
"ชลประทาน"เร่งหาน้ำต้นทุนรองรับบุรีรัมย์ขยายตัว !!!
"ชลประทานบุรีรัมย์"จับมือจังหวัดวางระบบพัฒนาโครงข่าย ลุ่มน้ำลำตะโคง จัดหาน้ำต้นทุนเพิ่มรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เกษตร ท่องเที่ยว คาด 2562 น้ำต้นทุนเพิ่มอีก
18 มิ.ย. 2561 "ชลประทานบุรีรัมย์"จับมือจังหวัดวางระบบพัฒนาโครงข่าย ลุ่มน้ำลำตะโคง จัดหาน้ำต้นทุนเพิ่มรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เกษตร ท่องเที่ยว คาด 2562 น้ำต้นทุนเพิ่มอีก 40 ล้านลบ.ม.
นายกิติกุล เสภาศีราภรณ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานบุรีรัมย์ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา จังหวัดบุรีรัมย์เกิดการขยายตัวทั้งทางเศรษฐกิจและท่องเที่ยว มีการตีผังเมืองใหม่ ขยายเขตเศรษฐกิจจากเดิม 19 ตารางกิโลเมตร เป็น 191 ตารางกิโลเมตร ได้รับการประกาศให้เป็น 1 ใน 12 เมืองต้องห้ามพลาดจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและยังเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงกีฬา
ทั้งนี้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มจากเดิมปีละ 200,000-300,000 คน เป็น 1.6 ล้านคนในปีที่ผ่านมา ในขณะที่ประชากรของบุรีรัมย์มีประมาณ 1.6 ล้านคน และในปี 2561 นี้คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามามากถึง 2.5 ล้านคน ทำให้การใช้น้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาเพิ่มจาก 10 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อปีเป็น 20 ล้านลบ.ม.ต่อปี จึงต้องมีการวางแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองในอนาคต
กรมชลประทานได้ร่วมมือกับทางจังหวัดทั้งด้านแผนงานและงบประมาณ เพื่อวางโครงข่ายน้ำของลุ่มน้ำ ลำตะโคงทั้งหมด โดยน้อมนำหลักการอ่างพวงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ ได้แก่ การสร้างคลองเชื่อมระหว่าง อ่างเก็บน้ำหลัก 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มากและอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด สามารถถ่ายเทน้ำไป-มาระหว่างกันได้ นอกจากจะนำน้ำส่วนเกินไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรแล้ว ยังช่วยป้องกันอุทกภัยในเขตเศรษฐกิจด้วย
กิติกุล เสภาศีราภรณ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานบุรีรัมย์
ส่วนในปีน้ำน้อยได้ทำการสูบน้ำจากลำปลายมาศมาเพิ่มให้อ่างฯ ห้วยจระเข้มาก ปีละ 3 - 7 ล้านลบ.ม. โดยการประปาภูมิภาคจังหวัดบุรีรัมย์เป็นผู้สนับสนุนค่ากระแสไฟฟ้าในการสูบน้ำ รวมทั้งมีการเสริมอาคารบังคับน้ำอ่าง ฯ ห้วยตลาด ขึ้นอีก 35 เซนติเมตร เพิ่มการเก็บกักน้ำได้อีก 4.8 ล้านลบ.ม.
นอกจากนี้ยังมีแผนการนำน้ำส่วนเกินจากลำปะเทีย ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของลำปลายมาศ ประมาณ 20 ล้านลบ.ม. เข้ามาเติมในอ่างฯ ห้วยตลาด โดยตลอดระยะทาง 40 กิโลเมตรจากคลองผันน้ำจากลำปะเทียมาอ่างฯ ห้วยตลาด สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 5,000 ไร่ ในการนี้ได้รับสนับสนุนงบประมาณจากกลุ่มจังหวัด ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ 4 ช่วงจากทั้งหมด 6 ช่วง ในส่วนที่เหลือกรมชลประทานได้จัดสรรให้ในปี 2562 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2562
ผู้อำนวยการโครงการชลประทานบุรีรัมย์ กล่าวต่อไปว่า ด้านท้ายของอ่างฯ หลักทั้ง 2 แห่ง มีอ่างเก็บน้ำลำตะโคง ส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตร 2.5 หมื่นไร่ เวลาฤดูฝนจะเกิดน้ำท่วมที่ราบลุ่มบริเวณนี้เป็นประจำ จึงจะได้ดำเนินการสร้างอาคารบังคับน้ำและแก้มลิงรวมทั้งหมด 30 แห่งที่จุดบรรจบน้ำของอ่างฯ ห้วยจระเข้กับอ่างฯ ห้วยตลาด เพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบระบายน้ำ ไม่เกิดน้ำท่วมขังนาข้าว ช่วยให้เปิดพื้นที่การเกษตรได้อีก 3,000 ไร่
ทั้งนี้หากเกิดกรณีน้ำในลำน้ำมูลที่มาจากโคราชหลาก เราสามารถพร่องน้ำในลำตะโคงรอได้ ลดการท่วมแถวพื้นที่ริมมูลได้อีกทางหนึ่ง ทั้งหมดนี้จะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2562 เช่นกัน เมื่อแผนการพัฒนาโครงข่ายน้ำแบบบูรณาการของจังหวัดบุรีรัมย์ทั้งหมด ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 ถึงปี 2562 แล้วเสร็จ จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 27,000 ไร่ ครัวเรือนได้รับประโยชน์ 105,050 ครัวเรือน เพิ่มการเก็บกักน้ำให้จังหวัดได้ 40.98 ล้านลบ.ม.
“ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา กรมชลประทานได้ร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งวันนี้ได้ผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ยกตัวอย่างปีที่แล้ว ปริมาณฝนที่ตกในบุรีรัมย์มากกว่าค่าเฉลี่ยกว่าร้อยละ 40 แต่ไม่เกิดพื้นที่เสียหายจากปัญหาน้ำท่วมขังแต่อย่างใด สามารถเสริมสร้างความมั่นคงทางน้ำ น้ำอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการประปาในพื้นที่เขตเศรษฐกิจ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน ในขณะเดียวกันสามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยด้านท้ายน้ำของอ่างฯ ทั้งสอง บรรเทาพื้นที่เกิดภัยของภาคเกษตรด้วย” นายกิติกุลกล่าว



