
"บิ๊กตู่"ยิ้มออก-ชาวนาให้กำลังใจสู้ๆ
นายกฯ นำครม.สัญจรพิจิตร-นครสวรรค์ 11-12 มิ.ย. นั่งรถไฟตรวจโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ลพบุรี-ปากน้ำโพ องค์กรชาวนาบุกทำเนียบให้กำลังใจสู้ๆ ทำ "บิ๊กตู่"ยิ้มได้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) พร้อมคณะรัฐมนตรี จะเดินทางไปตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 ได้แก่ จ.นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร และอุทัยธานี รวมถึงประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 4/2561 ที่ จ.นครสวรรค์ ระหว่างวันที่ 11-12 มิถุนายนนี้
วันที่ 8 มิถุนายน พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 เป็นกลุ่มจังหวัดที่มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะต่อการทำการเกษตร เป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญลำดับต้นของประเทศ มีผลผลิตที่หลากหลายในรูปแบบของพืชอาหาร และพืชพลังงาน โดยมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เป็นศูนย์กลางทางคมนาคมทั้งทางบก ทางน้ำ และระบบราง สามารถเชื่อมโยงไปยังพื้นที่ภาคต่างๆ ของประเทศ รวมถึงมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงหลากหลาย
สำหรับการตรวจราชการของนายกฯ ในครั้งนี้ ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค และการรักษาระบบนิเวศ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์ การพัฒนาปัจจัยการผลิตเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร การพัฒนาการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการอนุรักษ์และพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาวัฒนธรรม โดยวันที่ 11 มิถุนายน นายกฯ พร้อมคณะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยเครื่องบินซี-130 ของกองทัพอากาศ จากนั้นไปนมัสการองค์หลวงพ่อเพชร ณ วัดท่าหลวง พระอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิจิตร และพบปะประชาชนชาวพิจิตร ณ บึงสีไฟ พร้อมเยี่ยมชมกิจกรรมการพัฒนาพิจิตรจังหวัดคุณธรรม และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวบึงสีไฟ
ตรวจเยี่ยมฟื้นฟูแม่น้ำ-รถไฟทางคู่
ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า จากนั้นนายกฯตรวจเยี่ยมโครงการฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร เพื่อการระบายน้ำและกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตร ที่ประตูระบายน้ำดงเศรษฐี แม่น้ำพิจิตร ขณะที่ช่วงบ่ายจะออกเดินทางโดยรถไฟขบวนพิเศษจากสถานีรถไฟชุมแสง ไปยังสถานีรถไฟนครสวรรค์ เพื่อตรวจโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ (ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ) และตรวจสภาพการพัฒนาบึงบอระเพ็ด ก่อนพบปะชาวนครสวรรค์และผู้นำท้องถิ่นของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 และเยี่ยมชมนิทรรศการ บึงบอระเพ็ด ที่หอประชุมอาคารอเนกประสงค์สัมมนา
พร้อมกันนี้ นายกฯ จะเป็นประธานสักขีพยานมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัย ในพื้นที่เป้าหมายการจัดที่ดินทำกิน พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าปลายห้วยกระเสียว ป่าห้วยทับเสลา และป่าห้วยคอกควาย และเป็นพยานมอบเงินกู้ตามโครงการยุ้งฉางของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หลังจากนั้นเยี่ยมชมตลาดประชารัฐ และตลาดวัฒนธรรมเมืองสี่แคว ณ ตลาดต้นแม่น้ำเจ้าพระยา
พ.อ.อธิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 12 มิถุนายน เวลา 08.30 น. นายกฯ เป็นประธานการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 จากนั้นเป็นประธานการประชุม ครม.สัญจร ครั้งที่ 4/2561 ที่ห้องประชุมพระบาง ชั้น 4 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ และในช่วงบ่ายจะไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา ชุมชนบ้านแก่ง เยี่ยมชมบริษัทเมล็ดพันธุ์ข้าว ณ บริษัท กล้าแกร่ง จำกัด พร้อมเยี่ยมชมแปลงนาการผลิตพันธุ์ข้าว กิจกรรมการสาธิตกระบวนการเกี่ยวกับข้าว การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพครบวงจร (Bio Hub) และการวิจัยเกี่ยวกับข้าว ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ช่วงเย็นวันเดียวกัน
องค์กรชาวนาออกโรงหนุน“บิ๊กตู่”
ที่ทำเนียบรัฐบาล วันเดียวกัน นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ นำคณะผู้นำชาวนา องค์กรชาวนา ที่ได้รับรางวัลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นด้านข้าว ประจำปี 2561 และตัวแทนชาวนารุ่นใหม่ เข้าเยี่ยมคารวะและรับฟังนโยบายด้านข้าวจาก พล.อ.ประยุทธ์ เนื่องในโอกาสวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ โดยคณะผู้นำชาวนาได้สวมเสื้อคอปกสีฟ้าสกรีนข้อความบริเวณหน้าอกขวาว่า ชีวิตนี้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ พร้อมข้อความระบุว่า “สนับสนุนลุงตู่” และอักษรย่อภาษาอังกฤษ FOS บริเวณอกด้านซ้าย พร้อมสกรีนข้อความด้านหลังระบุ “กองหนุนลุงตู่ By FOS”
นายพูลพัชร พูลเจริญ ที่ปรึกษาสมาคมชาวนาข้าวไทย กล่าวว่า นายกฯ ให้โอกาสพวกเรามีทั้งแหล่งทุนทุกอย่าง ประเด็นที่พวกเรารักนายกฯไม่ใช่จะเพิ่งรัก แต่รักมาตั้งแต่ปี 2546 โดยชาวนาได้ไปทำข้าวที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ กองพันทหารเสือ ปีนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานเลี้ยงทุกคน คนที่มาเข้าเฝ้าฯ ใส่ชุดราตรีสโมสรทั้งหมด มีพันเอกพิเศษท่านเดียวที่ลาดตระเวนตลอดพระที่นั่ง ไม่ได้กินอะไรตลอดเวลา เขาชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งตอนนั้นเป็นรองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 21 เราประทับใจคนผู้นี้มาก
“เวลาชาวนามีปัญหาก็ให้โอกาสเรา สนับสนุนแหล่งเงินทุน ชาวนาสามารถเข้าถึงได้ เราจึงรวมตัวกัน 5 สมาคมเป็นหนึ่งเดียว เป็นชาวนาประชารัฐ ในเมื่อเรารักเราก็ต้องแสดงออก ปี 2554 มีการให้แหนบ ท่านบอกกับทุกคนว่าใครที่มาเสียเงิน 700 บาท ให้ไปรับคืนที่กรมทหารราบที่ 21 พล.อ.ประยุทธ์ไม่เอาใจใคร ปากกับใจตรงกัน จึงเป็นที่มาของการสนับสนุน และตัวย่อ FOS ก็หมายถึง Friend of Somkid ที่จัดหาแหล่งเงินทุนให้เราในรูปแบบประชารัฐ พวกเรามีกันทั่วประเทศ” นายพูลพัชรกล่าว
ซัดจำนำข้าวต้องไม่เป็นภาระชาติ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวมอบนโยบายด้านข้าวตอนหนึ่งว่า ได้ฟังคำกล่าวปฏิญาณจากชาวนาแล้วทำให้รู้สึกว่าเรามีโอกาสที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนดีขึ้น และประเทศชาติจะมีความมั่นคงขึ้นด้านอาหาร ทั้งนี้อยากให้ชาวนาศึกษารายละเอียดหนังสือเกี่ยวกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งชาวนาเป็นกำลังสำคัญของประเทศผลิตข้าวเลี้ยงคนไทยทั้งประเทศมาอย่างยาวนาน ถือเป็นกระดูกสันหลังของชาติ แต่ต้องตั้งให้ตรง ไม่อยากเห็นกระดูกสันหลังชาติหลังงอก้มหน้าก้มตาไปตลอด เราจึงต้องแก้ปัญหาให้ทุกกลุ่ม อย่างไรก็ตามวานนี้(7 มิ.ย) ได้แถลงชี้แจงงบประมาณไปแล้ว ซึ่งมีการแบ่งแยกชัดเจนว่างบลงไปแต่ละภาคเท่าไหร่ ต้องลงไปสู่ทุกกลุ่มอาชีพให้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน
ขณะเดียวกัน วันนี้หลายอย่างดีขึ้น ตัวเลขดีขึ้น แต่รัฐบาลไม่ได้มองตัวเลขอย่างเดียว ต้องแก้ปัญหาภายใน จึงพยายามคิดทุกอย่างทุกวัน อยากให้เกษตรกรเรียนรู้ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมากกว่าปลูกข้าวอย่างเดียว ข้าวต่างประเทศมีการพัฒนาพันธุ์คล้ายกับเรา และหลายประเทศปลูกเหมือนกันหมด ถือเป็นสิ่งที่เป็นอันตราย เพราะปลูกมากราคาน้อยลง แต่หน้าที่ของรัฐบาลต้องยกระดับชีวิตชาวนาไทย จึงมีหลายโครงการออกไป เช่น การแก้ปัญหาข้าวราคาตก แต่ขอร้องในเรื่องจำนำข้าวต้องไม่เป็นภาระให้แก่ประเทศ เกินราคาตลาดโลกไม่ได้ ซึ่งเป็นหน้าที่รัฐบาลต้องแก้ปัญหาไม่ให้แย่กว่าเดิม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์เดินทักทายกับตัวแทนเกษตรกร ได้มีชาวนาตะโกนขึ้นว่า “สู้สู้” ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ถึงกับหัวเราะชอบใจก่อนจะกล่าวว่า “จะให้สู้กับใคร ตอนนี้ก็สู้อยู่กับปัญหา วันนี้ทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และนายกฯ ไม่เคยทอดทิ้งใคร ทำงานเพื่อทุกคนนั่นแหละ ทำงานเพื่อคนทั้ง 70 ล้านคน” ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งหลังการถ่ายรูปร่วมกับคณะตัวแทนชาวนา เมื่อนายกรัฐมนตรีหันไปเห็นข้อความบนหลังเสื้อของตัวแทนชาวนา ที่มีข้อความว่า “กองหนุนลุงตู่” ได้ทำท่าตกใจ พร้อมถามกลับว่า “เอ๊ย! ใครไปทำมา เดี๋ยวก็หาว่าผมเอาใจ”
ชี้การเมือง-โซเชียลทำสิ่งดีๆล้ม
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งระหว่างมอบนโยบายข้าวแก่คณะผู้นำชาวนา องค์กรชาวนาว่า วันนี้หากทุกคนใจร้อน อยากได้อะไรดีๆ เร็วๆ ด่วนๆ ท้ายสุดก็กลับมามีปัญหาทั้งสิ้น รัฐบาลไม่อยากจะทำอะไรที่แก้ปัญหาอย่างง่ายๆ หากเดือดร้อนแล้วให้เงินไป แต่วัดผลสัมฤทธิ์อะไรไม่ได้เลย ขณะเดียวกันสังคมวันนี้หลายอย่างมีปัญหา โดยเฉพาะสังคมในโซเชียลมีเดียที่ด่ากันไปด่ากันมาทุกวัน ไม่เห็นว่าจะได้สาระอะไร ทำให้สิ่งที่ดีๆ ล้มไปหมด เพราะเกิดจาก 2 อย่าง คือการเมืองและความเพลิดเพลินในการเล่นโซเชียลมีเดียโดยไม่รับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น ดังนั้น ขออย่าให้การเมืองนำ ต้องใช้สติปัญญาและความคิดในการทำงาน ขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่เคยได้ประโยชน์จากข้าว เพราะตนเป็นประธานเองและเข้าประชุมทุกครั้ง อะไรที่ไม่เข้าคณะกรรมการก็จะไม่อนุมัติให้ ทุกอย่างเปิดเผยทั้งหมด
“ผมไม่เคยทรยศประเทศชาติ จำคำพูดผมไว้แล้วกัน นโยบายผมชัดเจน ผมมีเจตนาบริสุทธิ์ในการทำงาน ในการบริหารราชการแผ่นดิน ขณะที่ผมเข้ามาในลักษณะนี้ ผมรู้ตัวดีอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่เข้ามาจะทำอย่างไรผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าย้อนกลับไปได้ ผมก็อยากจะปล่อยให้เป็นแบบนั้นเหมือนกัน ดูสิว่าวันนี้จะอยู่กันได้ไหม มันจะเกิดสงครามการเมืองหรือเปล่าผมก็ไม่รู้ แล้ววันนี้จะปล่อยให้เกิดขึ้นอีกหรือ ทุกอย่างที่ทำวันนี้มันจะล้มไปหมดเลย ต้องเข้าใจตรงนี้ ไม่ใช่ตีกันไปเหมือนที่ผมบอก ทำลายกันเข้าไป นายกรัฐมนตรี วันหน้ามาอีกก็โดนอีก นายกฯ ดีไม่ดีก็โดนด่าพอกัน ทำดีก็โดน ทำไม่ดีก็โดน แล้วมันจะเป็นอย่างนี้หรือ จะแยกแยะใครได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า แม้ไม่ได้เรียนดอกเตอร์ แต่คิดและอ่านหนังสือรวมถึงอ่านโซเชียลมีเดียและสื่อที่มีทั้งด่าและชม แต่ส่วนใหญ่ด่ามากกว่า ตนไม่เคยน้อยใจจะรู้เองว่าวันหน้าเกิดอะไรขึ้น เพราะตนทำวันนี้เพื่อวันหน้าและไม่ได้โทษใคร ซึ่งการไปสู่ประชาธิปไตยต้องสงบและเรียบร้อย ประท้วงกันไปมา รัฐบาลก็ไม่สามารถทำงานหรือแก้อะไรต่อได้ จึงขอให้เลิกได้แล้วการประท้วงแบบเดิม ทั้งนี้ ประชาธิปไตยไม่ใช่แก้ทุกอย่างได้ทั้งหมด แต่มีความจำเป็น เพราะโลกเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องมองว่าประชาธิปไตยของเราควรเป็นแบบใด จะเป็นแบบเดิมหรือไม่ จึงต้องร่วมมือกัน ซึ่งประชาธิปไตยต้องดูแลทั้งคนส่วนใหญ่และส่วนน้อยโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
คาดโทษสนช.ขี้เซาไร้ตำแหน่ง
ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์กรณีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) 2 คน นั่งหลับระหว่างนายกฯ ชี้แจงร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 จำนวน 3 ล้านล้านบาท เมื่อวานนี้(7 มิ.ย.) ว่า “เขาหลับเขาง่วงหรือเปล่า ไปถามเขาดู ซึ่งผมไม่เห็นเพราะเขาหลับข้างล่าง” เมื่อถามว่า จะเสียหายถึงตัวนายกฯ หรือไม่ เพราะเป็นผู้เลือกเข้ามา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “พอแล้วคำถามเธอไร้สาระ ที่ผ่านมาคำถามเธอไม่ได้สาระสักเรื่อง ไม่ขอตอบ สิ่งที่พูดในสภาเรื่องงบประมาณ 3 ล้านล้านบาทมีอะไรบ้าง ลองตอบมา ความแตกต่างคืออะไรจากรัฐบาลที่ผ่านมา สื่อได้นำเสนอบ้างหรือไม่ พูดกันแต่เรื่องนอนหลับ”
ต่อข้อถามต้องกำชับอะไรหรือไม่เพื่อไม่ให้เกิดภาพอย่างนี้อีก นายกฯกล่าวว่า “ใครก็ไม่อยากให้มี ก็ย้ำไปและได้ส่งภาพให้ประธานสนช.ซึ่งท่านก็เห็นแล้ว เดี๋ยวก็ไปซักกันเอง ก็อยู่ที่ทุกคนนั้นแหละ ฉะนั้นใครที่หลับคราวหน้าก็เป็นอะไรไม่ได้อีกต่อไปอยู่แล้ว ผมดูไว้หมด หลับก็ไม่ต้องเป็นอะไร ไปนอนที่บ้าน แต่วันนี้อยู่ให้มันจบไปก่อนเพราะงานอย่างอื่นเขาก็ทำ อย่ามาจับผิดจับถูกเรื่องแบบนี้จนเรื่องใหญ่สาระไม่มี ภาพไม่สวยก็อยู่ไป ก็เห็นจ้องถ่ายกันอยู่ตรงนั้นนั่นแหละ สื่อก็รู้อยู่อย่ามาซักให้ฉันโมโห ไม่เอา” เมื่อถามว่า วันนี้ผู้นำชาวนาสวมเสื้อที่มีข้อความกองหนุนลุงตู่รู้สึกอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สื่อรู้หรือไม่ ถามเขาสิความรู้สึกแล้วฉันจะต้องรู้สึกอะไร เมื่อเขาใส่มาก็ขอบคุณ แล้วสื่อปลื้มตนบ้างหรือไม่ ไม่เห็นปลื้มอะไรสักอย่าง ทำลายกันเข้าไปเถอะ ขอบคุณ
“พีระศักดิ์”ชี้ไม่ร้ายแรง-แจงป่วย
ด้าน พล.อ.ชาลี จันทร์เรือง สมาชิกสนช. ตามภาพปรากฏในสื่อใส่เสื้อสีฟ้านั่งงีบหลับในการประชุมงบประมาณเมื่อวานนี้ ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่เห็นคำให้สัมภาษณ์ของนายกฯ แต่จะไม่ขอชี้แจงใดๆ ต่อกรณีที่สื่อมวลชนนำภาพที่ตนงีบหลับไปเผยแพร่ เพราะเป็นประเด็นที่สื่อมวลชนหยิบไปนำเสนอ ส่วนตัวไม่รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เป็นภาพข่าว ทั้งนี้ยืนยันว่าจะปฏิบัติตามอำนาจและหน้าที่ของสนช.
ขณะที่ นพ.ธำรง ทัศนาญชลี สมาชิก สนช. ในภาพใส่เสื้อสีเหลืองงีบหลับ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ต่อประเด็นดังกล่าว
นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช. คนที่ 2 ในฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรม สนช. กล่าวว่า จากการกระทำของสนช.ที่หลับในห้องประชุม ยังไม่เข้าข่ายความประพฤติผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อ ดังนั้นจึงเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาต่อการดำรงตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามและอยู่ในห้องประชุมช่วงเวลาดังกล่าว พบข้อเท็จจริงว่าภาพของ 2 สนช.ที่งีบหลับนั้น ไม่ใช่ภาพระหว่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2562 แต่เป็นภาพหลังจากที่นายกฯ ชี้แจงแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างการอภิปรายซักถามของสนช.ในช่วงบ่าย
“ผมต้องขอโทษประชาชนแทนสนช.ด้วย ที่มีภาพลักษณะดังกล่าวเผยแพร่ออกไป และทำให้คนเข้าใจว่าสนช.ปฏิบัติหน้าที่ไม่เต็มที่ แต่ผมยืนยันว่าสนช.ทั้ง 2 ท่านทำงานตามหน้าที่มาเป็นอย่างดี ติดตามและลงพื้นที่พบประชาชนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีทราบว่าสนช.ทั้งสองอยู่ระหว่างการรักษาอาการป่วย ทั้งคุณชาลีที่เข้ารับการรักษาโรคหัวใจผ่านการบายพาส และคุณธำรงมีอาการป่วยเช่นกัน แต่ผมเข้าใจความรู้สึกของประชาชนที่เกิดขึ้นและมองว่าการประชุมครั้งสำคัญ สนช.ควรทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ผมจึงขอโทษประชาชนด้วย” นายพีระศักดิ์กล่าว
กมธ.งบเริ่มประชุมนัดแรก11มิ.ย.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 วงเงิน 3 ล้านล้านบาทครั้งแรก เพื่อพิจารณาแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งต่างๆ และวางกรอบการพิจารณาเนื้อหา โดยที่ประชุมได้นัดประชุมทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน-3 สิงหาคม เวลา 09.00-17.00 น. โดยจะเริ่มนัดประชุมอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ เวลา 13.00 น. เพื่อรับฟังภาพรวมเศรษฐกิจและงบประมาณของประเทศ รวมถึงพิจารณางบรายจ่ายของกระทรวงการคลังและหน่วยงานในกำกับของกระทรวงการคลัง
ขณะที่การแต่งตั้งกมธ.ในตำแหน่งต่างๆ มีข้อสรุปคือให้ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เป็นประธานกมธ. นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง เป็นรองประธานกมธ.คนที่ 1 นายภูมิรักษ์ ชมแสง รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นเลขานุการกมธ. พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ เป็นโฆษก กมธ. เป็นต้น
วิษณุแย้มคุยพรรคการเมือง2นัด
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าของการหารือกับพรรคการเมืองในเดือนมิถุนายนเพื่อกำหนดแนวทางทั้งเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นและเลือกตั้งระดับชาติว่า แม้มีปฏิกิริยาจากบางพรรคว่าจะไม่เข้าร่วม คนนั้นคนนี้ไม่พร้อม แต่บางพรรคก็อยากจะมาเพราะมีปัญหาที่ต้องการหารือ ในส่วนรัฐบาลและคสช.ยังอยากเห็นการประชุมอยู่ จะมาเท่าไหร่ก็ได้ หารือในสิ่งที่หารือได้ เผื่อจะได้แนวทางช่วยกันทำต่อ บางอย่างรัฐบาลเป็นผู้เอาไปทำต่อ บางอย่างคสช.เอาไปทำต่อ บางอย่างพรรคการเมืองเอาไปทำต่อ เช่น เรื่องไพรมารีโหวต การแบ่งเขต การปลดล็อก หรือเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งหากคสช.เห็นว่าจำเป็นก็พร้อมจะประชุม
“อาจมีการประชุมอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรกอาจเกิดภายในเดือนมิถุนายนนี้ ส่วนอีกครั้งอาจจะเกิดหลังจากร่างกฎหมายเลือกตั้งส.ส.ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งเป็นไปตามคำปรารภของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ผลการประชุมเป็นเหมือนโรดแม็พเล็กกำหนดแนวทางให้ทุกฝ่ายไปปฏิบัติ” รองนายกรัฐมนตรีกล่าว
ด้านนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวถึงการหารือกับทางรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ของพรรคการเมืองและการแบ่งเขตเลือกตั้งว่า ขณะนี้ได้ให้ทางสำนักงานรวบรวมประเด็นที่เป็นปัญหาอุปสรรค รวมถึงแนวทางในการแก้ไข เพื่อนำไปหารือ เช่น เรื่องพรรคที่ไม่สามารถหาสมาชิกได้ การไม่สามารถจัดประชุมเพื่อไปตั้งสาขาพรรคได้ ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างพรรคการเมืองใหม่ และพรรคการเมืองเก่า โดยต้องทำให้เร็วเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับพรรคการเมืองมากขึ้น ซึ่งการนัดหมายขึ้นอยู่กับรัฐบาล เพราะ กกต.พร้อมตลอด แต่ก็มีสิทธิเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์หน้าที่ทำเนียบรัฐบาล
มท.1ปัดแอบแฝงคืนตำแหน่ง4อบจ.
รายงานข่าวแจ้งว่า ได้มีการเผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 6/2561 เรื่องการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ตามที่มีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 19/2558 ว่าด้วยเรื่องการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่อื่น คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 43/2559 เรื่อง “ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบนั้น” ล่าสุดนายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งให้บุคคลที่มีรายชื่อต่อไปนี้ กลับไปดำรงตำแหน่งหน้าที่เดิม ดังนี้ 1.นายสถิรพร นาคสุข นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)ยโสธร 2.นางมลัยรัก ทองผา นายกอบจ.มุกดาหาร 3.นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกอบจ.เชียงใหม่ 4.นายชัยมงคล ไชยรบ นายกอบจ.สกลนคร
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การคืนตำแหน่งให้ 4 นายกอบจ. ไม่ได้มีนัยทางการเมือง กระทรวงมหาดไทยได้ทำการสืบสวนสอบสวนอีกครั้งหลังจากป.ป.ช., สตง. ชี้มูลมา ใครผิดก็ดำเนินการตามกฎหมาย ใครไม่ผิดก็ให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่เช่นเดิม แต่ก็ยังมีอีกจำนวนมาก และในจำนวนนี้ก็มีหลายคนที่มีความผิด
ฉบับ นสพ.คมชัดลึก



