ข่าว

พศ.ไร้อำนาจคุมบัญชีวัด-ชี้เป็นหน้าที่มส.

พศ.ไร้อำนาจคุมบัญชีวัด-ชี้เป็นหน้าที่มส.

21 มิ.ย. 2561

"พงศ์พร" เตือนอย่าเชื่อข่าวใส่ร้ายให้แตกแยก ยันพศ.ไม่มีอำนาจจัดการบัญชีทรัพย์สินวัด ชี้เป็นหน้าที่ มส. ขณะที่องค์กรพุทธร้องสังฆราชออกมาตรการปกป้องกล่าวหาเงินทอน

     ความคืบหน้ากรณีการสอบสวนคดีเงินทอนวัดหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าคุมตัวพระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปและให้สละสมณเพศก่อนนำตัวคุมขังในเรือนจำระหว่างดำเนินคดี โดยอดีตพระพรหมเมธี หรือนายจำนงค์ เอี่ยมอินทรา อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) ได้หลบหนีคดีเงินทอนวัดและขอลี้ภัยที่เยอรมนี ซึ่งทางการไทยได้ประสานขอตัวกลับมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกันได้มีเสียงสนับสนุนให้ปฏิรูปสงฆ์ ห้ามพระจับเงินและเข้าดูแลบัญชีเงินและทรัพย์สินของวัด จนทำให้เป็นประเด็นร้อนถกเถียงในสังคมและองค์กรศาสนาพุทธได้ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านนั้น

     ล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 20 มิถุนายน ที่ห้องประชุมอาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ได้มีการประชุม มส. ครั้งที่ 17/2561 โดยมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พร้อมด้วยกรรมการ มส. และ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เข้าร่วมประชุม โดยเป็นที่จับตามองทั้งในเรื่องความคืบหน้าคดีเงินทอนวัดและเรื่องการปฏิรูปศาสนา ทั้งนี้ที่ประชุมใช้เวลาประมาณ 25 นาที

พศ.ไร้อำนาจคุมบัญชีวัด-ชี้เป็นหน้าที่มส.

     จากนั้นเวลา 14.30 น. พ.ต.ท.พงศ์พร แถลงภายหลังการประชุมว่า กว่า 2,500 ปีที่ผ่านมาพระพุทธองค์ทรงสอนพระสูตรบทหนึ่งในกาลามสูตรว่าอย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ หากไม่เห็นเป็นประจักษ์แจ้งด้วยเหตุและผล ขอให้อย่าไปเชื่อ เช่นเดียวกับกรณีข่าวลือต่างๆ ที่ต้องพิจารณาด้วยตนเอง ซึ่งข่าวต่างๆ ที่ออกมาต่างก็มีผู้รับผิดชอบ บางรายโดนตำรวจเรียกตัวไปแล้ว 

     “สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พศ.ต้องการจัดการบัญชีทรัพย์สินของวัดนั้น ขอยืนยันว่า พศ.เองไม่มีอำนาจดำเนินการในส่วนดังกล่าว เพราะการปกครองของคณะสงฆ์มีผู้ปกครองสูงสุดคือสมเด็จพระสังฆราช และมี มส.เป็นองค์กรปกครองสูงสุด ซึ่งทำหน้าที่ออกกฎสำหรับปกครองที่เทียบได้กับ พ.ร.บ. และตัว มส.เองก็เปรียบเป็นสภาและรัฐบาลสงฆ์ ซึ่งมติที่ออกมาเทียบได้กับมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับการบังคับสงฆ์หรือวัดต้องออกผ่าน มส.เท่านั้น หนังสือที่มีการนำไปตีความแปลกแยกกันไป เมื่อพิจารณาแล้ว พศ.ต้องการเพียงตัวอย่างวัดที่จัดการเรื่องเงิน และนำไปศึกษาว่าสามารถทำได้หรือไม่เท่านั้น ซึ่งบางกรณีมีการใส่ร้ายจนอาจก่อให้เกิดความแตกแยกได้ ในเบื้องต้นได้วัดตัวอย่างมาบ้างแล้วแต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด” พ.ต.ท.พงศ์พรกล่าว

     ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการตรวจสอบข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัด พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวว่า ไม่ขอระบุจำนวนรายละเอียด แต่บอกได้เพียงว่ามีหลายรายที่ถูกไล่ออกไปแล้ว และยังมีบางส่วนที่ยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีการดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนกระแสข่าวที่ว่าจะไปแจ้งความคดีทุจริตเงินทอนวัดลอต 4 ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(ปปป.) ทาง ปปป.รอทางพศ.อยู่นั้น ไม่เคยได้ยินข่าวนี้มาก่อน การแจ้งความร้องทุกข์ต้องมาจากการตรวจสอบพยานหลักฐานเบื้องต้นเรียบร้อยว่ามีเหตุก่อนและมีหนังสือให้เราไป แต่ว่าอย่าเพิ่งพูดกันถึงขั้นนั้นเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ค่อยให้ข่าวอยู่แล้ว ถ้าตนพูดเรื่องนี้ก็จะมีปัญหา

     ต่อข้อถามกรณีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอระดับซี 8 โพสต์ระบุว่าอาจดำเนินคดีพระชั้นผู้ใหญ่ของวัดบางแห่งเพิ่มอีกจากการได้รับงบอุดหนุนจาก พศ. ในปี 2557 ว่า การกล่าวอ้างในครั้งนั้น ผู้กล่าวอ้างโดนอะไรบ้างในขณะนี้ ซึ่งสิ่งที่เขากล่าวอ้างอยู่ระหว่างการพิสูจน์ แต่มีข้อสงสัยว่าเป็นเท็จจึงได้ถูกดำเนินคดีกรณีนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือความสับสน

พศ.ไร้อำนาจคุมบัญชีวัด-ชี้เป็นหน้าที่มส.

     ผอ.พศ. ยังตอบข้อถามเรื่องที่ประชุม มส.ได้รายงานการติดตามตัวอดีพระพรหมเมธีหรือไม่ ว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่การตามตัวแต่เป็นกระบวนการยุติธรรมชั้นก่อนฟ้อง ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายปกครอง คือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ทาง พศ.ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและให้คำตอบแทนไม่ได้  

     ส่วนกรณีที่พระสงฆ์บางรูปโดนจับสึกโดยไม่ได้มีโอกาสชี้แจงเป็นการละเมิด ป.วิอาญา และรัฐธรรมนูญ หรือไม่นั้น พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวว่า คดีทั้งหมด ประกอบด้วยการกระทำ 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือการจัดสรรงบประมาณโดยมิชอบ ซึ่งผู้รับผิดคือเจ้าหน้าที่และบุคคลอื่นทั้งบรรพชิตและฆราวาส หากไม่ใช่เจ้าหน้าที่จะผิดในฐานะผู้สนับสนุน อำนาจดำเนินคดีในส่วนนี้เป็นของป.ป.ช. ตำรวจสอบเบื้องต้นแล้วต้องส่งไปยัง ป.ป.ช. ก่อนดำเนินการวินิจฉัยเพื่อส่งอัยการต่อไป 

     นอกจากนี้การกระทำส่วนที่สองคือ หลังจากมีจำนวนเงินออกมาแล้ว เงินนั้นเป็นทรัพย์สินตามกฎหมายฟอกเงินที่เรียกได้ว่าทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำผิด เมื่อการกระทำผิดการจัดสรรงบเป็นความผิดฐานทุจริตจึงเป็นมูลฐานหนึ่งในกฎหมายฟอกเงิน  สิ่งที่เกิดขึ้นคือการสอบสวนคดีอาญาเกี่ยวกับความผิดฐานฟอกเงิน โดยผู้ที่ทำหน้าที่ยักย้ายถ่ายเทต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งอำนาจในส่วนนี้ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยป.ป.ช. ไม่ได้ระบุไว้ว่าให้หน่วยงานใดทำ แต่เป็นเหมือนคดีอาญาตามปกติ อำนาจจึงเป็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินคดี ซึ่งผู้กระทำผิดคือผู้ที่รับเงินจาก พศ. ส่วนขั้นตอนการยักย้ายถ่ายเทจะเป็นใครก็ให้ว่ากันไป ซึ่งเมื่อสองถึงสามอาทิตย์ที่ผ่านมา มีข่าวจากทางเลขาฯ ป.ป.ช. ว่าจะส่งเรื่องดังกล่าวมาให้ตำรวจทำต่อ

     “ประเทศที่เจริญแล้ว การบังคับใช้กฎหมายจะต้องเป็นใหญ่ เพียงแต่อำนาจของผู้ดำเนินคดีมีหลายองค์การ การปฏิบัติอาจแตกต่างกันบ้าง แต่สุดท้ายแล้วเป้าหมายของวิธีพิจารณาคดีอาญาก็คือคนบริสุทธิ์ต้องได้รับความคุ้มครอง คนผิดจะต้องถูกลงโทษ และหนี้สินต้องได้รับการชดใช้ ซึ่งความผิดทางอาญา ทาง ปปง.จะตอบได้” พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าว

     เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวที่จะมีการระดมพระสงฆ์มาชุมนุมที่พุทธมณฑล ในวันที่ 25 มิถุนายน เพื่อคัดค้านการจับกุมพระผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตเงินทอนวัด ได้เตรียมการอย่างไร พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวว่า ได้เตรียมการไว้หมดแล้ว ถ้ามาก็จะไปกราบท่าน มีหลักใดในพระพุทธธรรมบ้างที่ให้ใช้ความรุนแรง

พศ.ไร้อำนาจคุมบัญชีวัด-ชี้เป็นหน้าที่มส.

     ส่วนความกังวลใจต่อกรณีกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดินฟ้องร้องให้เอาผิด ผอ.พศ. ตามมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐประพฤติมิชอบ พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิดก็อย่าไปกลัว” ในส่วนกระแสข่าวลือว่าการเข้ามาของ ผอ.พศ. จะทำลายพระพุทธศาสนานั้น พ.ต.ท.พงศ์พรตอบว่า “เห็นผมเป็นเสือ สิงห์ หรือเป็นยักษ์มาร ปีศาจอะไรกัน ผมเป็นเพียงแค่ชาวพุทธคนหนึ่ง”

     ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพระมหาศาสนมุนี หรือเจ้าคุณแป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีภาพถ่ายเผยแพร่ออกมาว่าสึกแล้ว พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวว่า ต้องขอตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน จึงต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง

     ต่อมา นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม(มส.) ได้อ่านคำแถลงข่าวของพระพรหมมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรรมการ มส. และเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ในฐานะประธานกรรมการวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร พร้อมทั้งแจกคำแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนด้วย 

     ทั้งนี้ คำแถลงข่าวระบุว่า การที่อาตมา(พระพรหมมุนี) ไปเป็นประธานกรรมการวัดสัมพันธวงศ์ เนื่องจากมีผู้ใหญ่ร้องขอมาให้เข้าไปช่วยกำกับดูแล โดยการประชุมกรรมการวัด ได้ไปนั่งเป็นประธาน และรับฟังเท่านั้น ทั้งยังบอกด้วยว่าจะทำอะไรให้ประนีประนอมกัน ให้เกิดความสงบในวัด ตอนนี้วัดช้ำพอแล้ว ให้ฟื้นฟูวัดให้ดี และช่วงนี้ให้ประชุมทุกเดือน ได้มีการแบ่งหน้าที่กันจัดระเบียบภายในวัดให้เรียบร้อย ให้ช่วยกันรักษาวัด แบ่งหน้าที่กันใครดูแลอะไร จะบูรณะอะไรให้วางแผนกันให้ดี สิ่งของและทรัพย์สินที่เป็นของท่านพระพรหมเมธี ให้ลงทะเบียนไว้ให้ชัดเจน เก็บให้เรียบร้อย เพื่อที่เมื่อคดีสิ้นสุดแล้วค่อยว่ากันอีกที ส่วนเรื่องให้ดูพฤติกรรมของพระ 3 รูปนั้น เป็นการพิจารณาของคณะกรรมการวัด เนื่องจากทางวัดเห็นว่าพระทั้ง 3 รูป ซึ่งเป็นพระอาคันตุกะที่เข้ามาอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์ แต่กลับมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องคดีเงินทอนวัด

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าพระพรหมมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ในฐานะประธานกรรมการวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ได้ลงนามคำสั่งจัดระเบียบวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ส่วนของอาคารสถานที่จำพรรษา และที่ทำงานของอดีตพระพรหมเมธี โดยให้เก็บข้าวของเครื่องใช้ออกจากพื้นที่ทั้งหมด และมีคำสั่งให้ปิดไว้จนกว่าศาลจะมีคำสั่งและให้ผู้ที่อาศัยอยู่ย้ายออกห้ามเข้าพักและให้ทำเป็นห้องสมุดของวัดและที่สอนนักธรรม ส่วนอาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา สถานที่ทำงานของอดีตพระพรหมเมธี ให้ทำเป็นสำนักงานเลขานุการวัดและจัดประโยชน์วัด

พศ.ไร้อำนาจคุมบัญชีวัด-ชี้เป็นหน้าที่มส.

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน นายจรูญ วรรณกสิณานนท์ กลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน พร้อมด้วย นายวรกร พงศ์ธนากุล ประธานเครือข่ายทนายความและประชาชนปกป้องพระพุทธศาสนา พร้อมเครือข่ายชาวพุทธ ได้เข้ายื่นหนังสือกราบทูลต่อสมเด็จพระสังฆราช ขอให้พระสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรแจ้งข้อกล่าวหา พศ. จากกรณีทำให้พระสงฆ์ต้องถูกจับกุมและถูกสึก โดยที่ยังไม่ได้ชี้แจงข้อกล่าวหาเพื่อขอให้ออกประกาศเพื่อให้พระสงฆ์ปฏิบัติพร้อมกัน

     นายจรูญ กล่าวว่า ยื่นหนังสือร้องขอให้ มส.ออกประกาศให้พระสงฆ์ทั่วประเทศปฏิบัติพร้อมกัน ดังนี้ 1.ให้เจ้าอาวาสหรือตัวแทนเจ้าอาวาส ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจท้องที่ว่างบที่ได้รับจากพศ.อาจเป็นงบผิดประเภทผิดจากวัตถุประสงค์ที่ขอไป หากมีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่วัดว่าใช้งบผิดประเภทหรือเงินทอนวัดหรือฟอกเงิน ทางวัดจะแจ้งความดำเนินคดีกับพศ.และผู้อำนวยการการพศ.จนถึงที่สุด และให้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาไว้ก่อน แล้วให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกท้องที่ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และเก็บสำเนาลงบันทึกประจำวันไว้ พร้อมทั้งประกาศให้พระเณรภายในวัดหรืออุบาสก อุบาสิกาของวัดทราบ และเป็นพยานบุคคลไว้

     2.ให้เจ้าอาวาสหรือตัวแทนเจ้าอาวาส ไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจังหวัด (ป.ป.ช.จังหวัด) ไว้ทุกจังหวัด โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของงบดังกล่าวที่วัดได้มาต่อ ป.ป.ช.จังหวัดไว้เป็นหลักฐาน เพื่อที่ ป.ป.ช.จังหวัดจะได้กันวัดไว้เป็นพยาน และเป็นผู้เสียหายในคดีต่อไป และให้ดำเนินคดีกับข้าราชการ พศ. ที่รับเงินทอนจากวัดทั่วประเทศในข้อหาฉ้อโกงเงินวัด

ฉบับ นสพ.คมชัดลึก