
หลักฐานมัด "เจ้าคุณปิง" ยอมสึก
กองปราบฯ รวบ"เจ้าคุณปิง"ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ สอบเครียดนานกว่า 2 ชม.ก่อนยอมสึก ผิดวินัยสงฆ์ร้ายแรง ตร.ปล่อยตัวไม่พบเอี่ยวคดีเงินทอนวัด
จากกรณีคดีเงินทอนวัด หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมพระเถระผู้ใหญ่ จากนั้นให้ลาสิกขา ก่อนควบคุมตัวไปฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ยังเหลืออีก 1 ราย คือ อดีตพระพรหมเมธี (จำนงค์ เอี่ยมอินทรา) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งหลบหนีไปถึงประเทศเยอรมนี ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ทางการของประเทศเยอรมนีควบคุมตัวไว้ได้ที่สนามบินนครแฟรงก์เฟิร์ต เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปรับด้วยตนเอง
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้เข้าตรวจค้นกุฏิภายในคณะ 4 วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติมในคดีเงินทอนวัด รวมทั้งตามหา พระวิสุทธิศาสนวิเทศ (กวีศิลป์ วิสุทธิกุโล) หรือเจ้าคุณปิง อายุ 37 ปี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ด้วย เนื่องจากก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นกุฏิเจ้าคุณปิง และยึดโทรศัพท์มาตรวจสอบ พบภาพลามกอนาจารซึ่งเป็นภาพการมีเพศสัมพันธ์กันระหว่างเจ้าคุณปิงกับชายฆราวาส และภาพเปลือยผู้ชายจำนวนหนึ่งในโทรศัพท์ จึงต้องการนำตัวไปสอบปากคำยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ และหากทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดีรวมทั้งผิดพระธรรมวินัย รวมทั้งสอบสวนด้วยว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัดหรือไม่
เมื่อเวลา 12.45 น. วันที่ 4 มิถุนายน ที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้นำตัว พระวิสุทธิศาสนวิเทศ หรือเจ้าคุณปิง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ และเลขานุการส่วนตัวอดีตพระพรหมสิทธิ ผู้ต้องหาคดีเงินทอนวัด มาสอบสวนที่ กก.1 บก.ป. โดยทันทีที่มาถึงกองปราบปราม เจ้าหน้าที่ได้นำเจ้าคุณปิงเดินเข้าประตูด้านข้างของอาคารเพื่อหลบสื่อมวลชนที่มาเฝ้ารอทำข่าวก่อนที่จะเข้าไปสอบปากคำอย่างเคร่งเครียด
ภายหลังการสอบปากคำนานกว่า 2 ชั่วโมง ตำรวจกองปราบปรามได้นำเจ้าคุณปิง เดินทางไปยังวัดสระเกศ เพื่อเข้าตรวจค้นภายในกุฏิเพิ่มเติมอีกครั้ง และให้เจ้าคุณปิงลาสิกขา หลังจากที่เจ้าตัวแสดงความจำนงยอมสละสมณเพศด้วยตัวเองเนื่องจากมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมขณะอยู่ในเพศบรรพชิต ส่วนคดีอาญานั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่พบว่าเข้าข่ายกระทำความผิดรวมทั้งในส่วนของคดีเงินทอนวัดด้วย ซึ่งหลังจากสึกแล้วกองปราบฯ ก็ปล่อยตัวไป โดยไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ
สำหรับ “เจ้าคุณปิง” นั้นเป็นที่รู้กันว่าเป็นพระสงฆ์ที่มีความสนิทสนมกับวงการดารา ผู้จัดละคร และวงการบันเทิง จนมีลูกศิษย์ลูกหาที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ เจ้าคุณปิงยังเป็นผู้สนับสนุนโครงการปลูกต้นกล้ายาตราพุทธภูมิ ซึ่งเป็นโครงการบวชสามเณรของวัดสระเกศ ที่มีบรรดาเด็กผู้ชายเข้ามาร่วมบวชจำนวนมากในแต่ละปีอีกด้วย
ทั้งนี้ เจ้าคุณปิงถือเป็นพระดาวรุ่งคนหนึ่งของวัดสระเกศ ก่อนหน้าที่จะอุปสมบทจบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จากนั้นศึกษาทางธรรมจนจบเปรียญธรรม 3 ประโยค และจบการศึกษาพุทธศาสนามหาบัณฑิตจากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยควบคู่กันด้วย เจ้าคุณปิงเป็นหนึ่งในพระที่ได้เลื่อนสมณศักดิ์อย่างรวดเร็วเนื่องจากบวชมาเพียงแค่ 16 พรรษาแต่ได้เป็นถึงพระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญที่ตำแหน่งพระวิสุทธิศาสนวิเทศ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2558 โดยก่อนหน้านี้ครองสมณศักดิ์เป็นพระครูปลัดสุวัฒนสิทธิคุณ ทำหน้าที่พระฐานานุกรมในพระพรหมสิทธิ เพียงแค่ 4 ปีเท่านั้น
ส่วนความคืบหน้าการติดตามจับกุม อดีตพระพรหมเมธี (จำนงค์ เอี่ยมอินทรา) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์เดินทางถึงสนามบินนครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี และเข้าขอยืนยันตัวบุคคลอดีตพระพรหมเมธีที่ถูกกักตัวไว้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในบริเวณสนามบิน หลังจากนั้นได้เข้าสู่กระบวนการเตรียมดำเนินการส่งตัวกลับประเทศ ซึ่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์และทีมงานได้เตรียมการประสานงานในเรื่องข้อมูลเอกสารและรายละเอียดข้อกฎหมายต่างๆ เพื่อนำตัวผู้ต้องหากลับประเทศไทย
รายงานข่าวล่าสุดแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จองตั๋วเครื่องบินในเที่ยวกลับ เที่ยวบินที่ TG921 จำนวน 14 ที่นั่ง โดยเป็นการจองแบบบล็อกทั้งโซน ซึ่งเป็นรูปแบบการจองตั๋วเพื่อเตรียมการนำตัวผู้ต้องหากลับประเทศ ซึ่งหากขั้นตอนการส่งกลับไม่ผิดพลาด ก็จะเดินทางกลับด้วยเที่ยวบินดังกล่าวถึงไทยในช่วงเช้าวันที่ 6 มิถุนายน
รายงานข่าวแจ้งว่าจากการตรวจสอบข้อมูลของตำรวจชุดสืบสวนติดตามจับกุมแจ้งว่า เหตุที่อดีตพระพรหมเมธีเดินทางหลบหนีเข้าไปประเทศเยอรมนี มีเป้าหมายที่จะเข้ายื่นเรื่องต่อสำนักงานผู้อพยพและผู้ลี้ภัยในเยอรมนี เพื่อจะขอสถานะเป็นผู้ลี้ภัยเนื่องจากรู้ตัวว่าได้กระทำผิดร้ายแรงไม่ใช่แค่คดีทุจริตเงินทอนเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องสีกาใกล้ชิดที่มักจะออกงานใหญ่ร่วมกันเสมอๆ ด้วย
ส่วนสาเหตุที่เลือกไปประเทศเยอรมนี เนื่องจากมีสาขาวัดพระธรรมกายอยู่ถึง 7 แห่ง และหากถูกกติดตามตัวจากทางการไทยก็สามารถหลบไปอาศัยวัดพระธรรมกายสาขาต่างๆ ตามประเทศในแถบยุโรปใช้เป็นที่ซ่อนตัวมากถึง 23 แห่งอีกด้วย
วันเดียวกัน ที่กองบังคับการปราบปราม พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า คดีของอดีตพระพรหมเมธีไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้ ต้องรอให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์เดินทางกลับมาและเป็นผู้ให้สัมภาษณ์เอง
ด้าน พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม เปิดเผยทางโทรศัพท์ถึงความคืบหน้าในการออกหมายจับผู้ที่มีส่วนรู้เห็นและช่วยในการหลบหนีของอดีตพระพรหมเมธี โดยเป็นคนไทย 3 คน และคนลาวอีก 2 คน ในข้อหากระทำความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 189 ขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุมหารือว่าจะให้ตำรวจนครพนมเป็นผู้ขออำนาจศาลออกหมายจับ หรือจะให้โอนมาที่กองบังคับการปราบปราม
ที่ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นายกฤช กระแสร์ทิพย์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการควบคุมอดีตพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในคดีเงินทอนวัด และนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ ผู้ต้องหาคดีอั้งยี่ซ่องโจรและปลอมพระปรมาภิไธยว่า การดูแลอดีตพระผู้ใหญ่ขณะนี้เริ่มปรับตัวได้บ้างแล้วไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ในส่วนของอดีตพระพุทธะอิสระพบว่าเมื่อเช้า(4 พ.ค.) พบว่ามีอาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร จึงนำตัวออกจากเรือนจำไปตรวจอาการอย่างละเอียดที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ก่อนนำตัวกลับมาคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เช่นเดิม เบื้องต้นพบว่าเป็นอาการข้างเคียงจากการรับประทานยาที่รักษาอาการโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ซึ่งแพทย์ประจำโรงพยาบาลได้เปลี่ยนเป็นยาฉีดแล้วแต่ยังพบว่าอดีตพระพุทธะอิสระ มีระบบขับถ่ายอุจจาระเป็นสีดำมาหลายวันแล้ว จึงนำไปตรวจอาการอย่างละเอียด พบว่ามีเลือดออกในกระเพาะอาหาร
นายกฤช กล่าวอีกว่า สำหรับอาการปวดหลังยังคงทรงๆ ไม่ได้ดีขึ้น เพราะเท่าที่ทราบจากเจ้าหน้าที่พบว่า ช่วงตี 1 อดีตพระพุทธะอิสระจะลุกขึ้นมานั่งสมาธิภายในห้องขังที่มีเพื่อนผู้ต้องขังนอนร่วมห้องประมาณ 20 คน โดยนั่งสมาธิจนถึงช่วงเช้าที่เจ้าหน้าที่จะมาไขกุญแจเปิดเรือนนอน ให้ออกไปปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ซึ่งเมื่อช่วงเช้าก็ได้พบกับอดีตพระพุทธะอิสระ ก็บอกว่า “ฉันดื้อเอง ท่านผบ.”



