
ดีเอสไอเด้งซี 8 ปล่อยข่าวจับ 3 เจ้าวัดดัง
ดีเอสไอเด้ง"พิสิฐชัย" เซ่นปูดจับพระ 3 วัดดัง สั่งสอบ จ่อแจ้งผิดพ.ร.บ.คอมฯ ลูกศิษย์วัดเทพศิรินทร์เชื่อเจ้าอาวาสไม่เกี่ยวเงินทอน วัดสระเกศฯ เจออีกทุจริตเงินทอน
จากกรณี นายพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร พนักงานสอบสวนชำนาญการพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับคดีเงินทอนวัด 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน โดยครั้งแรกโพสต์เมื่อเวลา 17.38 น. ระบุว่า “ข่าวเตรียมจับ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ วัดพิชัยญาตฯ อีกวัดคาดว่าวัดบวรฯ ครับ” จากนั้นเวลา 21.41 น.โพสต์ข้อความครั้งที่ 2 ว่า “ข่าวทำคดีเงินทอน เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ วัดพิชัยญาตฯ อีกวัดราชสิทธิครับ” จนทำให้เกิดความสับสนว่าวัดดังเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัดลอตที่ 4 หรือไม่ ต่อมาอธิบดีดีเอสไอได้สั่งการให้ผู้อำนวยการกองคดีภาษีอากร ซึ่งเป็นต้นสังกัดของนายพิสิฐชัย รายงานข้อเท็จจริง เนื่องจากคดีดังกล่าวดีเอสไอมิได้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง แม้จะเป็นการเขียนในเฟซบุ๊กส่วนตัว แต่นายพิสิฐชัย เป็นข้าราชการระดับสูงของดีเอสไอ อาจทำให้สังคมสับสนและเกิดความเสียหายต่อผู้เกี่ยวข้องได้ ล่าสุด ดีเอสไอให้นายพิสิฐชัยพ้นหน้าที่ เพื่อเปิดทางกองคดีภาษีอากรสอบข้อเท็จจริง
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกดีเอสไอ เปิดเผยว่า ในวันนี้ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) มีคำสั่งให้นายพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร พนักงานสอบสวนชำนาญการพิเศษ พ้นหน้าที่จากกองคดีภาษีอากร ไปปฏิบัติหน้าที่สำนักงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ โดยให้มีผลทันที ซึ่งสาเหตุที่ต้องมีคำสั่งย้ายทันที เนื่องจากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่นายพิสิฐชัย ถือเป็นข้าราชการระดับสูง การโพสต์ข้อความเนื้อหาเกี่ยวกับคดี ซึ่งไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอ และนายพิสิฐชัยไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ทำให้มีผลกระทบต่อหน่วยงานจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม ดีเอสไอในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องดำเนินการในทันที ส่วนที่ผ่านมานายพิสิฐชัยมีพฤติการณ์ส่วนตัวเป็นอย่างไร ตนไม่ทราบเพราะไม่ได้สนิทสนมเป็นการส่วนตัว ขอให้เป็นหน้าที่ของกองภาษีฯ ในการตรวจสอบ
พ.ต.ต.วรณัน กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งให้กองภาษีอากรเชิญผู้แทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) และกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาให้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาว่าเป็นความผิดทางวินัยหรือทางอาญาหรือไม่ ซึ่งจะต้องตรวจสอบทุกประเด็นทั้งความสัมพันธ์ของผู้โพสต์และเจ้าอาวาสวัดด้วย รวมถึงจะต้องดูว่าจะเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ด้วยหรือไม่ โดยให้รายงานต่อ พ.ต.อ.ไพสิฐทราบโดยเร็ว ส่วนบทลงโทษจะเป็นอย่างไรต้องรอผลสอบเสร็จก่อน
รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากอธิบดีดีเอสไอมีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว กองภาษีอากรได้เรียกนายพิสิฐชัยไปสอบถามแล้ว เบื้องต้นได้ชี้แจงว่าเนื้อหาที่โพสต์อ่านมาจากข่าวที่เผยแพร่ของสื่อมวลชน
ก่อนหน้านี้นายพิสิฐชัยได้โพสต์แก้ไขในเฟซบุ๊กว่า “ตามที่ข้าพเจ้าได้โพสต์เกี่ยวกับการดำเนินการวัดใหญ่ในกรุงเทพฯ 4 วัด โดยข้าพเจ้าติดตามข่าวจากสื่อสารมวลชนต่างๆ แล้วเข้าใจผิดคลาดเคลื่อน จึงขอแก้ไขข่าวว่า ไม่มีการดำเนินการตามที่โพสต์แต่อย่างใด วัดที่โพสต์ไปมีวัดปากน้ำ วัดพิชัยญาตฯ วัดบวรฯ วัดราชสิทธิฯ จึงขออภัยมา ณ โอกาสนี้”
พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวนั้นไม่ได้มาจากสำนวนคดีของ ปปป. และไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ดีเอสไอคนดังกล่าวนำข้อมูลมาจากที่ใด แต่ในเบื้องต้น ปปป.ไม่จำเป็นต้องเรียกเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมาสอบสวนเพราะไม่มีบุคคลใดร้องทุกข์หรือแจ้งความเอาผิดกับกรณีที่มีการโพสต์ในลักษณะนี้ ขณะที่การสอบสวนขยายผลคดีเงินทอนวัดลอต 4 ขณะนี้เจ้าหน้าที่ ปปป. กำลังรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ กับวัดที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ซึ่งยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ เนื่องจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. ยังไม่เข้ามาแจ้งความร้องทุกข์เอาผิดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปปป.
ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า ได้สอบถามโดยตรงกับนายพิสิฐชัยแล้วว่าเอาข้อมูลที่โพสต์มาจากไหน นายพิสิฐชัยบอกว่า เป็นผู้โพสต์ เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง โดยได้ยินตำรวจปปป.ให้สัมภาษณ์แก่สื่อ และเป็นการคาดการณ์อนุมาน คิดว่าน่าจะเป็นวัดที่มีรายชื่อดังกล่าว จึงได้เขียนออกไป ไม่ใช่ได้มาจากการร่วมประชุมทีมหรือการสอบสวนแต่อย่างใด อีกเหตุผลที่นายพิสิฐชัยบอกก็คือ ต้องการให้พระพุทธศาสนาดีขึ้น
พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวต่อว่า จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ที่รู้จักนายพิสิฐชัย ทำให้ทราบว่านายพิสิฐชัยเคยบวชเรียน และเคยเป็นเจ้าอาวาสวัดมาก่อนที่จะมารับราชการ ซึ่งในช่วงที่ดีเอสไอทำคดีธรรมกาย ก็ได้มอบหมายให้นายพิสิฐชัยช่วยติดต่อประสานงานกับพระ เพราะมีความรู้จักคุ้นเคยกับวัดและ พศ.
รายงานข่าวแจ้งว่า ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนได้เชิญนายพิสิฐชัยไปสอบปากคำถึงกรณีดังกล่าวในสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ไม่ใช่กองปราบปราม เบื้องต้นจากการพูดคุยนายพิสิฐชัยให้ความร่วมมืออย่างดี โดยรับสารภาพว่าเป็นการโพสต์ข้อความดังกล่าวด้วยตัวเองจริง เพราะต้องการให้สื่อมวลชนและประชาชนรับทราบ นอกจากนี้ นายพิสิฐชัยยังอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์ส่วนตัวทั้งหมด ซึ่งพบว่าก่อนหน้านี้นายพิสิฐชัยได้เคยโพสต์ข้อความเกี่ยวกับการจับกุมคดีเงินทอนวัดลอต 3 ด้วย ซึ่งขณะนี้ต้องรอให้มีผู้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายพิสิฐชัยก่อน จึงจะสามารถแจ้งข้อหาแก่นายพิสิฐชัยได้
มีรายงานอีกว่า ดีเอสไอจะเป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ในกรณีดังกล่าวเอง เนื่องจากเป็นการตรวจพบมูลฐานการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของตนเอง และในวันพรุ่งนี้(12 มิ.ย.) จะนำตัวนายพิสิฐชัยมารับทราบข้อกล่าวหาที่กองปราบปราม ในข้อหาความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
จากกรณีมีกระแสข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เตรียมเข้าตรวจค้นวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัดด้วยนั้น เมื่อเวลา 12.30 น.วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศวัดเทพศิรินทราวาส เป็นไปด้วยความเงียบสงบ ไม่พบเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจค้นภายในวัดแต่อย่างใด มีเพียงบรรดาสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว โดยมีนายอำนวย ศรีตระกูลชัย พร้อมคณะลูกศิษย์วัด รอต้อนรับ พร้อมทั้งนำสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมสถานที่ศึกษาพระปริยัติธรรมภายในวัดดังกล่าว ซึ่งเป็นอาคารสูง 4 ชั้น ที่สร้างในช่วงปี 2556-2557 โดยแบ่งเป็น 2 อาคาร ใช้เป็นสถานที่ทำการเรียนการสอนมาจนถึงปัจจุบัน
ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับเงิน 10 ล้านบาท ที่วัดเทพศิรินทร์ได้รับอุดหนุนจาก พศ. ลูกศิษย์วัดตอบว่า เจ้าอาวาสไม่สะดวกที่จะให้สัมภาษณ์ ต้องไปสอบถามพระเทพโมลี ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เพราะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องเอกสารทุกอย่าง ซึ่งจะให้ข้อมูลทุกอย่างที่ชัดเจนได้ แต่ขณะนี้ท่านไม่อยู่ที่วัด เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่ประเทศอังกฤษ มีกำหนดเดินทางกลับในสัปดาห์หน้า หากพระเทพโมลีต้องการชี้แจงหรือให้ข้อมูล จะประสานสื่อมวลชนอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางวัดพร้อมที่จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นหรือไม่ นายอำนวยกล่าวว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามาตรวจค้น ก็จะขอเอกสารการขอเข้าตรวจค้นก่อน อย่างไรก็ตาม พร้อมที่จะให้ตรวจค้น เพราะไม่มีอะไรปิดบัง และเชื่อมั่นในความดีของสมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร อย่างไรก็ตาม ขอให้สื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดเสียก่อน
“รู้สึกตกใจกับกระแสข่าวที่ออกมาว่าตำรวจจะเข้าตรวจค้นวัด ทั้งพระและลูกศิษย์ต่างพากันขวัญเสีย ทางเจ้าอาวาสได้บอกให้นิ่งและเงียบไว้ ไม่ต้องตอบโต้ เนื่องจากทางวัดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินทอนวัด แต่ถ้าหากมาจริงก็ต้องขอดูหมายศาลก่อน เอกสารต่างๆ ได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว ส่วนความกังวลใจไม่มี ยังคงศรัทธาและเชื่อมั่นในความดีของเจ้าอาวาส และรู้สึกสบายใจที่ได้เข้ามาเป็นลูกศิษย์วัด เพราะวัดนี้เคร่งครัดในพระธรรมวินัย” นายอำนวยกล่าว
นายอำนวยกล่าวด้วยว่า ฝากถึงสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป ว่าไม่อยากให้มองวัดเทพศิรินทราวาสในแง่ลบ เนื่องจากยังไม่ได้มาสัมผัสกับความจริง ซึ่งตั้งแต่มีกระแสออกมา ทางวัดยังเป็นไปตามปกติ ไม่มีการเพิ่มความเข้มงวดการเข้า-ออก และอยากฝากถึง พศ.ที่ออกมาเปิดเผยว่าจะค้นวัดเทพศิรินทราวาสนั้น ว่าหากไม่เป็นความจริง ทาง พศ.จะต้องเป็นคนออกมารับผิดชอบ ไม่ใช่ให้ทางวัดเทพศิรินทราวาสออกมาชี้แจง เนื่องจากเรื่องเกิดขึ้นจาก พศ.
ขณะที่ ลูกศิษย์อีกรายหนึ่ง กล่าวว่า หลังจากที่เข้ามาเป็นลูกศิษย์ตั้งแต่ปี 2557 ก็พบว่า อาคารที่เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม จำนวน 3 อาคาร คืออาคารเขียวหน้าโบสถ์ และอาคารเขียวหลังโบสถ์ อยู่ระหว่างบูรณปฏิสังขรณ์ ส่วนอีกหนึ่งอาคารคือ อาคารใหม่ 3 ชั้น อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งทั้ง 3 อาคาร ใช้เป็นที่ดำเนินกิจกรรมของสงฆ์ ใช้เป็นที่เรียน และที่จำวัด สำหรับอาคารใหม่ 3 ชั้น ใช้งบการก่อสร้าง 40-50 ล้านบาท ส่วนงบประมาณจะมาจากที่ใด ใครเป็นผู้ดูแล ตนเองไม่ทราบข้อมูล
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลจากกองปราบปราม มีรายงานข่าว ว่า ขณะนี้วัดเทพศิรินทร์ยังไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อของการเข้าตรวจค้นคดีทุจริตเงินทอนวัดของกองปราบปรามตามที่มีกระแสข่าวแต่อย่างใด
รายงานข่าวจาก พศ. แจ้งว่า วัดเทพศิรินทราวาส เป็นวัดที่ได้รับงบประมาณอุดหนุนสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม เมื่อปี 2556 จำนวน 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบเดียวกับที่วัดสามพระยาวรวิหาร และวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ที่มีการตรวจสอบไปก่อนหน้านี้
สำหรับความคืบหน้าของสำนวนการสอบสวนในคดีเงินทอนวัด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว ทั้งสำนวนของวัดสามพระยาวรวิหารและวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร แต่ในส่วนของวัดสระเกศวรมหาวิหาร ที่มีรายละเอียดค่อนข้างมากและต้องสอบปากคำพยานอีกอย่างน้อย 20 ปาก ซึ่งขณะนี้พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกไปแล้วอาจต้องใช้เวลาอีกสักพัก
สำหรับวัดสระเกศทางพนักงานสอบสวนมุ่งเน้นการสอบสวนไปที่การทุจริตเบิกจ่ายเงินจำนวน 2 โครงการหลักเป็นเงินรวม 62.5 ล้านบาท ที่ได้เขียนโครงการไปขอรับเงินสนับสนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเมื่อปี 2558 และ 2559 ต่อเนื่องกัน โดยระบุว่าจะนำไปใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในวัดสาขารวม 13 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัดในภาคอีสาน แต่จากการตรวจสอบของพนักงานสอบสวนพบว่ามีวัดที่ได้รับเงินอุดหนุนจากวัดสระเกศฯ เพียง 3 วัด ประกอบด้วยวัดดังใน จ.ราชบุรี จ.อุบลราชธานี จ.เชียงใหม่ และสถานศึกษาทางด้านสงฆ์ใน จ.ขอนแก่น อีก 1 แห่งเท่านั้น ทั้งนี้แต่ละแห่งได้รับเงินอุดหนุนไปแห่งละ 2 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 8 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกกว่า 50 ล้านบาท จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่าไม่ได้ถูกนำแจกจ่ายให้วัดสาขาอีก 9 วัด ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการขยายผลและสอบพยานเพิ่มเติม โดยคาดว่าจะสรุปสำนวนได้ภายในต้นเดือนหน้านี้



