ข่าว

ทอง...ทองและทอง!!

ทอง...ทองและทอง!!

18 ต.ค. 2552

แรงกระหน่ำขายหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ที่กดให้ดัชนีราคาหุ้นต่ำกว่าระดับ 700 จุด ทำให้นักลงทุนกำลังมองหาแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยและมั่นคงมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่า นาทีนี้ย่อมต้องหนีไม่พ้น “ทองคำ”

 แม้ว่าราคาทองคำในต่างประเทศจะทะลุทะลวงขึ้นเหนือกว่าระดับสูงสุดเดิม แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยยอมแลกต้นทุนที่สูงขึ้นกับความมั่นคงที่มากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่นักลงทุนสถาบันในต่างประเทศ ที่ทยอยลดการถือครองดอลลาร์สหรัฐที่ยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ

 ปรากฏการณ์ที่ผนวกกัน ทำให้ “ทองคำ” ยังคงเป็นแหล่งพักเงินที่ปลอดภัยกว่า!!

 ข้อมูลจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ถือครองทุนสำรองเพิ่มขึ้นราว 4.13 แสนล้านดอลลาร์ ในไตรมาส 2 ของปีนี้ ซึ่งเป็นการเพิ่มของระดับทุนสำรองมากที่สุดนับจากปี 2546 รวม 7.3 ล้านดอลลาร์ ซึ่งในจำนวนนั้น 63% ของทุนสำรองที่เพิ่มขึ้น เป็นสินทรัพย์สกุลยูโรและเยน ขณะที่สกุลดอลลาร์เพิ่มเพียง 37%

 ขณะที่ธนาคารกลางบางประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรัสเซียและจีน ได้หันมากว้านซื้อทองคำเก็บ โดยธนาคารกลางรัสเซียได้เข้าซื้อทองคำรวม 3 แสนออนซ์ ในเดือนสิงหาคม ขณะที่ธนาคารกลางจีนได้แสดงความสนใจจะเข้าซื้อทองคำทั้ง 403 ตัน ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประกาศนำออกขาย โดยปัจจุบันจีนยังเป็นผู้ถือครองทองคำมากที่สุดอันดับ 6 ของโลก จากการจัดอันดับของสภาทองคำโลกด้วยปริมาณทองคำ 1,040 ตัน นับถึงเดือนกันยายนปีนี้

 นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังเรียกร้องให้ชาวจีนหันมาซื้อทองคำเก็บ เพื่อป้องกันผลกระทบในกรณีหากเกิดฟองสบู่สินเชื่อในประเทศ

 ทั้งหมดนั้นยิ่งทำให้ “ทองคำ” น่าสนใจ และเป็นประเด็นผลักดันให้ราคาทองคำในตลาดโลกสูงกว่าระดับ 1,070 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 ที่สำคัญ การลงทุนในทองคำยังมีความหลากหลาย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเดินเข้าร้านทอง เพื่อซื้อทองคำแท่งกลับมาเก็บที่บ้านหรือตู้เซฟในธนาคาร รอเวลาให้ราคาขยับ ก่อนจะนำกลับมาขาย แต่ยังมีรูปแบบมากมายที่แตกต่างออกไป

 ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ อย่างเช่น โกลด์ฟันด์ ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ทหารไทย ซึ่งนักลงทุนเพียงแค่สั่งซื้อขายหน่วยลงทุนได้ในเวลาที่ต้องการ โดยปัจจุบันมูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนนี้อยู่ในราว 16.43 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 60% จากราคาเริ่มต้นที่ 10 บาท  หรือการซื้อขายผ่านโกลด์ ฟิวเจอร์ส ที่เป็นตลาดล่วงหน้าแล้ว

 ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยบริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ก็อยู่ระหว่างการศึกษากองทุนอีทีเอฟที่อ้างอิงกับดัชนีราคาทองคำ อีกด้วย

 “เกศรา มัญชุศรี” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดอนุพันธ์ฯ บอกว่า รูปแบบที่อยู่ระหว่างการศึกษามี 2 แนวทาง ได้แก่ การออกกองทุนอีทีเอฟ ที่อ้างอิงราคาทองคำในประเทศ หรือออกกองทุนอีทีเอฟ เพื่อลงทุนในดัชนีอีทีเอฟทองคำในต่างประเทศ โดยกองทุนทั้งสองรูปแบบจะมีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้นักลงทุนสามารถเปลี่ยนมือซื้อขายได้

 ด้วยช่องทางที่มากขึ้นและหลากหลายขึ้น ทำให้ “จิตติ ตั้งสิทธิภักดี” นายกสมาคมผู้ค้าทองคำ ยอมรับว่า ยอดขายทองคำแท่งลดลงถึง 30%

 “คือหลังจากนักลงทุนเริ่มมองทองคำเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน โดยเฉพาะหลังมีโกลด์ ฟิวเจอร์ส ร้านทองก็ต้องมีการปรับตัว เพราะตั้งแต่มีตลาดโกลด์ ฟิวเจอร์ส ทำให้ยอดขายทองคำแท่งลดลงถึง 30% นอกจากนี้หากมีกองทุนอีทีเอฟทองคำ และเทรดทองคำออนไลน์ จะยิ่งช่วยฉุดยอดขายจากทองคำแท่งลงไปอีก”

 “จิตติ” บอกด้วยว่า ปัจจุบันนักลงทุนมีการลงทุนในทองคำแท่งสัดส่วน 95% ส่วนอีก 5% ลงทุนในทองรูปพรรณ จากในอดีตที่จะลงทุนในทองรูปพรรณถึง 95% และลงทุนในทองคำแท่งเพียง 5% ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ทำให้เชื่อว่าอีก 3-5 ปีข้างหน้า ร้านทองจะลดลงเหลือ 200-300 แห่ง จากปัจจุบันที่มีอยู่ 6,000-7,000 แห่ง

 ขณะที่แนวโน้มราคาทองคำนั้น เขาประเมินว่า แม้ราคาทองคำจะสูงขึ้นทำสถิติใหม่ แต่บรรยากาศการซื้อขายทองในประเทศก็ไม่คึกคักมากนัก เพราะมีแต่คนขายมากกว่าคนซื้อ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า หากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าลงไปอีก ก็มีโอกาสที่ราคาทองคำในตลาดโลกจะขึ้นไปสูงถึงออนซ์ละ 1,112 ดอลลาร์สหรัฐได้

 “ใครรอซื้อทองที่บาทละ 1.3-1.4 หมื่นบาท ผมว่าไม่ได้เห็นแล้ว เต็มที่ก็คงลดลงมาให้ซื้อได้ที่บาทละ 1.45-1.5 หมื่นบาท ตอนนี้ถ้าอยากซื้อก็ซื้อไว้ได้”
 ส่วนจะซื้อด้วยช่องทางไหน รูปแบบใด ต้องขึ้นกับความถนัดล้วนๆ

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]