก และความตระหนักนี่แหละเป็นจุดเริ่มต้นของความอยากรู้อยากเข้าใจเพื่อให้เกิดความซึมซับและนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน การมองผู้พิการอย่างเท่าเทียมในความเป็นคนควรจะเป็นจุดเริ่มต้นในเรื่องนี้ แต่วัฒนธรรมของบ้านเรามักจะเริ่มต้นที่การสงเคราะห์การที่จะก้าวข้ามไปสู่การวิธีคิดและการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมที่ต้องมีแต้มต่อจึงเป็นเรื่องไม่ง่าย
อีกมุมมองในเรื่องนี้ก็คือ ผู้พิการมองตนเองอย่างไรในสถานะของผู้ที่มีสถานะของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคม จริงอยู่ว่าผลกระทบที่ต่อเนื่องจากวัฒนธรรมสังคมไทยที่เริ่มต้นมองจากการสงเคราะห์อาจส่งผลให้ผู้พิการพบกับปัญหาพื้นฐานในการดำรงชีวิตหลายเรื่อง เช่น ขาดการศึกษา ขาดการได้รับบริการด้านสาธารณสุข และบริการสาธารณะอื่นๆ จนสุดท้ายต้องพบกับปัญหาความยากซ้ำเติมจนกระทั่งหมดความหวังในชีวิตและส่งผลกระทบไปยังการดำรงชีวิตประจำวันที่ขาดคุณภาพทำให้เกิดการมองชีวิตในเชิงลบ หากผู้พิการมีมุมมองด้านสิทธิมนุษย์ที่ถูกต้อง และสอดคล้องกับความเป็นจริงของตนเองและสภาพแวดล้อมของสังคมไทยน่าจะทำให้การดำรงชีวิตมีคุณภาพที่ดีขึ้นตามไปด้วย
สำหรับสังคมไทยการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงทัศนคติหรือวิธีคิดไม่ใช่เรื่องง่ายจำเป็นต้องใช้เวลาและการทำความเข้าใจกันอย่างมาก แต่ด้วยรากฐานทางสังคมที่มีอยู่แล้วน่าจะนำวิถียุติธรรมมาสู่ผู้พิการได้ไม่ยาก
หรือจะปล่อยให้เป็นคำถามทิ้งท้ายอย่างในเพลงโฆษณาที่ว่า whatever will be, will be.



