ข่าว

เกษตรยุคใหม่ - กลยุทธ์มะม่วงส่งออก (2)

เกษตรยุคใหม่ - กลยุทธ์มะม่วงส่งออก (2)

02 มี.ค. 2552

คราวที่แล้วได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับความพยายามของนักวิชาการที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการส่งออกมะม่วงของเรา โดยใช้แนวคิดเรื่องการพัฒนากลุ่มยุทธศาสตร์ หรือคลัสเตอร์ เพื่อผนึกกำลังสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผู้ปลูกมะม่วง

จะได้มีขีดความสามารถในการผลิตเพื่อการส่งออกได้ดีขึ้น แนวคิดดังกล่าวเป็นเรื่องการแบ่งงานกันทำในกลุ่มของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นตัวเกษตรกรเอง นักวิชาการ พ่อค้า และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งล้วนแล้วแต่มีบทบาท ทั้งในด้านการส่งเสริมและเป็นอุปสรรคในการส่งออกด้วยในตัว
  ความร่วมมือดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการพูดคุยกันด้วยเหตุผล ภายใต้เป้าหมายใหญ่อันเดียวกัน คือเพิ่มการส่งออกให้ได้มากขึ้น แล้วก็แต่ละฝ่ายไปทำหน้าที่ตามบทบาทที่ตนเองมีอยู่ ฟังดูเหมือนง่าย และเป็นหลักการที่รู้กันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในทางปฏิบัติจริงๆ นั้น สิ่งเหล่านี้มักจะไม่เกิดขึ้น เหตุผลหลักข้อหนึ่งก็มักเป็นเรื่องของการยึดติดกับหน่วยงานของตนเองและไม่ได้มีโอกาสฟังความต้องการของผู้ที่ได้รับ หรือเสียประโยชน์อย่างแท้จริงคือตัวเกษตรกร
 วิธีการที่ ดร.ธวัชชัย รัตนชเลศ ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ใช้อยู่ก็คือการสร้างเวทีให้กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องได้มาพบกันเพื่อสร้างความร่วมมือและเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน รวมทั้งใช้เวทีดังกล่าวในการค้นหาสภาพปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อที่จะได้ให้กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องหรือมีหน้าที่รับผิดชอบได้ไปดำเนินการแก้ไข
 ปัญหาหลักๆ ที่เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงต้องการให้มีการแก้ไขและสะท้อนออกมาก็คือเรื่องของเทคโนโลยีการผลิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการควบคุมขนาดทรงต้น การตัดแต่งกิ่ง ไปจนถึงการเก็บรักษาผลิตผลให้ได้นาน ส่วนด้านการตลาดก็ได้มีข้อเสนอให้มีการประกันราคา หรือการกำหนดราคาล่วงหน้า เป็นต้น
 เรื่องการผลิตมะม่วงในปัจจุบันนั้น เรามักจะมุ่งการผลิตตามความต้องการของเราเองมากกว่าดูว่าตลาดต้องการอะไร หมายความว่าเรายังเข้าใจตลาดไม่ดีพอ เช่น หากเรามุ่งที่จะผลิตเพื่อส่งออกไปยุโรป ก็คงต้องดูว่ามาตรฐานเรื่องความปลอดภัยหรือการจัดการเกษตรที่เหมาะสมที่เราใช้อยู่นั้น เป็นที่ยอมรับของตลาดยุโรปหรือไม่ เพราะว่ามาตรฐานของไทยนั้นไม่เท่ากับที่ยุโรปต้องการ หรือแม้กระทั่งขนาดของผลมะม่วง ความจริงคนไทยเราต้องการมะม่วงลูกโตขนาด 400 กรัมขึ้นไป
  แต่ตลาดยุโรปต้องการลูกขนาดย่อมประมาณไม่เกิน 300 กรัม เพราะจะได้รับประทานหมดได้คนเดียว ดังนั้นหากผลโตเกินไป คือมีขนาดที่คนไทยชอบ จึงขายได้ยากกว่า เพราะราคาก็สูงขึ้นและรับประทานไม่หมด ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของนักวิชาการที่จะต้องเข้าไปหาทางช่วยเหลือทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี และเรื่องการสร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกร ส่วนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก็คงต้องเข้าไปดูแลเรื่องมาตรฐาน เพื่อให้ตรงตามความต้องการของตลาดเป้าหมาย เป็นต้น
 รูปแบบความร่วมมือแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการพูดคุยกันเป็นระยะ และต่างฝ่ายต่างก็ต้องลดอัตตา มารับฟังความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ ด้วยเช่นกัน เช่น ในกรณีนี้ นักวิชาการก็ได้รับโจทย์ปัญหาจากเกษตรกรมาแล้ว ก็จะได้ไปวิจัยเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้ตรงจุดต่อไป นั่นก็หมายความว่า หากทำได้อย่างนี้ ปัญหาเรื่องงานวิจัยขึ้นหิ้ง หรืองานที่ทำออกมาแล้วไม่ได้มีการนำไปใช้ประโยชน์ก็จะหมดไป เพราะการทำงานวิจัยดังกล่าวเป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์โดยตรง

 

รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ