
ก็ยังดีกว่า
พรรคประชาธิปัตย์ กำลังแสดงให้เห็นว่า ภาพที่ฉายให้เห็น บางครั้งไม่ใช่ภาพที่แท้จริง
สื่อทุกสื่อ รายงานตรงกันว่า บัญญัติ บรรทัดฐาน 1 ใน 4 ผู้อาวุโสพรรค ฟันธงฉับๆ ว่า ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นแนวทางที่แตกต่างจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค และ "ผู้จัดการใหญ่" อีกหนึ่งตำแหน่ง
ภาพที่ออกมาในก่อนหน้านี้ ไม่ว่า ผู้จัดการใหญ่ หรือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต่างก็แสดงให้เห็นว่า พร้อมที่จะรับฟังพรรคร่วมรัฐบาล และฝ่ายค้าน ที่ก่อนหน้านี้ พูดเสียงเดียวกับว่า ต้องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ไปศึกษาจนได้ความออกมาว่า น่าจะแก้ 6 ประเด็น
ภาพที่แสดงออกมาภายนอกนั้น ดูเหมือนว่า พรรคประชาธิปัตย์จะเออออห่อหมกกับพรรคร่วมรัฐบาลที่เจ็บแค้นกับเขตเลือกตั้งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ขยายพื้นที่ออกไปจนยากที่จะ "ยิง" ให้ได้ตรงเป้า แต่กลับเป็นผลดีกับพรรคการเมืองใหญ่ ที่พร้อมทั้งฐานเสียงและกระสุนมีมากกว่า
แต่ภายในพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะ "ผู้เฒ่า" ทั้ง 4 นั้นต่างเห็นพ้องต้องกันตั้งแต่แรกแล้วว่า การแตะต้องรัฐธรรมนูญจะนำมาซึ่งหายนะแก่รัฐบาล
นี่ไม่ใช่การศึกครั้งใหม่ระหว่าง "ทศวรรษใหม่" กับ "ผลัดใบ" ที่ใครๆ พยายามจะบอกว่าเป็นมหากาพย์ที่ยังไม่เห็นวันสิ้นสุด หากแต่เป็นเรื่องราวความจริงที่คนในประชาธิปัตย์รับรู้กันมานานแล้วว่า นี่คืออีก 1 เงื่อนไขที่เขย่าเสถียรภาพรัฐบาล
เมื่อพรรคร่วมเข้าเกียร์ 5 เดินเครื่องเต็มสูบ ก็ต้องให้ "ผู้อาวุโส" ที่มีน้ำหนักพอออกโรง
ไม่ใช่เรื่องที่จะให้ ผู้จัดการ หรือผู้นำรัฐบาลแสดงนำ ที่จะมีก็แต่จะแหลกกันไปข้าง !
ยิ่งผู้มีบารมีในพรรคร่วมรัฐบาลขอพบกันที่บ้านพักรับรองนายกฯ เมื่อวันก่อน ก็ยิ่งทำให้ ทั้งผู้จัดการรัฐบาล กับนายกฯ พลิกพลิ้วไปเป็นอย่างอื่นได้ยาก
ทั้งที่ความจริงแล้วต่างก็รู้ดีว่า การถือธงนำเป็นเจ้าภาพแก้รัฐธรรมนูญนั้นจะแปรมิตรเป็นศัตรู และจะนำมาซึ่งความขัดแย้งในบ้านเมืองอีกครั้ง
ไม่ใช่ว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 ศักดิ์สิทธิ์อะไรหรอก แต่เรื่องราวเนื้อหาที่จ้องจะแก้กันอยู่มันไม่ใช่เพื่อให้ชาวบ้านอยู่ดีกินดี แต่เพื่อนักเลือกตั้งทั้งหลายเสียมากกว่า
หนักหน่อยก็มีพวกที่อยากแก้เพื่อให้คนหนีคุกพ้นมลทินนั่นแหละ
ถึงแม้งานนี้ ไม่แก้แล้วประชาธิปัตย์ได้ประโยชน์ แต่ก็ดีกว่าให้แก้แล้วบ้านเมืองลุกเป็นไฟ



