ข่าว

TDRI เสนอขยับขึ้นค่าแท็กซี่คิดตามระยะทาง เพิ่มค่ารถติด

TDRI เสนอขยับขึ้นค่าแท็กซี่คิดตามระยะทาง เพิ่มค่ารถติด

15 มิ.ย. 2561

TDRI เสนอขยับขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่คิดตามระยะทาง เพิ่มค่ารถติด ควบตัดแต้ม หวังยกระดับบริการโชเฟอร์

 

          16 มิ.ย. 61 - ปัญหาซ้ำซาก ที่หลายคนมักเจอกับสถานการณ์เรียกใช้บริการรถแท็กซี่ แล้วไม่ไป โดยมักจะอ้างเหตุผลต่างๆ เช่น รถติด ส่งรถไม่ทัน แก๊สไป พอ ไม่กดมิเตอร์ โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน หรือช่วงเย็น ใกล้เวลาส่งรถ จนบางครั้งผู้โดยสารต้องเรียกรถแท็กซี่มากกว่า 10 คัน กว่าจะเจอรถที่ตอบตกลง 

 

          อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีหลายฝ่ายเสนอแนวทางแก้ปัญหา ทั้งการปรับขึ้นราคามิเตอร์ การจัดทำค่าโดยสารเป็น 2 ราคาในโซนกรุงเทพฯชั้นใน และชั้นนอก จากเดิมใช้ราคาเดียวทั่วกรุงเทพฯ เนื่องจากพื้นที่ทั้ง 2 ส่วนมีปัญหาการจราจรติดขัดแตกต่างกัน ซึ่งเชื่อว่าวิธีการนี้จะแก้ปัญหาแท็กซี่ปฏิเสธไม่รับผู้โดยสารได้

 

          และล่าสุดนายสุเมธ องกิตติคุณ ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้นำเสนอการวิเคราะห์ปัญหาคุณภาพการบริการของรถแท็กซี่ ทั้งเรื่องสภาพรถ พฤติกรรมพนักงานขับรถ การปฏิเสธผู้โดยสาร และการเรียกเก็บค่าโดยสารสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด ว่ามีสาเหตุจากโครงการของตลาด การประกอบการ และราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนการประกอบการ พร้อมทั้งเสนอแนวทางการพัฒนาบริการรถแท็กซี่ ว่า การปรับค่าโดยสารต้องมาพร้อมกับคุณภาพบริการที่ดีขึ้น ซึ่งปัจจุบันผู้ขับขี่แท็กซี่มีรายได้ต่ำกว่าค่าแรง ขั้นต่ำ 200-300 บาท/วัน 

 

          ทั้งนี้ ตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อวันของผู้ขับแท็กซี่อยู่ที่ 1,400 บาท ขณะที่รายจ่ายสูงถึง 1,100 บาท ส่งผลให้คุณภาพบริการสะท้อนตามต้นทุนที่ถูกจำกัดกรอบไว้ ทีดีอาร์ไอ จึงมองว่าควรปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร 10% ให้เหมาะกับบริบทปัจจุบันและต้นทุนของผู้ขับขี่ ซึ่งควรมีรายได้เฉลี่ยต่อวันที่ 1,600-1,800 บาท หรือราว 400-500 บาทหลังหักต้นทุนแล้ว

 

          "สำหรับแนวทางปรับราคาค่าโดยสารใหม่ 10% ทางกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จะเป็นผู้พิจารณาแยกค่าใช้จ่าย 2 ส่วน คือ 1.ค่าโดยสารตามระยะเวลาการเดินทาง แทนการคิดค่าโดยสารกรณีรถหยุด หรือเคลื่อนที่ได้ไม่เกิน 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยคิดอัตราค่าโดยสารตามระยะเวลารวมการเดินทาง 50 สตางค์ต่อนาที จากเดิมที่คิดค่าโดยสารตามระยะทางและความเร็วของยานพาหนะที่ไม่เป็นไปตามจริงหากเกิดกรณีรถติด เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการจราจรที่ติดขัดในปัจจุบัน รวมถึงทบทวนการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารตามปัจจัยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และปรับปรุงอัตราการบรรทุกผู้โดยสารของบริการรถแท็กซี่ทั้งระบบทุก 2 ปี เพื่อพิจารณากำหนดค่าโดยสารที่สอดคล้องกับความต้องการใช้บริการที่เกิดขึ้นจริง" 

 

          หากเปรียบเทียบค่าโดยสารรถแท็กซี่ทั่วโลก พบว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในชาติที่ค่าโดยสารต่อ 5 กิโลเมตร ต่ำสุดในโลก อยู่ที่ 66.50 บาท ขณะที่ประเทศจีนอยู่ที่ 154 บาท แอฟริกาใต้ 220 บาท ญี่ปุ่น 255 บาท อังกฤษ 353 บาท และสหรัฐฯ 409 บาท และเมื่อเทียบกับเมืองหลักในอาเซียน พบว่า เมืองหลวงสิงคโปร์ค่าโดยสารสูงกว่า 146% กัวลาลัมเปอร์สูงกว่า 35% มะนิลาสูงกว่า 10.5% และฮ่องกงสูงกว่า 286% โดยสาเหตุมาจากประเทศไทยยังไม่มีการคำนวณค่าโดยสารในช่วงเวลาที่แตกต่างกันของวันและค่าธรรมเนียมนอกเหนือจากปกติ

 

          นายสุเมธ ยังบอกด้วยว่า การปรับขึ้นราคาต้องมาพร้อมกับการกำกับดูแลเข้มข้นขึ้น โดยจะเสนอให้ ขบ.ออกมาตรการตัดแต้มแท็กซี่จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน เช่น ตัด 3 แต้มเมื่อพูดจาหยาบคาย กิริยาไม่สุภาพ ตัด 5 แต้ม ทิ้งผู้โดยสารกลางทาง ตัด 6 แต้ม ปฏิเสธผู้โดยสาร และตัด 12 แต้ม ไม่กดมิเตอร์ หรือเหมาเที่ยว เป็นต้น ส่วนบทลงโทษ คือพักใบอนุญาตและเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ 


          ความเห็นดังกล่าวถือเป็นอีกแนวทางเพื่อแก้ปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร แต่จะได้รับการยอมรับจากสังคม และผู้ใช้บริการหรือไม่ คงต้องถามใจดู เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ สินค้าอุปโภค-บริโภค หลายรายการที่ต่างพร้อมใจพากันปรับราคาขึ้น ขณะที่รายรับยังคงเท่าเดิม.