
คลี่ปม "สินค้าเกษตร" ตกต่ำฟันธงรัฐบาลเกาไม่ถูกที่คัน?
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าประเทศไทยเราต้องประสบปัญหาราคาสินค้าเกษตรล้นตลาดและตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลต้องยื่นมือแก้ปัญหาในหลายๆ รูปแบบ
แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปตามฤดูกาลของในแต่ละปีเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการออกมาตรการในการพยุงราคา รับประกันราคา หรือโครงการรับจำนำสินค้า จึงทำให้เป็นปัญหาเรื้อรังมาโดยตลอด เนื่องเพราะการวางแผนในการแก้ปัญหาในระยะยาวอย่างไร้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามในระยะหลังก็มีหลายองค์กรที่พยายามหาทางออกให้รัฐบาล แต่ก็ยังไม่บรรลุผลเท่าที่ควร ล่าสุดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ในฐานะสถาบันการศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัยด้านการเกษตร และถ่ายทอดศาสตร์ด้านการเกษตรให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป ร่วมกับสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย (สกท.) จัดเวทีเสวนาเพื่อระดมมันสมองจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งตัวแทนของรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ภาคเอกชน รวมถึงตัวแทนเกษตร ถกในหัวข้อ "คลี่ปมปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ" ณ ห้องกำพล อดุลวิทย์ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ต่างสรุปในลักษณะเดียวกันว่า ที่ผ่านมาปัญหาทั้งหลายทั้งปวงกับราคาสินค้าเกษตรเกิดจากความผิดผลาดในการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ใช้นโยบายเจ้าบุญอุ้มมาตลอดนั่นเอง ธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวระหว่างเป็นประธานการเปิดเสวนาเกี่ยวกับมุมมองนโยบายการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำว่า ที่ผ่านมารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าด้วยการรับจำนำ ซึ่งจะกำหนดราคารับจำนำที่สูงกว่าราคาตลาด ทำให้มีผลกระทบตามมาคือ การสูญเสียงบประมาณของภาครัฐเป็นจำนวนมาก การคอรัปชั่นของข้าราชการและผู้เกี่ยวข้อง และเกษตรกรให้ความสำคัญลดลงต่อการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เพราะเชื่อว่าสินค้าที่ผลิตออกมาจะมีภาครัฐคอยรับจำนำอยู่แล้วจึงส่งผลกระทบเกี่ยวเนื่องไปยังตลาดส่งออกที่ต้องการสินค้าคุณภาพ จึงคิดว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรด้วยการรับจำนำในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดไม่น่าจะเป็นทางออกที่ดี ต่างจากมุมมองของ ยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่ระบุว่า กลไกตลาดเป็นปมสำคัญที่สุดของการกำหนดราคาสินค้าเกษตร โครงการรับจำนำนั้นจึงเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร และยังช่วยกดดันพ่อค้าให้ทำราคาตลาดให้สูงกว่าราคาจำนำด้วย เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการกำจัดปริมาณผลผลิตที่เกินกว่าปริมาณความต้องการของตลาด และยังช่วยพยุงราคาสินค้าในช่วงที่มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมากไม่ให้ราคาสินค้าตกต่ำ นอกจากนี้ควรเร่งส่งเสริมให้มีระบบการบริหารจัดการที่ดีก็คือ กลไกตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ที่จะช่วยลดความเสี่ยงด้านราคาให้แก่เกษตรกรได้อีกทางหนึ่งด้วย ด้าน อภิชาติ จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) มองว่า ในช่วงปี 2551 ที่ผ่านมา หากดูจากสถิติที่ สศก.ได้รวบรวมและวิเคราะห์ จะพบว่าในภาพรวมนั้นราคาสินค้าเกษตรแทบทุกชนิดมีราคาสูงขึ้น แต่ขณะเดียวกันปัจจัยการผลิตก็มีราคาสูงขึ้นด้วย จึงไม่แน่ใจว่าราคาสินค้าที่สูงขึ้นนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรหรือไม่ "การแทรกแซงราคา หรือการรับจำนำ ภาครัฐจะต้องกำหนดราคาที่เหมาะสม ซึ่งไม่ใช่ราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ขณะเดียวกันก็ต้องหาวิธีเร่งระบายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคให้ได้เร็วที่สุด ลดขั้นตอนการขนส่งที่ยุ่งยาก และเข้มงวดต่อการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรในประเทศ" ส่วนแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาว เลขาธิการ สศก.ระบุว่า ภาครัฐต้องเร่งปรับโครงสร้างการผลิต การแปรรูป และการตลาด โดยผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งคุณภาพและปริมาณ มีการบริหารจัดการอุปสงค์อุปทานที่เหมาะสม จัดทำระบบข้อมูลที่มีความถูกต้อง แม่นยำ ทันต่อเหตุการณ์ มีการประกันความเสี่ยงของราคาผลผลิตให้แก่เกษตรกร เจรจาลดข้อจำกัดทางการค้าต่างๆ จัดทำระบบขนส่งสินค้าเกษตรที่มีประสิทธิภาพ และลดการแทรกแซงตลาด เพื่อให้กลไกตลาดทำงาน ด้าน รศ.ดร.สาโรช อังสุมาลิน คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเสริมว่า สิ่งที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำก็คือ ต้นทุนการผลิต ซึ่งจะต้องคิดรวมทั้งหมด คือต้องมีการตีมูลค่าของปัจจัยการผลิตทั้งหมดออกมาเป็นต้นทุนที่แท้จริงของสินค้า นำมาคำนวณเปรียบเทียบหาส่วนเหลื่อมกำไร (ราคาสินค้าลบด้วยต้นทุน) ณ ราคาปัจจุบัน เปรียบเทียบกับในอดีต ซึ่งหากส่วนเหลื่อมกำไรปัจจุบันมากกว่าหรือเท่ากับในอดีต หรือน้อยกว่าในอดีตเล็กน้อย รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องเปิดรับจำนำ ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด ข้าว หรือมันสำปะหลัง ความไม่ต่อเนื่องของรัฐบาลคือตัวปัญหา ประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย ตัวแทนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภาวะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ยอมรับว่า ปัญหาของชาวนาก็คือต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น อย่างในปี 2548 ชาวนามีต้นทุนการผลิตข้าวต่อไร่ประมาณ 3,700 บาท แต่ในปัจจุบันต้นทุนต่อไร่เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5,000 บาท ซึ่งก็เป็นผลมาจากราคาปัจจัยการผลิตที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี ซึ่งที่ผ่านมานโยบายของภาครัฐเกี่ยวกับการแก้ปัญหาภาคการเกษตรนั้นไม่มีความต่อเนื่อง เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลครั้งหนึ่งนโยบายการทำงานก็เปลี่ยนไป ทำให้การแก้ปัญหาไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ "จริงๆ ผมเองก็รู้สึกไม่สบายใจ หากภาครัฐต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมากมาเพื่ออุ้มชาวนา ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้มียุทธศาสตร์การพัฒนาชาวนาที่ชัดเจน รัฐอาจจะส่งเสริมโดยการทุ่มงบประมาณให้กรมการข้าว เพื่อนำไปพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับข้าว และส่งเสริมชาวนา เป็นการช่วยชาวนาทั้งระบบ เพื่อให้ชาวนาอยู่ได้ เมื่อชาวนาอยู่ได้ การรับจำนำข้าวก็ไม่จำเป็น ยิ่งตอนนี้มีคนตกงานกลับไปอยู่บ้าน กลับไปทำนากันเป็นจำนวนมาก รัฐยิ่งต้องเร่งจัดทำระบบที่ดีในการส่งเสริมชาวนา ต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นระบบ" นายกสมาคมชาวนาไทยกล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ มนธีร์ กรกำแหง



