
เพื่อชาติ หรือทรยศชาติ ?
ไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ๆ ที่คนอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะออกมาพูดถึงอดีตคนที่เคยช่วยงานด้วยถ้อยคำที่ไม่ว่าใครได้ฟัง ก็ต้องเชื่อว่า ชาตินี้คงจะเผาผีกันยาก
ถึงแม้จะย้ำหลายต่อหลายครั้งว่า เมื่อคบเป็นเพื่อน ก็ต้องเป็นเพื่อนกันต่อไปเถอะ
เพราะคนที่ พล.อ.เปรม พูดถึงนั้นคือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ คนที่ประกาศจะเป็นโซ่ข้อกลาง แต่กลับตัดสินใจเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่สนับสนุนคนเสื้อแดงเคลื่อนไหว
แล้วก็คนเสื้อแดงนี่แหละที่ด่าสาดเสียเทเสีย ขับไล่ พล.อ.เปรม
ซ้ำยังมี ทักษิณ ชินวัตร นั่งทุบโต๊ะสั่งอยู่เมืองนอก
นั่นคือที่มาของคำเตือนจาก พล.อ.เปรม
"ก่อนที่จิ๋วจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ผมก็ให้คนไปบอกเขาว่า จะทำอะไรก็ขอให้คิดให้รอบคอบ ไตร่ตรองให้รอบคอบ ซึ่งผมใช้คำว่าไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นการกระทำที่เป็นการทรยศต่อชาติ"
ความหมายของ พล.อ.เปรม ก็คือ เพื่อนเตือนเพื่อน ว่ากำลังก้าวเหยียบเส้นกั้นระหว่างทำเพื่อชาติกับทรยศชาติ
ซึ่งก็แน่นอนเมื่อพูดเช่นนี้ ใครต่อใครก็ต้องตีความหมายไปในทางลบเอาไว้ก่อน
ไม่ว่าจะดูที่มาที่ไปของพรรคเพื่อไทย ที่มีใจเพื่อแม้ว หรือจะดูที่มาที่ไปของ "บิ๊กจิ๋ว" เอง ภาพที่ออกมาก็ใช่ว่าจะแนบชิดสนิทใจกับบ้านสี่เสาฯ
เท่าที่คนในบ้านสี่เสาฯ เห็น "บิ๊กจิ๋ว" ในบ้านครั้งสุดท้าย ก็ก่อนวันที่ "บิ๊กจิ๋ว" เข้ารับตำแหน่งรองนายกฯ ในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
ภาพก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นร่องรอยของความบาดหมางมากยิ่งขึ้น
แต่เรื่องพรรค์นี้อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจจากแค่ภาพที่เห็น หรือความพยายามชี้แจงแสดงออกจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือกระทั่งจากทั้งสองฝ่าย
พูดง่ายๆ เรื่องราวอาจไม่ได้เป็นอย่างที่ใครต่อใครคิด
อย่าลืมว่า พล.อ.เปรม ย้ำหลายครั้งในการให้สัมภาษณ์ว่า เป็นเพื่อนกันแล้วก็ต้องคบกันต่อไป
ขณะที่ พล.อ.ชวลิต ก็ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นผู้น้อย ต้องให้ความเคารพผู้ใหญ่
เป็นไปได้ไหมที่การก้าวไปยืนบนเส้นกั้นสองฟากฝั่งของ พล.อ.ชวลิต ครั้งนี้ อาจเป็นภารกิจ "ลับ ลวง พราง" ในแบบฉบับ "จิ๋วหวานเจี๊ยบ" ?
ถ้าหากใครตั้งคำถามที่ว่านี้ ในวันนี้ หรือพรุ่งนี้ ก็จะได้รับคำตอบในทันทีว่า "ไม่มีทาง" หรือไม่ก็ตอบว่า "ยาก"
แต่หากคิดในแบบที่ว่า "อย่าตัดสินใจจากเพียงแค่ภาพที่ปรากฏตรงหน้า" ภารกิจ ลับ ลวง พราง ฉบับ จิ๋วหวานเจี๊ยบ ก็อาจมีทางเป็นไปได้
ในภาวะที่บ้านเมืองแตกออกเป็นฝักเป็นฝ่าย ภาวะที่แดง-เหลืองไม่มีวันผสมเป็นสีส้ม ใครก็ตามที่จะเข้ามารับภารกิจนี้ ย่อมต้องมีบุคลิกเฉพาะตัว และได้รับการยอมรับจากแกนนำก๊วนเสื้อแดง เพื่อสะกดความแรงเฉพาะแต่ในกรอบ
ที่สำคัญก็คือ ต้องพร้อมเจ็บ พร้อมเปลืองตัว
ทั้งหมดก็เพื่อให้การเมืองที่ติดแหง็กอยู่ในถ้ำดำมืด ได้เห็นแสงสว่าง
ถามว่าแล้วฝั่งทักษิณจะได้อะไร ?
ก็อย่าลืมว่า ถ้าปล่อยไปเช่นนี้ อย่าว่าแต่อายุความจากคดีจำคุก 2 ปีที่ ทักษิณ โดนเลย ชั่วชีวิตนี้ ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสกลับมาเมืองไทยในภาวะที่คนไทยให้อภัยได้หรือเปล่า หากการเคลื่อนไหวที่เน้นหนักไปในทางสร้างความแตกแยก
ทักษิณเองก็รู้ดี จึงได้มอบหมายภารกิจ ลดความแรงและเริ่มบทสมานฉันท์ ในทันทีที่ "บิ๊กจิ๋ว" รับปากที่จะเข้ามาทำงานที่พรรคเพื่อไทย
ขณะเดียวกัน การกล่าวถึงกันและกันด้วยน้ำเสียงที่ยังมีเยื่อใยของ พล.อ.เปรม และ พล.อ.ชวลิต ที่ทั้งสองยืนยันว่า พร้อมที่จะพบปะหารือกัน เพียงแต่ พล.อ.เปรม ตั้งเงื่อนไขว่า ไม่คุยเรื่องการเมืองนั้น อาจนำไปสู่ภารกิจที่ทั้งสองฝ่ายอาจรับรู้กันมาตั้งแต่แรก
เพราะต่างก็รับรู้ว่า เมื่อบ้านเมืองเดินทางมาถึงจุดนี้แล้ว ต่างคนต่างอยู่สมานฉันท์ไม่เกิดขึ้นแน่
คงไม่นานสำหรับการพิสูจน์ว่า แท้จริงแล้ว พล.อ.ชวลิต หวนกลับเข้ามาเดินบนเส้นทางการเมืองนั้นเพราะเหตุใด
ที่สุดแล้ว คนที่ได้ฉายาว่า "ขงเบ้งแห่งกองทัพ" จะเลือกทำเพื่อชาติ หรือทรยศชาติ ?



