ข่าว

ตั้ง"รัฐบาล"ไม่ง่าย-"นิพิฏฐ์"เชื่อพรรคการเมืองผสมกันยาก

ตั้ง"รัฐบาล"ไม่ง่าย-"นิพิฏฐ์"เชื่อพรรคการเมืองผสมกันยาก

18 มิ.ย. 2561

"นิพิฏฐ์" เชื่อตั้งรัฐบาลยากหลังเลือกตั้ง เหตุพรรคการเมืองผสมกันยาก คสช.หนุนตรวจทุจริตสร้างฝายชะลอน้ำทั่วประเทศ ขณะที่เลือกตั้งท้องถิ่นส่อเลื่อน คาดลากยาวพ.ค.62

     เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ว่า ต้องเชื่อว่าการเลือกตั้งยังคงเป็นไปตามโรดแม็พที่รัฐบาลประกาศไว้ เพราะยังไม่มีอย่างอื่นที่ทำให้โรดแม็พต้องเคลื่อนไป แต่ทั้งหมดอยู่ที่การปลดล็อกซึ่งก็ดูเหมือนรัฐบาลตั้งใจจะปลดหลายระยะๆ โดยใช้คำว่าคลายล็อก ที่เป็นเหตุทำให้สถานการณ์คลาดเคลื่อนไปใน 2 เรื่อง คือ 1.คลายล็อกช้าไป และ 2.ไม่ปลดล็อกทั้งหมด เพราะถ้าปลดล็อกเร็วก็จะเดินไปสู่การเลือกตั้งได้ แต่ดูแล้วเขาคงคลายให้ทีละล็อกจึงทำให้ช้า แต่ถึงอย่างไรก็ควรที่จะหาวิธีทำให้พรรคการเมืองสามารถประชุมได้ เพราะหากไม่มีการแบ่งเขตเลือกตั้งก็ไม่สามารถทำไพรมารีโหวตได้

เมื่อถามว่ายังคิดว่าจะสามารถทำไพรมารีโหวตได้หรือไม่ นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า การที่จะไม่ให้มีการทำไพรมารีโหวต ไม่ใช่พรรคใหญ่เรียกร้อง แต่เป็นความต้องการของพรรคเล็กและพรรคใหม่ เพราะหากหาสมาชิกได้ไม่ครบก็ไม่สามารถทำได้ ส่วนพรรคใหญ่พร้อมอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะมี 3-4 พรรคใหญ่เท่านั้นที่ทำได้ แต่อาจจะมีบางพรรคที่ทำไม่ได้โดยเฉพาะพรรคที่สนับสนุนคสช.ก็จะเป็นปัญหา ซึ่งก็อยู่ที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร

ตั้ง"รัฐบาล"ไม่ง่าย-"นิพิฏฐ์"เชื่อพรรคการเมืองผสมกันยาก

เชื่อเลือกตั้งก็ตั้งรัฐบาลยาก

      ผู้สื่อข่าวถามว่ามองดูแล้วมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดรัฐบาลแห่งชาติขึ้น นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า “เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้วจะมีปัญหาหลังเลือกตั้งคือการตั้งรัฐบาลไม่ได้ สูตรรัฐบาลก็ไม่รู้จะเอาใครผสมกับใครก็มีปัญหาทั้งนั้น ส่วนรัฐบาลแห่งชาติไม่น่าเกิดขึ้น เพียงแต่ไม่รู้จะเอาพรรคไหนรวมกับพรรคไหน ส่วนทางออกควรจะเป็นอย่างไรคงพูดไม่ได้ แต่คอยดูก็แล้วกันว่าตั้งรัฐบาลยาก”

     นายนิพิฏฐ์กล่าวด้วยว่า สำหรับแผนยุทธศาสตร์ชาติที่หลายฝ่ายมีความกังวลนั้น เป็นยุทธศาสตร์ที่เป็นปัญหาของรัฐบาลใหม่ แม้ผู้ร่างจะบอกว่าสามารถแก้ไขได้ใน 5 ปี หากเกิดสถานการณ์ใดขึ้นมาก็ตาม แต่ความยากอยู่ตรงที่เป็นกฎหมาย พอมีกฎหมายออกมาเวลาแก้ต้องผ่าน 2 สภา ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรคงไม่เท่าไหร่ แต่จะผ่านวุฒิสภาหรือไม่คือปัญหา เพราะวุฒิสภาชุดใหม่มาจากการเลือกตั้งของคสช. และยุทธศาสตร์ชาติก็เป็นผลผลิตของคสช. เขาจะยอมแก้หรือไม่

หมอวรงค์บอกปชป.คิดดีต่อปท. 

     ด้านนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom แสดงความเห็น ยืนยันพรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมืองที่หวังดีต่อประเทศชาติ และขอแรงสนับสนุนในการทำภารกิจข้างหน้า

     “ทางการเมือง ผมชอบภาพที่มีโลโก้พรรคอยู่ด้านหลังมากครับ ให้ความรู้สึกว่าเราออกมาทำหน้าที่ แต่ยังมีพี่ๆ เพื่อนๆ คอยช่วยเหลืออยู่ด้านหลัง ช่วงที่ผ่านมาแม้หลายๆ ท่านอาจจะรู้สึกว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำในสิ่งที่ถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง แต่ผมเชื่อว่าพรรคนี้ยังเป็นพรรคการเมืองที่คิดดีต่อประเทศ และเป็นที่พึ่งของประชาชน ขณะนี้พรรคกำลังปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อให้ทุกๆ อย่าง “คลิก” เมื่อถึงวันนั้น ผมเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นหลักในการขับเคลื่อนประเทศ เพื่อไปข้างหน้าต่อไปครับ ขอแรงสนับสนุนด้วยครับ เพราะภารกิจข้างหน้าที่ต้องฟันฝ่ายังใหญ่หลวง” นพ.วรงค์กล่าว

ตั้ง"รัฐบาล"ไม่ง่าย-"นิพิฏฐ์"เชื่อพรรคการเมืองผสมกันยาก

องอาจไม่ขัดข้องหารือรัฐบาล-คสช. 

    ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเชิญพรรคการเมืองต่างๆ เข้าร่วมประชุมว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีอะไรขัดข้อง พร้อมให้ความร่วมมือ เพราะที่ผ่านมาเมื่อพรรคได้รับคำเชิญจากองค์กร หน่วยงานต่างๆ ไปประชุมปรึกษาหารือให้ความเห็นในเรื่องต่างๆ เราก็พิจารณาส่งบุคลากรของพรรคที่มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ ไปร่วมประชุมด้วยเสมอ เมื่อกรธ.เชิญไปให้ความเห็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญเราก็ไป หรือเมื่อตอนที่รัฐบาลและกกต.เชิญพรรคการเมืองไปประชุม ที่สโมสรทหารบกก็ไป 

      “คสช.เชิญไปประชุมเรื่องปรองดองที่กระทรวงกลาโหม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ก็นำคณะไป เพราะเราเชื่อว่าการพบปะพูดคุยกันจะสามารถสร้างความเข้าใจก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าการหันหลังให้กัน แต่ผู้จัดการประชุมคือรัฐบาล และคสช. ควรแจ้งมาให้ชัดเจนด้วยว่าเนื้อหาสาระประเด็นที่จะพูดคุยประชุมกันมีอะไรบ้าง ทางประชาธิปัตย์จะได้จัดบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ โดยตรงไปเข้าร่วมประชุมด้วยซึ่งจะช่วยทำให้เกิดประโยชน์ต่อที่ประชุมในการหาข้อสรุป เพื่อนำไปปฏิบัติให้เกิดผลต่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป” นายองอาจ กล่าว

“นพดล”ชี้ก่อนเลือกตั้งต้องเคลียร์

     ขณะที่นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า เมื่อปักหมุดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งเหลือเวลา 8 เดือน ประเทศควรต้องมีเป้าหมายร่วมกันและช่วยกันคิดว่าแต่ละฝ่ายต้องทำอะไรบ้างเพื่อเดินไปถึงจุดนั้น ต้องเอาประเทศเป็นตัวตั้ง ต้องสร้างความชัดเจนและแน่นอนให้เป็นฉันทามติร่วมกัน ผู้มีอำนาจต้องป้องกันไม่ให้ 8 เดือนก่อนเลือกตั้งเป็น 8 เดือนที่คลุมเครือ ซึ่งอาจทำให้ประเทศและคนไทยเสียโอกาส จึงขอเสนอ 5 ทางออกคือ 1.เร่งทำให้บ้านเมืองมีความเป็นปกติเพื่อให้มีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งต้นปีหน้า 2.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถทำหน้าที่ของตนได้ เช่น ทำนโยบาย ประชุมพรรค ทำไพรมารี 3.ยกเลิกคำสั่งที่ 3/58 ให้คนมีเสรีภาพชุมนุมทางการเมืองได้ เนื่องจากมาตรการนี้ใช้บังคับนานเกินไปแล้ว และ คสช.พูดเองว่าประเทศมีความสงบแล้ว 4.ยกเลิกคำสั่งที่ 53/60 เพื่อให้พรรคการเมืองทำหน้าที่และดำเนินการต่างๆ ตามกฎหมายพรรคการเมืองได้ 5.สร้างฉันทามติว่าการเลือกตั้งต้นปีหน้าจะต้องเสรี เป็นธรรม มีความน่าเชื่อถือ ต้องไม่มีการเอาเปรียบทางการเมือง และสร้างความเสียเปรียบให้ฝ่ายใด นอกจากนั้นควรมีการประกาศว่าจะไม่ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่จะกระทบการเลือกตั้ง

     “เราต้องเอาประเทศและคนไทยเป็นตัวตั้ง ผู้มีอำนาจควรเร่งสร้างความชัดเจนของขั้นตอนให้เร็ว เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้เร็วกว่านี้ ที่แผนยุทธศาสตร์ชาติอุตส่าห์กำหนดให้คนทำตาม 20 ปี แต่ 8 เดือนก่อนเลือกตั้งทำไมไม่รีบทำให้ชัดเจน” นายนพดล กล่าว

ตั้ง"รัฐบาล"ไม่ง่าย-"นิพิฏฐ์"เชื่อพรรคการเมืองผสมกันยาก

พท.บอกคสช.ต้องจริงใจ 

     นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีผลการหารือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดเลือกตั้ง โดยเตรียมเสนอ 4 ประเด็นปัญหาให้นายกฯ และคสช.หาทางออกจากคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ว่าจนถึงขณะนี้ประชาชนก็ยังต้องพิสูจน์ความจริงใจในการนำพาประเทศกลับเข้าสู่การเลือกตั้งของรัฐบาลคสช.ต่อไป การที่ยังไม่ยอมปลดล็อกและพยายามสร้างเงื่อนไขใหม่ที่จะทำให้พรรคการเมืองขยับไม่ได้นั้นเป็นการทำเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตัวเองหรือไม่ ประชาชนเริ่มจับทางออกว่า ผลการหารือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดเลือกตั้ง หรือผลการพูดคุยกับพรรคการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายน สุดท้ายก็จะมีเส้นทางเดียวกันคือ เสนอประเด็นปัญหาให้นายกฯ และคสช.พิจารณา ซึ่งถ้าปล่อยให้ผลการประชุมหารือเป็นไปอย่างนี้ตลอด ประชาชนมีสิทธิตั้งคำถามถึงความจริงใจของรัฐบาลคสช. และถ้าประชาชนไม่เชื่อมั่นและเห็นถึงความไม่จริงใจต่อให้ไปเดินสายดูดขนาดไหน มีนักการเมืองมีชื่อ มีกลุ่มการเมืองต่างๆ สนับสนุน ก็จะไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง

     “ความพยายามที่จะหาทางออกในคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่สุดแล้วหากจะมีการแก้ไขก็จะเป็นการแก้ไขหรือผ่อนปรนเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองที่จะมาสนับสนุนตนเองเท่านั้นหรือไม่ ถ้าจะคิดเอาดารานักแสดง ศิลปินเกิร์ลกรุ๊ป หรือมหกรรมฟุตบอลโลก มากลบโรดแม็พเลือกตั้งเพื่อประโยชน์ในการอยู่ในอำนาจการบริหารต่อไปให้นานที่สุด ประชาชนมองออกว่ามันมีความเป็นธรรมต่อประเทศชาติและประชาชนหรือไม่ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องประชาชนรอไม่ได้ ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ หนี้ครัวเรือนพุ่ง คนว่างงานเพิ่ม การลงทุนจริงหดหาย ธุรกิจสตาร์ทอัพ สตาร์ทไม่ติดอีกมากมาย กำลังซื้อหดหายหรือไม่ ถ้ารัฐบาลคสช.มั่นใจว่ามีผลงานกลัวอะไรกับการไปให้ประชาชนตัดสินที่คูหาเลือกตั้ง ช่วงเวลาที่เหลือควรจะเป็นช่วงเวลาของการสร้างความชัดเจนที่จะนำประเทศไปสู่การเลือกตั้ง” นายอนุสรณ์กล่าว

 

 

“อลงกรณ์” ขอพรรคยึดปฏิรูป

     ส่วนนายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กล่าวถึงกรณีหลายพรรคการเมืองกังวลเรื่องการเลือกตั้งในระบบไพรมารี ว่าจากประสบการณ์กว่า 20 ปีที่อยู่ในพรรคการเมืองและผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้งเห็นว่าการเลือกตั้งแบบไพรมารีเป็นกุญแจสำคัญของการปฏิรูปพรรคการเมืองและการพัฒนาประชาธิปไตยโดยการเพิ่มสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบของสมาชิกพรรคให้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สมัครส.ส.เพื่อให้สมาชิกพรรคมีความเป็นเจ้าของพรรคและส.ส.ของพรรคมากขึ้นเมื่อนั้นพรรคการเมืองจะเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชนอีกทั้งยังเป็นการช่วยให้พรรคการเมืองพ้นจากการถูกครอบงำของกลุ่มผลประโยชน์และนักการเมืองกังฉินที่ใช้พรรคการเมืองแสวงหาประโยชน์ทุจริตคอร์รัปชั่นงบประมาณแผ่นดินและโครงการของรัฐดังที่เกิดขึ้นในอดีต

     “หากต้องการปฏิรูปการเมืองให้บังเกิดผลต้องเริ่มจากระบบไพรมารีซึ่งหวังว่าพรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่จะช่วยกันขับเคลื่อนระบบไพรมารีในการเลือกตั้งครั้งหน้าแม้จะยากและตัองสละอำนาจของผู้บริหารพรรคหรือกลุ่มผลประโยชน์ให้สมาชิกพรรคก็ต้องทำเพื่อยกระดับพรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองและพัฒนาประชาธิปไตยแบบผู้แทน (representative democracy) ที่ใช้มา 80 กว่าปีเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (participatory democracy)” นายอลงกรณ์กล่าว

อัดทำไม่ได้ไม่ต้องตั้งพรรค

     นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า  ระบบไพรมารีริเริ่มเสนอโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นพ้องต้องกันโดยบรรจุระบบไพรมารีในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมืองเป็นครั้งแรก และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองและเป็นผู้รับผิดชอบการจัดการเลือกตั้งยืนยันว่าสามารถปฏิบัติได้จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะเลื่อนระบบไพรมารีออกไปไม่เช่นนั้นการปฏิรูปการเมืองก็ไม่สามารถนับหนึ่งได้และหากติดขัดเรื่องเวลาหรือแนวปฏิบัติใดๆ ก็ควรหารือร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองและกกต. ส่วนประเด็นที่อ้างว่าการเลือกตั้งขั้นต้นจะทำให้เกิดความแตกแยกในพรรคนั้นฟังไม่ขึ้นเพราะการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคก็ใช้ระบบการเลือกตั้งเหมือนกัน หรือประเด็นที่กังวลว่าผู้สมัคร ส.ส.จะไปรวมสมาชิกเป็นกลุ่มก้อนเพื่อสนับสนุนตนเป็นผู้สมัครส.ส.นั้นเห็นว่าเป็นการดีกว่าที่ผู้สมัครส.ส.จะมุ่งหน้าหาสมาชิกมากกว่ามุ่งหน้าหาผู้ใหญ่ในพรรคหรือกลุ่มทุน

     “อีกประเด็นคือปัญหาเรื่ององค์ประชุมของการเลือกตั้งขั้นต้นที่ต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 100 คนในเขตเลือกตั้งที่มีสาขาพรรคหรือจะมีสมาชิกไม่ถึง 50 คนในจังหวัดที่ไม่มีสาขาในเขตเลือกตั้งแล้วจะดำเนินการไพรมารีไม่ได้ซึ่งหากพรรคการเมืองหาสมาชิกแค่ 50 คนใน 1 จังหวัดหรือ 100 คนในเขตเลือกตั้งที่มีสาขาพรรคก็อย่าตั้งเป็นพรรคการเมืองให้เสียเวลาเพราะถ้าคิดจะส่งส.ส.เพื่อให้ได้รับเลือกตั้งต้องมีคะแนนหลายหมื่นคะแนนแค่ 50 คน 100 คนยังบอกทำไม่ได้จึงเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น” นายอลงกรณ์กล่าว

ตั้ง"รัฐบาล"ไม่ง่าย-"นิพิฏฐ์"เชื่อพรรคการเมืองผสมกันยาก

สุริยะใสจวกนักการเมืองต้าน 

     ขณะที่นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดี วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวเห็นด้วยในหลักการที่ประเทศไทยควรจะมียุทธศาสตร์ชาติเพื่อวางเป้าหมายและทิศทางการพัฒนาประเทศคล้ายๆ กับเป็นวิสัยทัศน์แห่งชาติ ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศส่วนใหญ่ก็มีแผนยุทธศาสตร์และเป้าหมายที่ชัดเจน แต่ประเด็นปัญหาที่ควรจะถกแถลงกันในขณะนี้หลังจากสนช.รับร่างยุทธศาสตร์ชาติและมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณานั้น ควรจะถกกันถึงเนื้อหาสาระว่าขาดตกบกพร่องตรงไหนอย่างไรและจะปรับแก้อย่างไรให้สมบูรณ์ แต่ข้อท้วงติงจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยที่น่าสนใจก็คือการมีส่วนร่วมของสังคมในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติน้อยไปหรือเขียนโดยคนไม่กี่คน ฉะนั้นในขั้นกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง แต่ได้ขณะเดียวกันก็มีความพยายามของบางฝ่ายที่จะสร้างความสับสนให้สังคมว่าไม่จำเป็นต้องมีแผนยุทธศาสตร์ชาติหรือถึงขั้นโจมตีว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติเป็นเครื่องมือของกลุ่มอำนาจนั้น โดยส่วนตัวคิดว่าไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดนั้นและถ้าในหลักการเราเห็นความจำเป็นของการมีแผนยุทธศาสตร์ชาติก็ควรจะอ่านเนื้อหาสาระเสียก่อน แล้วมาดูกันว่าต้องปรับแก้เพิ่มเติมตรงไหน อย่างไร

     “ทั้งนี้เท่าที่ผมได้อ่านร่างยุทธศาสตร์ชาติเบื้องต้นหลายเรื่องก็เป็นเรื่องที่ดีและน่าสนใจ ที่เราได้วางวิสัยทัศน์และเป้าหมายในการพัฒนาชาติอย่างชัดเจน แต่บางเรื่องก็จำเป็นที่ต้องทบทวนหรือปรึกษาหารือในวงกว้างเพื่อขจัดวาระซ่อนเร้นใดๆ แต่น่าเสียดายนักการเมืองหรือพรรคการเมืองอาจจะไม่ชอบและรังเกียจแผนยุทธศาสตร์ชาติเพราะอำนาจที่เขากำลังจะแย่งชิงจากการเลือกตั้งจะถูกตัดตอนและถูกแบ่งปันไปอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ จนใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ได้เหมือนที่ผ่านมา” นายสุริยะใส กล่าว 

สับ “ธนาธร” มุ่งฉีกรธน. 

     วันเดียวกัน นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) กล่าวถึงกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ระบุว่าจะรวบรวมเสียงส.ส.และส.ว. ให้ได้ 376 เสียงเพื่อทำประชามติ จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อทำการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยฉีกรัฐธรรมนูญปัจจุบันทิ้งไปเพราะเห็นว่าเป็นผลพวงของเผด็จการไม่เป็นประชาธิปไตย และเชื่อว่าจะทำให้ขจัดความขัดแย้งแตกแยกได้ ว่าผู้พูดควรชี้ให้ชัดว่าบทบัญญัติใดที่ไม่เป็นประชาธิปไตยควรแก้ไข ด้วยเหตุใดการพูดแบบนี้เป็นการเหมารวมเข่งอย่างไม่ยุติธรรมต่อประชาชน 16.8 ล้านคนที่ลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งตนขอยกตัวอย่างเรื่องหมวดสิทธิเสรีภาพในมาตรา 23 ที่รัฐธรรมนูญ ระบุว่า “การใดที่มิได้บัญญัติเป็นข้อห้ามไว้ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ" นี่เป็นสิทธิเสรีภาพที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับใดๆ หรือมาตรา 77 ที่ระบุว่ารัฐจะออกกฎหมายต้องถามความเห็นประชาชนก่อน หรือถ้าประชาชนถูกละเมิดสิทธิก็สามารถทะลุไปใช้มาตรา 213 ที่บุคคลมีสิทธิร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ตรงนี้แก่นแกนสำคัญยิ่งของรัฐธรรมนูญที่เป็นคุณต่อประชาชนในการใช้ประชาธิปไตยทางตรง อย่างนี้ไม่เป็นเรื่องดีต่อบ้านเมือง

อัดให้เคารพปชช.ลงประชามติ

     “นอกจากนี้บทบัญญัติเรื่องการปฏิรูประเทศในหมวด 16 ทั้งหมด ล้วนเป็นการกำกับประเทศให้เดินไปสู่ทิศทางที่ควรจะเป็น โดยให้เกิดความต่อเนื่องกัน ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาก็จะต้องทำหน้าที่ปฏิรูป ไม่ใช่จะไปเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาตามอำเภอใจของคนที่ขึ้นมากุมอำนาจในเวลาสั้นๆ อย่างที่ผ่านมา และที่บอกว่าความขัดแย้งที่อ้างว่าจะแก้ไขได้ด้วยการร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้น ผมขอชี้ว่าไม่จริง เพราะอย่างน้อยก็จะต้องขัดแย้งกับประชาชนเสียงข้างมาก 16.8 ล้านคนที่ลงมติรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และถ้าเกิดฉีกได้แล้วร่างได้ขึ้นมาจริงๆ คิดหรือว่าจะไม่มีคนอื่นมาฉีกใหม่มาร่างใหม่อีก" นายประสาร กล่าว 

ตั้ง"รัฐบาล"ไม่ง่าย-"นิพิฏฐ์"เชื่อพรรคการเมืองผสมกันยาก

ส่อเลื่อนเลือกตั้งท้องถิ่น

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการเผยแพร่ร่างพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. … ซึ่งเป็นร่างที่คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) พิจารณาแล้ว และส่งให้กกต.รับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีทั้งหมด 141 มาตรา ซึ่งจะมีการรับฟังความคิดเห็นประมาณ 30 วัน และหลังจากรับฟังความคิดเห็นแล้วเสร็จ กกต.จะนำมาพิจารณาอีกครั้ง และคาดว่าในช่วงเดือนกรกฎาคม จะสามารถส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้ สนช.พิจารณาต่อไป โดยในขั้นตอนนี้ สนช.มีกรอบเวลาในการพิจารณา 60 วัน ก่อนจะทำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งจะมีกรอบเวลาอีก 90 วัน ดังนั้นจึงมีการคาดการณ์ว่า พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น จะประกาศใช้ได้ภายในเดือนธันวาคม 2561 แต่จะยังไม่สามารถจัดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นได้เพราะระยะเวลากระชั้นชิดกับการเลือกตั้งส.ส. ตามโรดแม็พที่รัฐบาลประกาศใว้ และกกต.ได้เสนอว่าการเลือกตั้งระดับชาติและการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นควรเว้นระยะห่างกันประมาณ 3 เดือน ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2562 โดยจะเลือกตั้งก่อน 3 ส่วน คือ กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนจังหวัด 77 จังหวัด ขณะที่องค์กรบริหารส่วนตำบลและเทศบาล จะต้องมีกระบวนการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ให้แล้วเสร็จก่อน

 

 

สั่งส่งกลับความเห็น 27 มิ.ย.

     เวลา 13.00 น. ที่โรงแรมอเล็กซานเดอร์ กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการเผยแพร่ร่างพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. … เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ และคาดการณ์ว่าพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นจะประกาศใช้ได้ภายในเดือน ธันวาคม 2561 ว่า ทางกรมมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นทั้ง 6 ฉบับ ซึ่งร่างพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นเป็นร่างที่กกต.เสนอปรับแก้มากที่สุดเกือบทั้งฉบับ โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เสนอปรับแก้ตามข้อเสนอของกกต.และกฤษฎีกาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง 

      “ทั้งนี้คณะกรรมการกฤษฎีกา กรมสถ. สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้นำร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ไปรับฟังความคิดเห็นผ่านช่องทางเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาและให้คำแนะนำเพื่อให้ได้ผู้บริหารท้องถิ่นที่ถูกใจและดีที่สุด นอกจากนี้กรมยังได้ส่งร่างไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาล นายกสมาคมอบจ. นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเสนอความคิดเห็นกลับมาภายในวันที่ 27 มิถุนายน เพื่อเข้าสู่คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอีกครั้งว่าต้องปรับแก้เรื่องใดบ้าง จึงขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมแสดงความเห็นผ่านเว็บไซต์ทั้ง 3 หน่วยงาน”

อีก 5 ฉบับใกล้เสร็จสิ้นแล้ว 

     นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นอีก 5 ฉบับกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ ทั้งพ.ร.บ.จัดตั้งอบต. เทศบาล อบจ. เมืองพัทยา กทม. ซึ่งขณะนี้นายมีชัย กำลังพิจารณาร่างพ.ร.บ.จัดตั้งอบต.ซึ่งใกล้เสร็จสิ้นแล้วและเมื่อพิจารณาครบทั้ง 5 ฉบับก็จะดำเนินการขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นเช่นเดียวกับร่างพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ทั้งนี้หากจะมีการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการแล้วเสร็จทั้ง 5 ฉบับ เพราะพ.ร.บ.การจัดตั้งคือกฎหมายที่กำหนดเรื่องโครงสร้าง จำนวน คุณสมบัติ อำนาจหน้าที่ของผู้ที่จะถูกเลือกมาเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมถึงผู้ว่ากทม. ขอเรียนว่านายมีชัย เรียกประชุมอาทิตย์ละ 2 ครั้งซึ่งทุกอย่างจะเสร็จสิ้นในไม่ช้า เพราะฉบับที่มีความยากและใช้เวลานานที่สุดได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการเลือกตั้งส.ส.นั้น ตนไม่ทราบแต่ยืนยันว่านายมีชัยได้เร่งพิจารณาซึ่ง 5 ฉบับที่กำลังดำเนินการอยู่นี้เป็นการปรับแก้เพียงบางส่วน ไม่ได้ใช้เวลามากอย่างที่มีการกังวลใจ แต่ไม่ว่าการเลือกตั้งระดับไหนจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลัง กกต.ก็พร้อมดำเนินการ ส่วนกรมเป็นเพียงหน่วยสนับสนุนก็พร้อมทำงาน ไม่ได้มีปัญหาอะไร 

 

คสช.หนุนป.ป.ท.สอบทุจริต

     วันเดียวกัน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า คสช.ยังคงให้ความสำคัญในการป้องกันและปรามทุจริตประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการสนับสนุนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งที่ผ่านมาพล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการคสช.มอบหมายให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) เข้าสนับสนุนป.ป.ท.ประจำพื้นที่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเรื่องที่ได้รับการร้องเรียน รวมทั้งการเปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก่อนส่งผลการปฏิบัติโดยรวมให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติดำเนินการต่อไป

     พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับความร่วมมือล่าสุดคือการร่วมกันขับเคลื่อนโครงการประสานพลังเฝ้าระวังการทุจริตของป.ป.ท. ซึ่งเป็นโครงการที่หลายภาคส่วนร่วมมือกันเป็นเครือข่ายในการตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบ โดยเลขาธิการคสช.มอบหมายให้กองทัพบก โดยกกล.รส. ร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นให้การสนับสนุนป.ป.ท.ในการขับเคลื่อนและตรวจสอบกิจกรรมการสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จำนวน 1,097 แห่งในพื้นที่ 45 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมสร้างฝายชะลอน้ำเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งนี้จะมีการจัดประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันในวันที่ 18 มิถุนายน ที่สำนักงาน ป.ป.ท. อย่างไรก็ตามการเฝ้าระวังการทุจริตเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและคสช.ต้องการให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบโครงการภาครัฐให้เป็นไปอย่างโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ซึ่งจะเป็นมาตรฐานในการป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป 

สนใจข่าวทุจริตอาหารกลางวัน

     วันเดียวกันสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ข่าวการทุจริต” โดยสำรวจความคิดเห็นประชาชนจำนวนทั้งสิ้น 1,122 คน ระหว่างวันที่ 12-16 มิถุนายน 2561 ในเรื่อง ข่าวการทุจริตในช่วงนี้มีหลายคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ทั้งการทุจริตในแวดวงราชการ หรือวงการสงฆ์ ต่างชี้ให้เห็นถึงปัญหาสำคัญที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมานาน และยังคงมีให้เห็นอยู่เสมอ สรุปผลได้ ดังนี้

    ทั้งนี้ 5 อันดับ “ข่าวการทุจริต” ที่ประชาชนสนใจมากที่สุด อันดับ 1 อาหารกลางวันเด็กนักเรียนร้อยละ 42.03 อันดับ 2 เงินทอนวัดร้อยละ 40.00 อันดับ 3 เงินคนจน เบี้ยผู้สูงอายุ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งร้อยละ 37.00 อันดับ 4 การใช้งบประมาณแผ่นดินของรัฐบาล งบโครงการต่างๆ ร้อยละ 21.06 และอันดับ 5 การทุจริตต่างๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ เช่น ครุภัณฑ์ นมโรงเรียน กองทุนเสมาร้อยละ 20.68

จี้ยกเลิกกองทุนน้ำมัน

     ที่อาคารเคยู โฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลุ่ม 24 มิถุนายนประชาธิปไตย จัดงานเสวนาเรื่อง “ปัญหาน้ำมันไทย รัฐจับใครเป็นตัวประกัน” โดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวว่า เรื่องของราคาน้ำมันประกอบด้วยเนื้อน้ำมันสำเร็จรูปราคาหน้าโรงกลั่น ภาษีสรรพสามิต เงินกองทุนน้ำมันและกองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และค่าการตลาด การที่บอกว่าราคาน้ำมันบ้านเราแพงเป็นเพราะต้องนำเข้าจากต่างประเทศนั้น ไม่เป็นความจริง ประเทศไทยเปิดให้เอกชนเข้ามาตั้งโรงกลั่นทำการกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปและส่งออกต่างประเทศมานานกว่า 20 ปี แต่กลับขายให้คนไทยในราคาที่สมมุติว่านำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ที่บวกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างทาง ซึ่งการที่รัฐทำโครงสร้างแบบนี้ทำให้เกิดการบิดเบือน ส่งผลให้โรงกลั่นได้กำไร ขณะที่ประชาชนไม่ได้อะไรเลย จึงถือว่าคนไทยถูกจับเป็นตัวประกันในหลายเรื่องมาก ซึ่งรวมถึงเรื่องน้ำมัน รัฐบาลควรจัดการราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น และค่าการตลาดที่เกิดจากการแข่งขัน นอกจากนี้ควรยกเลิกกองทุนน้ำมันที่เป็นตัวล้วงเงินในกระเป๋าของประชาชน พร้อมกับบิดเบือนราคาน้ำมัน ดังนั้นถ้ายกเลิกกองทุนนี้ ราคาน้ำมันจะถูกลงทันที และควรใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตเหมือนกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน

ตั้ง"รัฐบาล"ไม่ง่าย-"นิพิฏฐ์"เชื่อพรรคการเมืองผสมกันยาก

ขีดเส้น 30 มิ.ย.แรงงานต่างด้าว

    วันเดียวกัน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบรายงานความคืบหน้าการพิสูจน์สัญชาติ การจัดทำและปรับปรุงทะเบียนประวัติแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ระยะที่ 2 ณ ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จทั่วประเทศ โดยล่าสุดแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาร์ได้รับการพิสูจน์สัญชาติครบถ้วนแล้ว ส่วนกัมพูชายังคงเหลือที่ต้องเข้ารับการพิสูจน์สัญชาติอีก 22,770 คน และลาว 5,614 คน ส่วนการจัดทำและปรับปรุงทะเบียนประวัติแรงงานต่างด้าว ตรวจลงตราวีซ่า และขออนุญาตทำงาน ณ ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ระยะที่ 2 นั้น มีแรงงานที่คงเหลือจะต้องเข้าศูนย์อีกประมาณ 59,000 คน

     “นายกฯ ขอบคุณทางการเมียนมาร์และนายจ้างของแรงงานต่างด้าวเมียนมาร์ที่ได้ดำเนินการพิสูจน์สัญชาติแล้วเสร็จก่อนกำหนดที่ตั้งไว้ และขอความร่วมมือส่วนที่เหลือให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ทั้งการพิสูจน์สัญชาติและขั้นตอนอื่นๆ เพราะเหลือเวลาอีกเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น เพื่อประโยชน์ของทั้งตัวแรงงานเองและการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวโดยรวม นอกจากนี้นายกฯ ยังเน้นย้ำว่าไม่ควรรีรอจนถึงวันสุดท้ายเพราะอาจไม่ทันเวลาหรือไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควรหากมีผู้ไปติดต่อจำนวนมาก และรัฐบาลจะไม่มีการผ่อนปรนหรือขยายเวลาอย่างแน่นอน หากพ้นวันที่ 30 มิถุนายน 2561 แล้วยังไม่ไปดำเนินการ แรงงานต่างด้าวจะไม่สามารถอยู่และทำงานต่อไปได้ โดยจะต้องกลับประเทศต้นทางและกลับเข้ามาใหม่ในรูปแบบการนำเข้าแรงงานตามระบบเอ็มโอยู” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

(ข่าวหน้า1นสพ.คมชัดลึก)