ข่าว

โลกมีคนหิวกว่าพันล้านคนเอเชีย-แปซิฟิกแชมป์

โลกมีคนหิวกว่าพันล้านคนเอเชีย-แปซิฟิกแชมป์

15 ต.ค. 2552

ไนโรบี-โลกกำลังเผชิญวิกฤติอาหารขั้นรุนแรง มีคนอดอยากกว่าพันล้านคน อยู่ในเอเชีย-แปซิฟิกมากสุด 642 ล้าน สาเหตุมาจากราคาอาหารพุ่ง แถมยังถูกวิกฤติการเงินกระหน่ำซ้ำ

 องค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) เผยรายงานประจำปีเรื่องความมั่นคงทางอาหารของโลก เมื่อวันพุธ (14 ต.ค.) พบว่ามีคนทั่วโลกที่กำลังอดอยากอยู่มากถึงกว่า 1,000 ล้านคนในปีนี้ อันเป็นผลมาจากราคาอาหารพุ่งเมื่อปี 2550 ซึ่งทำให้เกิดการจลาจลในกว่า 60 ประเทศตามมา ก่อนที่วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปีที่แล้วจะมาตอกย้ำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้น

 ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีคนอดอยากมากที่สุดถึง 642 ล้านคน ตามมาด้วยแถบซับซาฮารา หรือภูมิภาคทางใต้ของทะเลทรายซาฮารา มีคนหิวโหย 265 คน ละตินอเมริกา 53 ล้านคน ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ 42 ล้านคน

 รายงานฉบับนี้ตั้งข้อสังเกตว่า วิกฤติการเงินทำให้เงินช่วยเหลือและเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติในประเทศยากจนลดจำนวนลด แถมยังทำให้เงินที่คนไปทำงานในประเทศร่ำรวยส่งกลับบ้านเกิดนั้นก็ลดลงฮวบฮาบด้วย

 เอฟเอโอระบุด้วยว่า วิกฤติความหิวโหยที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ นั่นเป็นเพราะประเทศกำลังพัฒนาหลอมรวมเข้ากับเศรษฐกิจโลกทั้งในทางการเงินและการค้ามากขึ้นกว่าเมื่อ 20 ปีก่อน จึงทำให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติในตลาดโลกมากขึ้นตามไปด้วย

 สำหรับทางแก้ปัญหานั้น หน่วยงานของยูเอ็นได้เสนอให้แต่ละประเทศทุ่มเงินลงทุนในภาคการเกษตรและอาหารมากขึ้น แม้ว่าจะประสบปัญหาขาดแคลนงบประมาณอยู่ก็ตาม

 "ในการต่อสู้กับความหิวนั้นจะต้องให้ความสำคัญต่อการเพิ่มปริมาณการผลิตอาหาร" นายฌากส์ ดีอูฟ กรรมการอำนวยการของเอฟเอโอ กล่าว "เป็นเรื่องของสามัญสำนึกที่ว่าการเกษตรควรจะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 1 แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม"

 นายดีอูฟ กล่าวต่อว่า ในปี 2523 เงินช่วยเหลือจากประเทศร่ำรวยนั้นถูกนำไปใช้ในภาคเกษตรกรรมถึง 17% แต่พอมาในปี 2549 สัดส่วนกลับลดลงเหลือเพียง 3.8% เท่านั้น ก่อนจะขยับขึ้นมาเล็กน้อยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

 สิ่งที่สวนทางกับแนวโน้มนี้คือ ปริมาณคนหิวโหยที่เพิ่มอย่างพรวดพราดด้วยปัจจัย 2 ประการ คือ การที่ราคาอาหารหลักของโลกถีบตัวขึ้นอย่างมากในปี 2550 พอมาในปี 2551 ครอบครัวที่ยากจนก็ต้องขายสินทรัพย์ที่มีอยู่น้อยแล้วเพื่อเอาเงินมาซื้ออาหารกิน แล้วก็ลดจำนวนอาหารที่กินเข้าไป รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและสาธารณสุขด้วย จนทำให้เป้าหมายที่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ตั้งเอาไว้ว่าจะลดจำนวนคนอดอยากทั่วโลกลงให้เหลือไม่เกิน 420 ล้านคน ภายในปี 2559 นั้นเป็นไปไม่ได้