
สภาทนายฯ ชี้ ตร.จับ"สุกิจ"ทำเกินกว่าเหตุ
สภาทนายฯ ชี้ตร.ล๊อก"ทนายสุกิจ"ทำเกินกว่าเหตุ กระทบศักดิ์ศรีวิชาชีพ เจ้าตัวโอดฟกช้ำ สะโพกเคลื่อนเล็งฟ้องเอาผิดผู้การกองปราบ "บิ๊กป้อม"ระบุชุดจับกุมทำตามยุทธวิธี
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 มิถุนายน ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนพหลโยธิน ว่าที่ ร.ต.ถวัลย์ รุยาพร นายกสภาทนายความฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสภาทนายฯ ร่วมกันแถลงข่าวแสดงออกถึงท่าทีของสภาทนายความฯ กรณีตำรวจกองปราบปรามเข้าควบคุมตัว นายสุกิจ พูนศรีเกษม ทนายความชื่อดัง คดีบุกรุกพื้นที่ป่า จ.ตาก และ ร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครอง(ไก่ฟ้าหลังเทา) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะพา น.ส.แสงสุริยเทพ พระมหาสุริยา อายุ 49 ปี หรือ ร่างทรง 4จี ลูกความ ไปแจ้งความที่ สน.พหลโยธิน ให้ดำเนินคดีนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ กับพวกรวม 3 คน ในข้อหาดูหมิ่นด้วยการโฆษณา เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ว่า เป็นการกระทำเกินกว่าอำนาจหน้าที่
ว่าที่ ร.ต.ถวัลย์กล่าวว่า ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวนั้น เห็นได้ว่านายสุกิจอยู่ในห้องพนักงานสอบสวนอยู่แล้ว และไม่มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี หรือขัดขวางการจับกุม ซึ่งการควบคุมของตำรวจที่มีการล็อก กดเข่า มีวิธีการจับตามคลิปและภาพที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ขณะนั้นนายสุกิจอยู่ในฐานะทนายความ ซึ่งกระทบวิชาชีพทนายความและมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและเกินกว่าเหตุ
ทั้งนี้วิธีการจับกุม มีการใส่กุญแจมือ กดนอนกับพื้น ทำให้สภาทนายความฯ ไม่สบายใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นภาพที่ไม่เหมาะสมและดูรุนแรง หลังจากนี้ สภาทนายความฯ จะตั้งคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริง เข้าสู่ที่ประชุมคณะทำงานบริหารสภาทนายความฯ ภายในสิ้นเดือนนี้ ช่วงวันที่ 28 มิถุนายน เพื่อพิจารณาว่าสภาทนายความฯ จะดำเนินการอย่างใดบนพื้นฐานวิชาชีพ แต่ทั้งหมดนี้สภาทนายความฯ ไม่มีส่วนตัดสินใครผิดหรือถูก เพราะศาลเป็นคนชี้ขาดว่า ตำรวจทำเกินหน้าที่หรือไม่
“จากที่ได้ดูคลิปเบื้องต้น นายสุกิจที่ถูกจับกุมตามหมายจับ ขณะนั้นกำลังปฏิบัติหน้าที่ของทนายความ แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมด้วยวิธีการที่ปรากฏตามสื่อเป็นการสมควรหรือไม่ และเมื่อนายสุกิจเป็นทนายความ การจับกุมดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อวิชาชีพ ศักดิ์ศรีของทนายความและความเป็นมนุษย์ที่จะต้องได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและ ป.วิอาญา ตรงนี้ไม่ได้ออกมาว่าจะปกป้องการกระทำผิด ทุกอาชีพย่อมมีคนที่จะกระทำผิดปะปนกันไป แต่ได้ตั้งข้อสังเกตถึงวิธีการจับกุมเป็นไปตามหลักการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ จึงอยากฝากถึงผู้ที่เกี่ยวข้องว่าเราเข้าสู่ยุคปฏิรูปแล้ว การเข้าควบคุมแม้จะเป็นไปตามหมายจับก็จะต้องกระทำด้วยความเหมาะสมต่อสภาพและหลักปฏิบัติ เท่าที่เห็นตามคลิปก็ไม่มีทีท่าที่จะหลบหนี สถานที่เป็น สน. แค่เชิญเขาก็ไปแล้ว” ว่าที่ ร.ต.ถวัลย์กล่าว
แฟ้มภาพ
ว่าที่ ร.ต.ถวัลย์กล่าวต่อว่า หลังเกิดเหตุญาติของนายสุกิจได้แจ้งเรื่องมายังสภาทนายความฯ ซึ่งก็ได้รับเรื่องไว้พิจารณา โดยญาติของนายสุกิจยังไม่มีทีท่าว่าจะร้องขอให้ทางสภาทนายความฯ ฟ้องร้องกับหน่วยงานใด การรับเรื่องเมื่อวานเป็นเพียงการแจ้งเหตุเพื่อให้ทางสภาทนายความฯ รับทราบและเฝ้าระวังในกรณีที่นายสุกิจถูกควบคุมตัวในลักษณะแนั้น ซึ่งการจะฟ้องร้องตำรวจชุดจับกุมหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับนายสุกิจซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำ
ส่วนการเข้าควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ จะเข้าความผิดฐานการปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่นั้น จะต้องดูรายละเอียดในเรื่องนี้อีกครั้ง
“ทนายความทั่วประเทศไม่สบายใจเรื่องนี้อย่างมาก หลังเกิดเหตุมีการสอบถามมาทางสภาทนายความฯ ถึงหลักการปฏิบัติดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ากระทบต่อเกียรติ ศักดิ์ศรีของวิชาชีพ ซึ่งก็ยอมรับว่ามีทนายความจำนวนมากไม่พอใจ ส่วนจะออกมาเคลื่อนไหวอะไรหรือไม่นั้นต้องรอดูคณะกรรมการที่พิจารณาเรื่องนี้ว่าจะมีการพิจารณาออกมาอย่างไร ก็จะเป็นท่าทีของสภาทนายความฯ” ว่าที่ ร.ต.ถวัลย์กล่าว
ว่าที่ ร.ต.ถวัลย์กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม จะนำเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมการปฏิรูป เพราะตำรวจเป็นหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมเรื่องหลัก ในการปฏิบัติที่จะเข้าควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะกระทบสิทธิเสรีภาพที่จะต้องมีการปฏิรูป โดยหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้นัดพูดคุยกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ถึงหลักการปฏิบัติและหาทางออกในเรื่องนี้
ว่าที่ ร.ต.ถวัลย์กล่าวว่า กรณีกระแสข่าวที่ว่า นายสุกิจเคยถูกถอนใบอนุญาตชั่วคราวนั้น ในอดีตนายสุกิจเคยถูกคำสั่งห้ามทำคดีบางประเภทชั่วคราว แต่ปัจจุบันนายสุกิจอยู่ในสถานะทนายความ ปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ
ด้านนายทัศไนย ไชยแขวง อุปนายกฝ่ายต่างประเทศและกรรมการประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า การควบคุมตัวตามหมายจับ ย่อมเป็นสิทธิที่จะทำได้ซึ่งมีหลักปฏิบัติวางไว้อยู่แล้ว ตนมองว่าการจับกุมในคดีนี้เกินสมควรกว่าเหตุ ทั้งในด้านของอัตราโทษและพฤติการณ์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้อาจจะเข้าข่ายที่จะผิดกฎหมาย ทางสภาทนายความฯ จึงได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาเหตุการณ์ดังกล่าว และจะมีการประชุมเพื่อหารือสรุปท่าทีของสภาทนายความในเรื่องนี้ในวันที่ 28 มิถุนายน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุกิจไม่ได้เดินทางมาร่วมแถลงข่าว อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามทางโทรศัพท์ นายสุกิจกล่าวว่า หลังจากได้รับการประกันตัว ก็ได้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ จากการตรวจของแพทย์พบว่ามีอาการกระดูกเคลื่อนบริเวณสะโพก มีรอยช้ำหลายแห่งบริเวณลำตัว เชื่อว่าเป็นผลจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเข้าจับกุม หลังจากนี้เตรียมเข้าแจ้งความดำเนินคดี พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม ในฐานะผู้สั่งการ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอใบรับรองแพทย์ คาดว่าจะได้รับภายใน 2-3 วัน
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯ ที่เข้าควบคุมตัวนายสุกิจทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ ว่า กรณีดังกล่าวเป็นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อมีการเชิญไปรับทราบข้อกล่าวหา แต่ผู้ต้องหาขัดขืน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องทำตามหน้าที่
ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กล่าวว่า ยืนยันว่าตำรวจไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุ และการเข้าจับกุมก็เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจทำตามหน้าที่ ส่วนที่หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์นั้น ไม่ขอชี้แจงใดๆ
พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. กล่าวถึงการจับกุมดำเนินคดีนายสุกิจ ในคดีรุกป่าและครอบครองซากสัตว์ว่า พบมีความผิดบุกรุกที่อุทยานฯ และป่าสงวน ส่วนประเด็นการจับกุมนายสุกิจ ที่ตอนแรกเจ้าตัวแสดงความไม่พอใจที่เจ้าหน้าที่ใช้วิธีการบุกจับ มีการล็อกตัว ที่สน.พหลโยธิน และมีการแจ้งความกัน ทั้งทำร้ายร่างกายและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่นั้น เมื่อวานนี้(19 มิ.ย.) ได้ให้นายสุกิจและตำรวจชุดจับกุมคุยกัน ก็ปรับความเข้าใจกันแล้วว่าเป็นความเข้าใจผิดกัน ไม่ติดใจเอาความกันทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว ทั้งคู่รับปากต่อหน้าตนว่ายุติเรื่อง เมื่อนายสุกิจร้องขอแพทย์ ก็เชิญแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจไป
รองผบ.ตร.กล่าวว่า ยังไม่เห็นภาพขณะเจ้าหน้าที่จับกุม แต่ยืนยันว่าตามกฎหมายแล้วหากผู้ต้องหาแสดงท่าทางขัดขวางการจับกุม พยายามหลบหนี เจ้าพนักงานก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจในการไม่ให้หลบหนี ทำให้การจับกุมสำเร็จ เป็นดุลพินิจเจ้าพนักงานที่หน้างาน ทั้งนี้ หากหนี ขัดขวาง เจ้าพนักงานมีอำนาจใช้เครื่องพันธนาการ ใช้ยุทธวิธีคุมตัว เมื่อวานเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมและนายสุกิจปรับความเข้าใจกันในเรื่องที่เข้าใจผิดกันได้ ไม่ติดใจเอาความกันแล้ว ส่วนที่แจ้งความไปแล้วก็ดำเนินการไป แต่ทราบว่าตกลงไม่ติดใจกันแล้ว ชี้แจงกันแล้ว
“ต่างคนต่างมีเหตุผล เจ๊ากันไป ยืนยันว่าไม่มีการกลั่นแกล้งกัน ไม่มีการเข้าข้างใคร หรือทนายคนไหน ตามที่คนในสังคมบางส่วนแสดงความเห็น ความเห็นแบบนั้นเลอะเทอะ แล้วนายสุกิจก็เป็นทนายรู้กฎหมาย เราคงไม่ไปกลั่นแกล้งด้วยกฎหมายหรอก แต่ถ้าข้องใจตำรวจก็มาร้องทุกข์กันได้ ถ้าใครกลั่นแกล้งก็ต้องดำเนินคดี” รองผบ.ตร.กล่าว
ด้านแพทย์นิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ กล่าวว่า จากการตรวจร่างกายนายสุกิจพบว่า มีบาดแผลถลอกตรงหัวเข่า ขนาด 1 และ 2 เซนติเมตร บาดแผลถลอกที่ต้นคอด้านหลัง มีอาการบวมเจ็บที่แผ่นหลังและเอว โดยบาดแผลที่เกิดเป็นบาดแผลใหม่ ส่วนจะทำให้สะโพกเคลื่อนหรือไม่ในขั้นนี้ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะตรวจเบื้องต้น ต้องเอกซเรย์อีกครั้ง ขณะตรวจร่างกายนายสุกิจกำลังนั่งและยืน ไม่สามารถบอกได้ว่าทำให้นายสุกิจถึงขั้นเดินไม่ได้หรือไม่
ขณะที่ พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบก.ป. หนึ่งในเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนายสุกิจ กล่าวว่า ได้รับภารกิจให้จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ ซึ่งก่อนที่จะเข้าจับกุมได้ประชุมวางแผนเตรียมการกันมาเป็นอย่างดี เพราะทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ต้องหาที่จะถูกจับกุมนั้นเป็นทนายความ มีความรู้ด้านกฎหมายเป็นอย่างดี ซึ่งตอนแรกต้องการจับกุมตัวแบบละมุนละม่อม เพราะรู้ดีว่าการจับกุมตัวทนายความรายนี้ค่อนข้างเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องกลับ
พ.ต.อ.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ส่วนยุทธวิธีการเข้าจับกุมที่นายสุกิจมองว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุนั้น ยืนยันว่าทุกอย่างที่ทำไปนั้นเป็นไปตามยุทธวิธีถูกต้องตามขั้นตอน ไม่มีการใช้อาวุธ หรือเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เพราะปฏิบัติตามยุทธวิธีตามกฎหมาย ป.วิอาญา ที่ว่าด้วยบุคคลใดที่ขัดขวางหรือหลบหนี ผู้จับสามารถใช้ยุทธวิธีการจับกุมตามความเหมาะสมตามแต่สถานการณ์ อีกทั้งก่อนการจับกุมก็ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับให้ได้รับทราบ พร้อมทั้งเชิญไปห้องสอบสวนเพื่อลงบันทึกการจับกุมและบันทึกประจำวัน อันที่จริงหลังจากที่มีการแสดงหมายจับและอ่านข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาได้รับทราบแล้วนั้น เจ้าหน้าที่สามารถใส่กุญแจมือผู้ต้องหาได้เลย เพราะถือว่าอยู่ในขั้นตอนการจับกุมตัวแล้ว แต่เรายังให้เกียรติไม่ใส่กุญแจมือให้เลยในเวลานั้น
“แต่การกระทำของนายสุกิจ กลับไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เท่าที่ควร มีการสะบัดมือ ไม่ยอมเข้าไปในห้องสอบสวน จึงทำให้มีการจับกดลงพื้นเพื่อใส่กุญแจมือ ซึ่งอันที่จริงนายสุกิจมีความรู้ด้านกฎหมายก็ควรใช้ให้เป็นประโยชน์ และรู้ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อถูกจับ อีกทั้งคดีดังกล่าวนั้นมีอัตราโทษสูงจำคุกเกิน 20 ปี นายสุกิจจึงถือเป็นผู้ต้องหาสำคัญ” พ.ต.อ.จรูญเกียรติ กล่าว
พ.ต.อ.จรูญเกียรติ กล่าวต่อว่า กรณีที่สภาทนายความฯ ออกมาบอกว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการไม่ให้เกียรติวิชาชีพทนายความ ซึ่งในส่วนนี้อยากชี้แจงว่าพวกคุณเข้าใจกฎหมายทุกอย่าง อย่าพยายามสร้างบรรทัดฐานไปในทางที่ไม่ดี ทุกอย่างต้องว่ากันไปตามกฎหมาย เมื่อผู้ต้องหาไม่ให้ความร่วมมือก็ต้องดำเนินการตามยุทธวิธีการตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นใครใหญ่แค่ไหน ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ใช่ว่าใหญ่แล้วต้องให้เกียรติ ไม่อย่างนั้นสังคมจะเกิดความสับสน ต้องทำความเข้าใจในส่วนนี้ด้วย ส่วนกรณีที่มีกระแสว่านายสุกิจจะฟ้องกลับนั้น ฟ้องได้เลยทุกข้อหา เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงกระทำได้อยู่แล้ว และตนเองก็ไม่ได้เป็นกังวลเพราะทำตามหน้าที่และขั้นตอนกฎหมายทุกอย่าง ยืนยันว่าไม่เคยมีปัญหาโกรธเคืองกันมาก่อนแต่อย่างใด



