
จ่อแจ้งข้อหา"ชิงทรัพย์"มือฆ่าหั่นศพ
สอบปากคำ"น้องมินท์"ไขปริศนาคดีหั่นศพน้องโช-แม่ แพทย์ เผย แม้อาการดีขึ้น แต่ต้องหาทางเยียวยาระยะยาว เผย ติดตามข่าวสารของคดีตลอด ด้านตำรวจเตรียมตั้งข้อหา "ชิงทรัพย์" เพิ่ม
(16ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าคดียิงนางสุนันท์ ศรีสุวรรณ อายุ 38 ปี และฆ่าหั่นศพ ด.ช.โช มาคิโน บุตรชาย ซึ่งนายศิริพงษ์ กาญจนนิวิฐ อายุ 40 ปี อาชีพขับแท็กซี่ ได้เข้ามอบตัวสารภาพเป็นผู้ยิงทั้งสองคนเสียชีวิตในแท็กซี่ หลังไปรับจากสนามบินสุวรรณภูมิ และยังมีผู้บาดเจ็บอีก 1 คน คือง ด.ญ.พิชญา จงงามวิลัย หรือน้องมินท์ อายุ 13 ปี บุตรสาวคนโตของนางสุนันท์ รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า โดยตำรวจตั้งข้อหานายศิริพงษ์ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, พยามยามฆ่าผู้อื่น, พ.ร.บ.อาวุธปืน และซ่อนเร้นทำลายศพเพื่อปิดบังการตาย ขณะนี้กุญแจสำคัญว่าจะตั้งข้อหาอื่นเพิ่มได้อีกหรือไม่ คือการให้ปากคำของน้องมินท์ ซึ่งแพทย์ระบุว่าอาการดีขึ้นมากแล้ว
ที่หอผู้ป่วยใน ชั้น 7 โรงพยาบาลพระรามเก้า นพ.ไพรัช เจาฑะเกษกริน ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูก พร้อมด้วย นพ.วิทยา วันเพ็ญ จิตแพทย์โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยความคืบหน้าอาการของน้องมินท์ โดยนพ.ไพรัช กล่าวหลังตรวจอาการช่วงเช้าว่า โดยรวมนับว่าน้องมินท์มีอาการดีขึ้นตามลำดับ ไม่มีอะไรน่าวิตกเกี่ยวกับแผลการผ่าตัด มีเพียงแผลบริเวณศอกซ้ายที่กระดูกแตก ซึ่งต้องทำกายภาพบำบัดอีกระยะ
ด้าน นพ.วิทยา กล่าวว่า ขณะนี้นับว่าน้องมินท์มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นมากหากเทียบกับวันแรกที่เข้ามารักษา โดยขั้นตอนการเยียวยาสภาพจิต ทางโรงพยาบาลใช้วิธีสร้างสัมพันธภาพ พยายามให้น้องมินท์ได้รับความผ่อนคลายมากที่สุด ให้น้องมินท์ได้พูดคุยกับแพทย์และพยาบาล โดยเลี่ยงที่จะพูดถึงเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนด้านจิตใจ
"ส่วนใหญ่จะให้น้องมินท์เล่าให้ฟังถึงเรื่องเพื่อนและการใช้ชีวิตที่ประเทศญี่ปุ่น หรือเล่นเกมกัน เพื่อประเมินสภาพจิต ซึ่งขณะนี้น้องมินท์สามารถพูดคุยหยอกล้อกับแพทย์และพยาบาลที่ดูแลได้ ไม่มีอาการตื่นกลัวหรือตกใจ สามารถนอนหลับพักผ่อนและรับประทานอาหารได้ดีขึ้นมาก" นพ.วิทยา กล่าว
นพ.วิทยา กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาน้องมินท์ติดตามข่าวสารเรื่องของคดีผ่านทางโทรทัศน์ หรือตามสื่อต่างๆ ซึ่งก็เมื่อเห็นบางประเด็นของข่าวที่นำเสนอไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่น้องมินท์ทราบก็จะมีการพูดคุยและโต้แย้ง แต่ไม่ได้ใช้อารมณ์ จะใช้เหตุผลพยายามอธิบายให้แพทย์หรือพยาบาลที่ดูแลฟัง ซึ่งตรงนี้แสดงให้เห็นถึงสัญญาณที่ดีในด้านความพร้อมของสภาพจิตใจในการให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงเหตุร้ายที่ผ่านมา
"อย่างไรก็ตาม ทางโรงพยาบาลก็พยายามที่จะไม่ให้น้องมินท์ติดตามเรื่องของตัวเองผ่านสื่อมากนัก เนื่องจากเกรงว่าในบางกรณีของผู้ป่วยที่เคยผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงมา อาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิต ทำให้เกิดอาการโรคซึมเศร้า วิตกกังวลอย่างรุนแรง และอาจถึงขั้นทำร้ายตัวเอง ซึ่งตรงนี้แพทย์ผู้ให้การรักษาต้องระวัง เพราะจะส่งผลถึงความปลอดภัยของเด็กผู้เสียหายด้วย" นพ.วิทยา กล่าว
จิตแพทย์เจ้าของไข้ กล่าวด้วยว่า หลังการเยียวยาสภาพจิตเบื้องต้นของน้องมินท์แล้ว ต่อไปก็ต้องพยายามหาทางให้คนใกล้ชิดหรือคนที่เด็กไว้ใจมาช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจของน้องอีกทางหนึ่งด้วย แต่ถ้านับการประเมินสภาพจิตใจของน้องตอนนี้ก็นับว่ามีดีขึ้นกว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์แล้ว ขณะเดียวกันทางโรงพยาบาลก็มีการประสานงานกับสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น ของกรมสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สถาบันช่วยรับช่วงต่อในการเยียวยาน้องมินท์ในระยะต่อไป
นพ.วิทยา กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะต้องมีการหารือกันกับทุกฝ่ายอีกครั้งในเรื่องการเยียวยาสภาพจิตใจของน้องมินท์ในระยะยาว ซึ่งการสอบปากคำที่จะมีขึ้นในตอนบ่ายวันที่ 16 ตุลาคม ถ้าพบว่าทำให้น้องมินท์เกิดอาการเครียดหรือภาวะจิตใจย่ำแย่อีกก็ต้องพิจารณายกเลิก



