ข่าว

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ตรัสในหลวงทรงปลอดภัยแล้ว

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ตรัสในหลวงทรงปลอดภัยแล้ว

19 ต.ค. 2552

เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ รับทรงให้ทุกคนสบายใจ พระอาการในหลวงทรงปลอดภัยแล้ว เหตุที่อยู่โรงพยาบาลนานเพราะหมอต้องดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างดีหมด ขณะที่สำนักพระราชวังแถลงการณ์ พระอาการโดยทั่วไปดี ไข้ลดลง ด้าน ด.ช.หม่อง บวชเณร 14 วัน ถวายในหลวง ให้ทรงหา

 เมื่อเวลา 18.50 น. วันที่ 18 ตุลาคม สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 29 ความว่า วันนี้คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานว่า พระอาการโดยทั่วไปดี พระปรอท (ไข้) ลดลง เสวยพระกระยาหาร และทรงพระบรรทมได้ดี คณะแพทย์ยังคงถวายพระโอสถปฏิชีวนะต่อไป จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระราชทานพระวโรกาสให้ นายจริยวัฒน์ สันตะบุตร เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ข้าราชการและเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต พร้อมด้วยชุมชนชาวไทยในนครแฟรงก์เฟิร์ต เฝ้าอย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2552 เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

 ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี มีพระดำรัสถึงพระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า "พระเจ้าอยู่หัว ทรงประชวรด้วยพระอาการปอดอักเสบ ก็ทรงมีไข้สูง แล้วก็ภายใน 2 อาทิตย์แรกที่ทรงอยู่โรงพยาบาลก็ทรงมีไข้ เลยทำให้เสวยได้น้อย ทำให้ต้องถวายอาหารทางหลอดเลือด แต่พอมาถึงก่อนที่ข้าพเจ้าจะมาที่นี่นั้น ทรงพระอาการดีขึ้นมากแล้ว ตอนนี้ก็ไม่ทรงมีไข้แล้ว และปอด คุณหมอก็บอกว่า เรียกได้ว่าเข้าอยู่ในเกณฑ์ใกล้ปกติ จะเหลือเป็นเงาๆ ก็อีกนิดเดียวในฟิล์มเอกซเรย์

 ตอนนี้ที่แพทย์ทำคือ พยายามให้เสวยได้มากขึ้น เพราะว่าตอนนี้ไม่ได้ถวายอาหารทางหลอดเลือดแล้ว เพราะว่าพอไข้ลง ท่านก็ทรงเสวยได้ แล้วก็แพทย์ก็พยายามดูแลเรื่องทางปอดให้อย่างละเอียดที่สุด เท่าที่ทราบจากแพทย์วันนี้ ที่ได้โทรไปถามพระอาการ ก็บอกว่าได้ทำซีทีสแกนอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็พบว่าผลเป็นที่น่าพอใจของแพทย์

 แล้วก็ตอนนี้ที่ทำอยู่ก็คือ ถวายกายภาพบำบัด อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพระเจ้าอยู่หัว คือประทับบนพระแท่นนาน 2 อาทิตย์ ก็เลยทำให้กล้ามเนื้อที่พระชงฆ์ หรือขาท่านไม่ค่อยแข็งแรง จึงต้องทำกายภาพบำบัด ซึ่งกายภาพบำบัดนี้ก็คงจะต้องใช้เวลาสักพักหนึ่ง กว่ากล้ามเนื้อจะมีแรงอย่างเดิม

 แต่ว่าอย่างที่ทุกๆ ท่านคงคิดเหมือนข้าพเจ้า ข้าพเจ้านอกจากเป็นลูกแล้ว ก็ถือว่าข้าพเจ้าเป็นพสกนิกรของพระองค์ท่านด้วย คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นดวงใจของคนไทยทั้งชาติ เพราะฉะนั้นแพทย์ที่ถวายการรักษาก็ย่อมต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ แล้วก็ดูแลเป็นพิเศษ ก่อนที่จะให้ทรงออกจากโรงพยาบาลนั้น เขาก็ต้องแน่ใจว่าทุกๆ อย่างนี้ดีหมด พร้อมทุกด้าน จึงจะให้ทรงออกจากโรงพยาบาล

 นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมถึงได้ประทับอยู่นาน แต่ประทับอยู่ท่านก็ไม่ทรงเหงา เพราะว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ นี่ทรงประทับเฝ้าถวายกำลังพระทัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดมา จนเกือบเดือนนี่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ นี่ทรงค้างอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช และทรงคอยเข้าไปดูเสมอ

 นอกจากนั้นก็ยังมีที่ค้างที่โรงพยาบาลศิริราช ก็ยังมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และก็ตัวข้าพเจ้าเองก็ค้างอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อดูแลพระอาการ คือเวลามีงานก็ออกไปทำงานกัน แต่ว่าพอค่ำก็ไปค้างอยู่ที่ศิริราชกัน นอกจากนั้นแล้ว ถึงแม้ว่าสมเด็จพระบรมฯ กับทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ท่านไม่ได้ค้าง แต่ท่านก็ทรงมาถวายเยี่ยมอยู่เสมอๆ ก็คิดว่าตอนนี้ให้ทุกคนสบายใจได้ว่า เรียกว่าทรงปลอดภัยแล้ว"

 ส่วนบรรยากาศการลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่อาคารศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราชครบ 1 เดือนเต็ม นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 กันยายน โดยตลอดทั้งวันประชาชนจากทั่วทุกสารทิศยังคงเดินทางมาลงนามถวายพระพรเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ โดยส่วนใหญ่จะมากันเป็นครอบครัว พร้อมทั้งจุดธูปขอพรต่อพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ให้ทรงคุ้มครองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว

 นอกจากนี้ยังมีบุคคลสำคัญ และคณะบุคคลจากหน่วยงาน องค์กรต่างๆ มาร่วมลงนาม อาทิ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำคณะนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้ารุ่น 12 หลักสูตรวิชาการเมืองการปกครอง คณะนักเรียนจากโรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ นักเรียนจากศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดอนงคาราม เขตคลองสาน ชมรมจักรยานเพื่อนพ้องน้องพี่ จำนวน 15 คัน เดินทางมาจาก จ.ราชบุรี กลุ่มประชาคมผู้สูงอายุและสตรีอาสา

 ในช่วงบ่ายมีคณะนักเรียนจากศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดสวนแก้ว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี พระฤาษีกิตติศักดิ์มากสาคร และพระครูบานครชัยเขมานันโท จากวัดเสมาคีรี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เดินทางมาพร้อมกับพระสงฆ์และแม่ชีพราหมณ์ เพื่อร่วมลงนามถวายพระพรด้วย

 พระฤาษีกิตติศักดิ์มากสาคร กล่าวว่า เดินทางมาถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และขอให้พระองค์ท่านทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว ให้พระองค์ท่านทรงอยู่คู่บ้านคู่เมืองต่อไป และขอให้บุญบารมีทุกประการที่ฤาษีได้บำเพ็ญปฏิบัติมาตลอด 17-18 ปี ส่งให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวร

 นอกจากนี้ยังมีองค์กรต่างๆ อาทิ สมาคมไหหลำแห่งประเทศไทย ชมรมแม่บ้านทหารบก หน่วยข่าวกรองทางทหาร นำโดยนางปรารถนา แก้ววาตะ ประธานชมรม ในฐานะภริยาผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรอง นายสุพัฒน์ สุพรรณสมพร พร้อมครอบครัว ทูลเกล้าฯ ถวายม้วนหนังสือพิมพ์ ซึ่งมีภาพพระราชกรณียกิจ และพระบรมฉายาลักษณ์เก่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ นายเกรียงไกร อัครสิริวงศ์ ทูลเกล้าฯ ถวายพระพุทธรูปปางสมาธิ สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สาขากรุงเทพฯ นำโดยนายเมตตา เกษเพชร ประธานสมาคม และตัวแทนผู้พิการทางสายตา เข้าร่วมลงนามถวายพระพร โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวังลงชื่อให้

 น.ส.นงนารถ อุ่นสุวรรณ อายุ 64 ปี พิการทางสายตาตั้งแต่อายุ 2 เดือน กล่าวว่า อยากมาลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ทราบข่าวว่าพระองค์ทรงพระประชวร แต่เนื่องจากตาบอดจึงไม่มีโอกาส แต่วันนี้มาพร้อมกับสมาคม ซึ่งได้สวดมนต์ทุกคืนเพื่อให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวร แม้ตนเกิดมาจะไม่สามารถมองเห็น และไม่เคยเห็นในหลวง แต่ก็จินตนาการในใจว่าพระองค์ทรงมีใบหน้าที่ดี บุคลิกดี โดยจินตนาการมาจากน้ำเสียงของพระองค์ท่าน ซึ่งตนเคยเข้าเฝ้าฯ สมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ พระราชดำเนินมาที่โรงเรียนสอนคนตาบอด และตนเคยเล่นละครหน้าที่นั่งด้วย

 เวลา 16.30 น. นางสุธาสินี น้อยอินทร์ หรือครูติ๋ว ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสุธาสินี น้อยอินทร์ เพื่อเด็กและเยาวชน นำเด็กที่อยู่ในความดูแลจากบ้านโฮมฮัก จ.ยโสธร มาร่วมลงนามถวายพระพร

 นางสุธาสินี กล่าวว่า ได้พาเด็กๆ ที่อยู่ในความดูแล ซึ่งติดเชื้อเอชไอวีจากพ่อ-แม่ และเด็กกำพร้า มาร่วมลงนามถวายพระพร เพื่อแสดงความกตัญญูต่อพ่อหลวงของไทย ซึ่งพระองค์ท่านนอกจากจะทรงเป็นพ่อของแผ่นดินแล้ว ยังเป็นต้นแบบของการให้และแบ่งปัน ตนอยากให้เด็กได้มาเรียนรู้ และอยากขอเชิญชวนลูกๆ ในประเทศหยุดทะเลาะกันเอง ควรหันหน้าเข้าหากัน และรักกัน ร่วมกันแก้ปัญหา จะทำให้ปัญหาทุกอย่างคลี่คลายไปได้

 ขณะที่ ด.ช.หม่อง ทองดี อายุ 12 ปี แชมป์เครื่องบินกระดาษพับนานาชาติที่ประเทศญี่ปุ่น ประเภททีม และ รางวัลที่ 3 ประเภทบุคคล ได้เข้าสู่พิธีบรรพชาพร้อมกับเพื่อนร่วมโรงเรียนบ้านห้วยทราย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และญาติ ซึ่งเดินทางมาจาก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ รวม 10 คน ที่วัดป่าแดงมหาวิหาร ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 18 ตุลาคม โดยมีพระครูโฆสิตปริยัติยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดป่าแดงมหาวิหาร และเป็นเจ้าคณะตำบลสุเทพ เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยการบรรพชาที่มีขึ้นทางวัดได้ประกอบพิธีแบบอุกาสะ หรือการบรรพชาหมู่แบบล้านนาโบราณที่มีความเรียบง่าย

 นายยุ้น พ่อของ ด.ช.หม่อง กล่าวว่า การบวชครั้งนี้ลูกชายตั้งใจบวชเพื่อทดแทนคุณให้แด่บิดามารดา ครูบาอาจารย์ รวมทั้งเพื่อทดแทนคุณแผ่นดินไทย และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระสุขภาพแข็งแรง เป็นมิ่งขวัญของคนไทยสืบไป ซึ่งครอบครัวรู้สึกปลื้มใจที่มีโอากาสได้ทำดีถวายในหลวงในครั้งนี้

 นายดวงฤทธิ์ เกติมา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยทราย กล่าวว่า การบวชเณรครั้งนี้มีเพื่อนร่วมโรงเรียนที่เป็นเด็กไร้สัญชาติบวชพร้อมกันรวม 6 คน ส่วนอีก 4  คนเป็นเด็กไทย โดยจะใช้เวลาทั้งหมด 14 วัน และจะมีพิธีลาสิกขาในวันที่ 31 ตุลาคม ก่อนเปิดเทอมในวันที่ 1 พฤศจิกายน