
สอบเพิ่ม 20 รายพันเงินทอนวัดสระเกศ
สั่งตม.ล็อกทันทีที่เข้าประเทศ 5 ผู้ต้องหาช่วย "อดีตพระพรหมเมธี" หลบหนี จ่อเรียกสอบอีก 20 ปากพันเงินทอนวัดสระเกศ เร่งสรุปสำนวน 3 วัดต้นเดือนหน้านี้
กรณีการติดตามจับกุมอดีตพระพรหมเมธี หรือเจ้าคุณจำนงค์ เอี่ยมอินทรา อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ผู้ต้องหาคดีเงินทอนวัดซึ่งหลบหนีไปเยอรมนี โดยได้มีการออกหมายจับผู้ต้องหา 5 คนที่ช่วยเหลือพาหนี ประกอบด้วย นางศศิร์อร เจียมวิจิตรกุล อายุ 54 ปี สีกาคนสนิท นายพีรวิช ศรีศรัทธา อายุ 28 ปี ส่วนอีก 3 คน เป็นชาวลาว คือ นางจันทนา หรือจันตนา รัตนวงศ์ และลูกสาว-ลูกชายของนางจันทนา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน มีรายงานจากชุดสืบสวน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการติดตามตัว 5 ผู้ต้องหาว่า ชุดสืบสวนของตำรวจภูธรจังหวัดนครพนมได้จัดกำลังออกติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยมีชุดสืบสวนของตำรวจกองปราบปรามให้การสนับสนุน ซึ่งกรณีนางศศิร์อร หรือสีกาจุ๋ม ที่เดินทางออกไปยังประเทศอังกฤษก่อนจะถูกออกหมายจับนั้น ชุดสืบสวนได้ประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) ให้นำหมายจับใส่เข้าไปในระบบตรวจคนเข้าเมืองแล้ว หากเดินทางกลับเข้ามาก็จะจับกุมทันที ขณะที่ 3 ผู้ต้องหาชาวลาว ทาง สตม.ได้นำหมายจับใส่เข้าระบบและขึ้นบัญชีเป็นบุคคลเฝ้าระวังแล้ว หากเดินทางเข้ามาในประเทศไทยก็จะถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกัน ส่วนผู้ต้องหาอีกคนคือ นายพีรวิช คนขับรถของอดีตพระพรหมเมธี ยังคงหลบหนีและยังไม่มีรายงานว่าเดินทางออกนอกประเทศแต่อย่างใด
“แม้ยังไม่สามารถจับกุมตัวอดีตพระพรหมเมธีมาดำเนินคดีได้ก็ไม่กระทบต่อสำนวนคดี เพราะสามารถสรุปสำนวนส่งให้อัยการพิจารณาไปก่อนได้ และหากจับกุมตัวได้ภายหลังก็ดำเนินการส่งอัยการตามขั้นตอนต่อไปได้” แหล่งข่าวกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า ตามที่มีข่าวกรณี นางศศิร์อร เจียมวิจิตรกุล ถูกกล่าวหากรณีพาพระพรหมเมธีหนีนั้น ข้าพเจ้านายศุภชัย ใจสมุทร รองประธานกรรมการบริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) ขอชี้แจงว่า บริษัทเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นางศศิร์อร เจียมวิจิตรกุล เป็นเพียงนักลงทุนผู้ถือหุ้นในบริษัทเท่านั้น ส่วนที่มีข่าวว่าบริษัททำธุรกิจเกี่ยวกับเหมืองแร่ในประเทศลาวและยังเป็นบริษัทแม่ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ทำกิจการเหมืองแร่ทองคำใน อ.วังสะพุง จ.เลย นั้น ขอเรียนชี้แจงว่า บริษัทไม่ได้ทำกิจการเหมืองแร่ใน สปป.ลาว และไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นบริษัทแม่ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด โดยขายหุ้นไปจนหมดสิ้นตั้งแต่ปี 2559
มีรายงานว่า นางศศิร์อร หรือสีกาจุ๋ม ได้เดินทางไปประเทศอังกฤษตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน โดยบินไปสนามบินฮีทโธรว์ กรุงลอนดอน เที่ยวบินที่ BR 67 สายการบินอีวีเอแอร์ ก่อนมีการออกหมายจับเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ดังกล่าว
ด้าน พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (รอง ผบช.สตม.) และโฆษก สตม. เปิดเผยว่า ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 2 นาย ที่ประจำด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ 4 ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 นครพนม-คำม่วง ไม่ได้เป็นผู้นำอดีตพระพรหมเมธีหลบหนีออกนอกประเทศแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามยังคงต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนนายตำรวจทั้ง 2 นายว่าเกี่ยวข้องกับการหลบหนีหรือไม่ ยืนยันว่าตำรวจไม่ได้พาหนีแต่ก็ต้องสอบว่าเข้าไปเกี่ยวในส่วนไหนหรือไม่ และหากว่ามีตำรวจตม.นายใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลืออดีตพระพรหมเมธีและพวกหลบหนี ก็ต้องถูกเอาผิดทั้งวินัยและอาญาแน่นอน
แหล่งข่าวจากชุดสืบสวนเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมในส่วนของวัดสระเกศวรมหาวิหารและได้ยึดเอกสารจำนวนมาก เมื่อตรวจสอบดูแล้วกำลังพิจารณาเรียกพยานบุคคลมาสอบปากคำอีกอย่างน้อย 20 ปาก ส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่ได้รับเงินที่โอนมาจากบัญชีของวัดและบัญชีส่วนตัวของอดีตพระพรหมสิทธิ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ซึ่งคำให้การจะเป็นหลักฐานสำคัญดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหา และหากพบว่าพยานที่เรียกมาสอบนั้นรู้เห็นก็อาจจะถูกพิจารณาดำเนินคดีด้วย โดยในส่วนของวัดสระเกศถือว่าเป็นผู้ต้องหากลุ่มใหญ่ที่สุดและมีเส้นทางการเงินที่ซับซ้อนกว่าวัดสามพระยาวรวิหารและวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร จึงอาจจะต้องใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานมากกว่าวัดอื่น ซึ่งคาดว่าสำนวนสอบสวนทั้ง 3 วัดจะสรุปได้ราวต้นเดือนกรกฎาคมนี้
มีรายงานถึงการตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัด ลอตที่ 4 ในปีงบประมาณ 2554-2559 พบมีวัดใน จ.พิจิตร จำนวน 3 แห่ง ประกอบด้วย วัดต้นชุมแสง วัดหนองเต่า วัดธงไทยยาราม ที่พบพฤติกรรมการโอนเงินงบบูรณปฏิสังขรณ์วัดละ 2 ล้านบาท และมีการถอนคืน 2 ล้านไปยังบุคคลอื่น และยังพบการทุจริตเพิ่มเติมประมาณ 30 วัด เป็นวัดในพื้นที่ภาคเหนือ 15 วัด และภาคกลาง 15 วัด หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีต่อไป



