ข่าว

มติ "ป.ป.ช." ไม่รื้อ "คดีสลายแดง 99 ศพ" เหตุชุมนุมไม่สงบ

มติ "ป.ป.ช." ไม่รื้อ "คดีสลายแดง 99 ศพ" เหตุชุมนุมไม่สงบ

22 มิ.ย. 2561

มติ "ป.ป.ช." ไม่รื้อคดีสลายแดง 99 ศพ อ้างคำสั่งศาล ชุมนุมไม่สงบ จน "ศอฉ." ต้องขอคืนพื้นที่ตามหลักสากล ด้าน "เต้น" ลั่น จ่อ ล่า 2 หมื่นชื่อ ยื่น สอบ ป.ป.ช.

 

          22 มิ.ย.61-ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ และนายวรัญชัย โชคชนะ มีหนังสือร้องขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทบทวนคดีสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 53 ที่มีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป โดยในการแถลงข่าวครั้งนี้มีนายณัฐวุฒิ และนายยศวริศ ชูกล่อม แกนนำ นปช.เข้าร่วมฟังด้วย

        มติ "ป.ป.ช." ไม่รื้อ "คดีสลายแดง 99 ศพ" เหตุชุมนุมไม่สงบ

           โดยนายวรวิทย์ กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่มีการร้องขอให้ทบทวนมี 4ประเด็น คือ 1.การตัดสินใจทางนโยบาย กรณีใช้อาวุธสงครามกระสุนจริงและยุทธวิธีการซุ่มยิงถูกต้องหรือไม่นั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.เคยพิจารณาและวินิจฉัยไว้แล้วว่าการสั่งใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธปืนติดตัว เข้าขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำสั่งของศาลว่าเป็นช่วงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ซึ่งการชุมนุมของกลุ่ม นปช. มิใช่การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ และมีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. จึงมีเหตุจำเป็นที่ศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ต้องใช้มาตรการขอพื้นที่คืน เพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง 

          มติ "ป.ป.ช." ไม่รื้อ "คดีสลายแดง 99 ศพ" เหตุชุมนุมไม่สงบ

          2.ไม่ยกเลิกการปฏิบัติในทันทีเมื่อรับทราบการเสียชีวิตของประชาชน และกรณีกล่าวอ้างว่ามีการปรับยุทธวิธีเป็นการตั้งด่านตรวจและมีจุดสกัดปิดล้อมเพื่อให้ชุมนุมเลิกไปเองนั้น แต่ตามวารสารกองทัพบก (เสนาธิปัตย์) อธิบายว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการปฏิบัติทางทหารเต็มรูปแบบ มิใช่การปรับยุทธวิธีเป็นการตั้งด่านตรวจตามที่อ้างนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. เคยพิจารณาและวินิจฉัยไว้แล้วว่าภายหลังจากเกิดเหตุการณ์การขอคืนพื้นที่ชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย.53ศอฉ.ได้ทบทวนปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยไม่ใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าผลักดันผู้ชุมนุมอีกต่อไป แต่ใช้มาตรการตั้งด่านตรวจ หรือจุดสกัดปิดล้อมวงนอกไว้โดยรอบ เพื่อให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมไปเอง

            มติ "ป.ป.ช." ไม่รื้อ "คดีสลายแดง 99 ศพ" เหตุชุมนุมไม่สงบ

          3.การอ้างว่ามีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนในกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นการอ้างโดยมิได้มี หลักฐานใดๆ รองรับ เป็นการอ้างไม่ตรงกับคำพิพากษาศาลแพ่ง เนื่องจากคำพิพากษาระบุว่าการเสียชีวิตเบื้องต้นในวันที่ 10 เม.ย.53ยังไม่ทราบว่าเป็นการกระทำของฝ่ายใด และศาลแพ่งได้เตือนจำเลยคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับพวก ในการสลายการชุมนุมหรือขอคืนพื้นที่ให้ดำเนินการเท่าที่จำเป็นตามความเหมาะสม และคำสั่งศาลอาญาในเรื่องการตาย จำนวน 19 ศพ ก็ยืนยันว่าผู้ตายตายจากกระสุนความเร็วสูง จากอาวุธสงครามของเจ้าหน้าที่ที่มาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง ศอฉ. และไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีอาวุธปืนหรือยิงต่อสู้นั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. เคยพิจารณาและวินิจฉัยไว้แล้วว่า ตามคำสั่งศาลในช่วงระยะเวลาต่างๆ สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า การชุมนุมของกลุ่ม นปช. มิใช่การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ และมีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. จึงจำเป็นที่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการสลายการชุมนุมเพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง โดยมีอาวุธติดตัว หากมีความจำเป็นสามารถนำมาใช้เพื่อระงับยับยั้งได้ไปตามสถานการณ์หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือป้องกันตนเองได้ อันเป็นไปตามหลักสากล

       มติ "ป.ป.ช." ไม่รื้อ "คดีสลายแดง 99 ศพ" เหตุชุมนุมไม่สงบ    

          4.กระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริง ไม่รอบคอบ ไม่ถูกต้อง ไม่น่าเชื่อถือและ 2 มาตรฐานนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ป.ป.ช.ได้นำตารางเปรียบเทียบเหตุการณ์สลายการชุมนุม ระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ ปี 51และกลุ่ม นปช. ปี 53 มาแสดงให้เห็น จำนวน 5 ประเด็น เพื่อชี้ให้เห็นถึงข้อแตกต่าง ประกอบด้วย 1.การสั่งการและวิธีปฏิบัติ2.การปรับแผนปฏิบัติการเมื่อมีผู้เสียชีวิต 3.ลักษณะของผู้ชุมนุม4.เป้าหมายการสลายการชุมนุม และ5.ผลการวินิจฉัย ซึ่งในส่วนของการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ปี 51 นั้น ป.ป.ช.ระบุว่า ไม่มีการกำหนดแนวทางการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุม ไม่สั่งการให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติ ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธ เพื่อเข้าไปประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบาย และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กับพวก ผู้ดำรงตำแหน่งระดับนโยบาย การกระทำมีมูลความผิดทางอาญา มาตรา157         

          มติ "ป.ป.ช." ไม่รื้อ "คดีสลายแดง 99 ศพ" เหตุชุมนุมไม่สงบ      

          ส่วนการสลายการชุมนุมของ นปช.ปี 53 นั้น มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมไว้ชัดเจนเป็นไปตามหลักสากล มีการปรับแผนปฏิบัติการเมื่อมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ปรากฏพยานหลักฐานตามคำสั่งของศาลแพ่งและศาลอาญาว่ามิใช่การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ และมีบุคคลที่มีอาวุธปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองและนายอภิสิทธิ์ กับพวก ผู้ดำรงตำแหน่งระดับนโยบาย การกระทำไม่มีมูลความผิดทางอาญา แต่มีการส่งเรื่องให้ดีเอสไอดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ทหารกรณีมีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

          ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่ม นปช. มีความแตกต่างกัน คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงพิจารณาวินิจฉัยคดีไปตามข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันดังกล่าว แม้ต่อมาอัยการสูงสุดจะไม่รับดำเนินคดี และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะพิพากษายกฟ้องนายสมชาย กับพวก ก็เป็นเรื่องการใช้ดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของแต่ละองค์กรซึ่งสามารถแตกต่างกันได้ตามหลักของการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ คำกล่าวอ้างในประเด็นนี้จึงมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน และผู้ร้องไม่ได้กล่าวอ้างพยานหลักฐานใหม่อันเป็นสาระสำคัญแก่การไต่สวน

              มติ "ป.ป.ช." ไม่รื้อ "คดีสลายแดง 99 ศพ" เหตุชุมนุมไม่สงบ

          สำหรับพยานหลักฐานที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ได้แก่ 1.วารสาร "เสนาธิปัตย์" 2.คำสั่งไต่สวนชันสูตรพลิกศพของศาลอาญา กรณีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ช่วงเดือน เม.ย.ถึง พ.ค.53 3.แผ่นบันทึกภาพและเสียง (CD) "รุมยิงนกในกรง" และ4.แผ่นบันทึกภาพและเสียง (CD) "ยุทธการขอคืนพื้นที่ เมษา 53" คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า วารสาร "เสนาธิปัตย์" ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างนั้นไม่ใช่พยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริง เป็นแต่เพียงบทความทางวิชาการทหารเท่านั้น สำหรับคำสั่งไต่สวนชันสูตรพลิกศพ และแผ่นบันทึกภาพและเสียงเหตุการณ์การสลายการชุมนุมตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างก็เป็นข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในสำนวนการไต่สวน และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้นำพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัยด้วยแล้ว จึงไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่เช่นกัน กรณีจึงต้องห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกขึ้นพิจารณาใหม่ ตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

            มติ "ป.ป.ช." ไม่รื้อ "คดีสลายแดง 99 ศพ" เหตุชุมนุมไม่สงบ

          คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติไม่ยกสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กับพวก กรณีร่วมกันสั่งการในเหตุการณ์สลายการชุมนุม นปช. เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ถึงวันที่ 19 พ.ค.53 ขึ้นพิจารณาใหม่ เหตุหนังสือคำร้องทั้ง 3 ฉบับ ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใหม่อันเป็นสาระสำคัญแก่การไต่สวน ต้องห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกขึ้นพิจารณาใหม่ ตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

               มติ "ป.ป.ช." ไม่รื้อ "คดีสลายแดง 99 ศพ" เหตุชุมนุมไม่สงบ

          ทั้งนี้ หากปรากฏพยานหลักฐานใหม่อันเป็นสาระสำคัญที่จะทำให้ผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปลี่ยนแปลงไป คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจหยิบยกสำนวนการไต่สวนดังกล่าว ขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทุกเมื่อภายในอายุความ สำหรับกรณีดีเอสไอส่งสำนวนคดีอาญากรณีการเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมเมื่อปี 53พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับกรณีกล่าวหานายอภิสิทธิ์ กับพวก ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยและมีมติไว้แล้วว่า กรณีการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ทหาร และนายทหารระดับผู้บังคับบัญชา ในพื้นที่ใช้กำลังบังคับและใช้อาวุธปืน จนเป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บ และเสียชีวิตของประชาชนในเหตุการณ์สลายการชุมนุมนั้น ให้ส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไปตามมาตรา 89/2 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

          สำหรับเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งให้ดีเอสไอเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ตามมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ข้างต้นนั้น สำนักงาน ป.ป.ช. จะประสานและติดตามผลการดำเนินคดีของดีเอสไอเพื่อความเป็นธรรมแก่ญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมดังกล่าวอย่างใกล้ชิด