ข่าว

อดกลับบ้าน   "ปู่คออี้" ได้แค่เพิ่มค่าเสียหาย

อดกลับบ้าน "ปู่คออี้" ได้แค่เพิ่มค่าเสียหาย

12 มิ.ย. 2561

อดกลับบ้าน "ปู่คออี้" เศร้า แม้ศาลปกครองสูงสุด ตัดสินให้กรมอุทยานจ่ายค่าเสียหายให้ "ปู่คออี้" พร้อมพวกคนละ 50,000 บาท

นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยานายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ หลานของปู่คออี้ ผู้เป็นแกนนำกระเหรี่ยงบ้านบางกลอยที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง เผยว่าเสียใจหลัง ศาลปกครองสูงสุด  มีคำพิพากษากรณี  ที่ นาย โคอิ หรือ ปู่คออี้ มีมิ ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน ผู้ฟ้องคดี กับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ฟ้องคดีจากการโดนนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นำเจ้าหน้าที่เผาบ้านเรือนและยุ้งฉาง รื้อทำลายทรัพย์สินของนายโคอิ และชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง บริเวณ ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ร่วม 100 หลัง ของ 20 ครอบครัว เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2555 

ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน สิทธิ เสรีภาพ โดยการดำเนินการเป็นไปตาม “ยุทธการตะนาวศรี” ที่เป็นปฏิบัติการผลักดันและจับกุมชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานตามแนวชายแดนไทย-พม่า ถือเป็นการกระทำที่ไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง สถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติและกฎหมายทะเบียนราษฎรของ อีกทั้งไม่ได้ตรวจสอบพื้นที่ทับซ้อนที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนดั้งเดิมให้ดีเสียก่อน

อดกลับบ้าน   "ปู่คออี้" ได้แค่เพิ่มค่าเสียหาย

    โดยวันนี้แม้ศาลจะแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ นายโคอิ หรือ ปู่คออี้ มีมิ กับชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงรวม 6 คน (ผู้ฟ้องคดีที่ 1-6) เป็นเงินโดยเฉลี่ยคนละประมาณ 50,000 บาท จากเดิมคนละ 10,000 บาท ก็ตาม   โดยนางสาวพิณนภา ระบุว่า เงินไม่ใช่สิ่งที่พวกตนต้องการ เพราะความปรารถนาเดิมของปู่คออี้คือการกลับไปอยู่ที่ใจแผ่นดิน หรือ บางกลอยบน ถิ่นเกิดของปู่คออี้ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ซึ่งเงินสินไหมไม่สามารถทดแทนได้ ทุกวันนี้ปู่คออี้ไม่มีความสุขที่อยู่บ้านบางกลอยล่าง เพราะเหมือนไปขอเขาอยู่อาศัย พร้อมวอนขอให้กรรมการสิทธิเร่งผลักดันให้รัฐบาลทำตามมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการฟื้นฟูชีวิตชาวกะเหรี่ยง 3 สิงหาคม 2553 ให้ช่วยรับรองสถานะเพื่อให้ปู่คออี้และชาวบ้านได้กลับไปอยู่พื้นที่เดิมอีกครั้ง

ทั้งนี้คำพิพากษาระบุว่า เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดในคดีนี้ ประกอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯ สามารถใช้ดุลพินิจไม่ใช้มาตรการที่มีความรุนแรงกระทำต่อสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้งหกได้แม้จะมีกฎหมายให้อำนาจไว้ก็ตาม การเผาทำลายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินจึงทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหกต้องสูญเสียปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ถือเป็นพฤติการณ์ที่มีความร้ายแรงกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิในการดำรงชีวิตและสิทธิในทรัพย์สินอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

    ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้กรมอุทยานฯ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นเงิน 51,407 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 2 เป็นเงิน 51,032 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 3 เป็นเงิน 51,407 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 4 เป็นเงิน 45,302 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 5 เป็นเงิน 50,807 บาท และผู้ฟ้องคดีที่ 6 เป็นเงิน 51,032 บาท หากผู้ฟ้องคดีรายใดได้รับค่าสินไหมทดแทนสำหรับสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินกรณีนี้ไปแล้วให้หักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษานี้ ทั้งนี้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น