
"ฆ่าล้างหนี้" ล่าทรัพย์คืน..ทายาท"เหยื่อหั่นศพ"
แม้ผู้ต้องหาฆ่า "สุนันท์ มาคิโน" และหั่นศพ "น้องโช" จะเข้ามอบตัวแล้วก็ตาม แต่งานของพนักงานสอบสวนและชุดสืบสวนก็ยังไม่ถึงกับจบสิ้นลงไปเสียทีเดียว เนื่องจากยังมีหลายประเด็นสงสัย โดยเฉพาะคำให้การของ "น้องมินท์"
เหยื่อที่รอดชีวิตวัย 13 ปี เกี่ยวกับทรัพย์สินของแม่ที่สูญหายไปหลังเกิดเหตุ เพราะคดีนี้อาจจะไม่ได้เกิดจากบันดาลโทสะ แต่อาจเป็นการฆ่าล้างหนี้หรือชิงทรัพย์ก็เป็นได้
นับตั้งแต่น้องมินท์ออกมาบอกว่า "ศิริพงษ์ กาญจนนิวิฐ" หรือที่เธอเรียกว่าลุงใหญ่ไม่ใช่แฟนของแม่ เพียงแค่คอยช่วยเหลือกันและกันระหว่างอยู่ในเมืองไทย โดยแม่ของเธอคอยช่วยเหลือเกื้อกูลมาตลอด ทุกครั้งที่ลุงใหญ่มาขอเงินแม่ก็จะให้ไปแทบทุกครั้ง ชุดสืบสวนจึงเริ่มตรวจสอบประวัติของศิริพงษ์อย่างละเอียด จึงพบว่ามือฆ่าหั่นศพเป็นนักเลงพนันตัวยง มีหนี้สินจากการพนันรุงรังเต็มไปหมด !?!
ศิริพงษ์แต่งงานกับภรรยาคนแรก มีลูกผู้หญิงด้วยกัน 1 คน ปัจจุบันอายุ 18 ปี ต่อมาเข้าเป็นทหารกองเกินสังกัด ร.9.พัน.1 ร้อย.3 หลังปลดประจำการก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ เพราะไปก่อหนี้ยืมสินมาจำนวนมาก จากนั้นได้ปลอมวุฒิการศึกษาไปสมัครงาน แต่นิสัยชอบเล่นการพนันก็แก้ไม่หาย หนี้สินก็พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ จนภรรยาทนอยู่ด้วยไม่ไหวเลิกรากันไป ไม่นานเขาก็ได้ภรรยาคนที่สองและลูกชายอีกคน ภรรยาคนนี้เป็นคนตามใช้หนี้พนันอย่างไม่จบสิ้น ถึงขนาดขายบ้านแล้วลงทุนเปิดอู่แท็กซี่ให้ศิริพงษ์ อย่างไรก็ดี ศิริพงษ์ก็ยังไม่ทิ้งนิสัยเดิมคือการเล่นพนันมือเติบ กิจการอู่แท็กซี่ก็ขาดทุน ภรรยาคนที่สองจึงหันหลังให้ ก่อนถูกจับลูกชายและลูกสาวอยู่ในความดูแลของศิริพงษ์
หลังใช้ชีวิตพ่อม่ายลูกติดได้ระยะหนึ่งก็มารู้จักกับสุนันท์ พอรู้ว่าฝ่ายหญิงมีฐานะดี การเงินดีอาศัยอยู่ต่างประเทศ ศิริพงษ์ก็เริ่มทอดสะพานเข้าไปหา กระทั่งความสัมพันธ์พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่สุนันท์ก็ตกอยู่ในวังวนเดิมๆ ของอดีตภรรยา นั่นก็คือต้องคอยเกื้อหนุนจุนเจือศิริพงษ์และครอบครัวอยู่เสมอๆ ครั้งหนึ่งระหว่างไปฝึกซ้อมยิงปืนที่สนามยิงปืนบางบัวทอง จ.นนทบุรี ศิริพงษ์พาสุนันท์และลูกทั้งสองคนไปด้วย บอกกับทุกคนว่าเป็นแฟนสาว ก่อนจะนำปืนขนาด .45 มาซ้อมยิง ซึ่งปืนกระบอกนี้เป็นปืนที่นักเลงปืนชอบสะสม มีราคากว่าแสนบาท เพื่อนๆ สอบถามก็ได้คำตอบว่าแฟนที่อยู่ต่างประเทศส่งเงินมาให้ซื้อ
"จากการหาข้อมูลทราบว่าสุนันท์เคยให้เงินศิริพงษ์หลายครั้ง รวมถึงให้เงินไปตัดยอดรถแท็กซี่ที่ดาวน์เอาไว้ แต่ศิริพงษ์ก็เอาไปใช้อย่างอื่น ซื้อเครื่องใช้ไม้สอยและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเข้าห้องพักอย่างดี นอกจากนี้พยานคนใกล้ชิดสุนันท์ให้ข้อมูลว่า ประมาณต้นปีนี้สุนันท์และลูกกลับมาเมืองไทย แล้วไปญี่ปุ่นและกลับมาอีกครั้ง มีเงินติดตัวมาประมาณ 1 ล้านบาท แต่ตอนนี้ไม่รู้ไปอยู่ไหน ชุดสืบสวนก็เลยตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง หลายเดือนที่ไปญี่ปุ่นแล้วกลับมาเมืองไทยจะมีเงินเท่าไร และเงินก้อนนี้อยู่กับใคร" หนึ่งในชุดสืบสวนตั้งข้อสังเกต
อย่างไรก็ตาม จากการเสาะหาเบาะแสจากพยานหลายปาก ทำให้ทราบว่าสุนันท์เองเคยถูกศิริพงษ์ขอยืมเงินบ่อยครั้ง ฝ่ายหญิงแม้จะเป็นคนตรงไปตรงมา แต่ก็ขี้ใจอ่อนให้หยิบยืมไปแทบทุกครั้ง การกลับมาเมืองไทยครั้งนี้สุนันท์จะพาน้องมินท์มาเรียนหนังสือที่เมืองไทย เพราะเธอต้องกลับไปเปิดร้านอาหารที่ญี่ปุ่น ที่สำคัญสุนันท์ต้องการทวงเงินที่ศิริพงษ์ขอยืมไปทั้งหมด รวมถึงรถเบนซ์และรถเก๋งโตโยต้า อัลติส คืนด้วย ขณะนี้ชุดสืบสวนกำลังรอสอบปากคำน้องมินท์เกี่ยวกับทรัพย์สินที่แม่ของเธอมีติดตัวมาจากญี่ปุ่น รวมทั้งประสานกับทางญี่ปุ่นตรวจสอบว่าสุนันท์มีสินทรัพย์อะไรบ้าง
"ผู้บังคับบัญชาประชุมหารือกัน โดยพิจารณาจากพยานใกล้ชิดของทั้งสองฝ่าย มีแนวโน้มที่เป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นการฆ่าล้างหนี้หรือชิงทรัพย์ เพราะในอดีตภรรยาทั้งสองของศิริพงษ์ต้องคอยช่วยเหลือด้านการเงินตลอด โดยเฉพาะการตามใช้หนี้พนันที่สามีไปก่อเอาไว้ อาจเป็นไปได้ว่าศิริพงษ์ไปก่อหนี้ที่ไหนสักแห่ง พยายามขอยืมเงินจากสุนันท์อย่างเคย แต่ฝ่ายหญิงคงจะเข็ดหลาบเลยไม่ให้ ประกอบกับถูกทวงถามทรัพย์สินและเงินที่ให้ยืมไปก่อนหน้านี้ เลยฆ่าสุนันท์ทิ้ง ส่วนทรัพย์สินของเหยื่อจะถูกยักย้ายถ่ายเทไปอยู่กับใครนั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบ"
ส่วนสาเหตุที่ศิริพงษ์เข้ามอบตัวนั้น ชุดสืบสวนวิเคราะห์ว่าอาจเป็นไปได้ว่า การเข้าคุกจะช่วยให้เขาหนีหนี้พนันได้สำเร็จ ขณะเดียวกันก็ยังเก็บทรัพย์สินที่ได้จากสุนันท์ไว้ที่ใดที่หนึ่ง ด้วยความหวังว่าจะมีโอกาสออกมาใช้ชีวิตนอกคุกอีกครั้ง เมื่อนั้นเขาก็จะมีเงินใช้พอสมควร



