
อดีตพระธงชัยนอนคุก !
"พระพรหมสิทธิ" ถอดจีวรนุ่งขาวเข้าเรือนจำหลังมอบตัวคดีเงินทอนวัด ศาลไม่ให้ประกัน เหลืออีก 1 "พระพรหมเมธี" ตร.เร่งตามจับ โปรดเกล้าฯ ถอดถอนสมณศักดิ์ 7 พระผู้ใหญ่
เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) หลังจากมีกระแสข่าวว่า พระพรหมสิทธิ จะเข้ามอบตัว ดังนั้นในช่วงเช้าวันนี้บรรดาสื่อมวลชนจากทุกสำนักที่มารอคอยทำข่าวกันอย่างคับคั่ง ขณะเดียวกันมีลูกศิษย์จำนวนหนึ่งมาปักหลักเฝ้ารอเพื่อให้กำลังใจ
เมื่อเวลา 10.00 น. ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมานโดตั้งแถวจัดพื้นที่ด้านหน้า บก.ป. เพื่อเตรียมรับมอบตัวพระพรหมสิทธิ ได้มีรถเข้ามาในพื้นที่ปก.ป.แล้วอ้อมไปทางด้านหลังของอาคาร จากนั้นพระพรหมสิทธิพร้อมด้วยทนายความได้ขึ้นไปยังบนอาคารทันทีเพื่อเข้ามอบตัวต่อ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. และ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป.
ภายหลังจากพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำ เจ้าหน้าที่ได้ให้แพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจเข้าตรวจร่างกาย ก่อนนำตัวไปพิมพ์ลายนิ้วมือ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา
ต่อมาเวลา 15.00 น. ภายหลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการสอบปากคำ พล.ต.ต.ไมตรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.5 บก.ป. ได้ควบคุมตัวอดีตพระพรหมสิทธิไปขึ้นรถตู้ของกองปราบปราม เพื่อนำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยระหว่างการคุมตัวออกมาจากห้องสอบสวน เจ้าหน้าที่ได้จัดกำลังจากเจ้าหน้าที่กก.5บก.ป. และกก.ปพ.บก.ป.(คอมมานโด) กว่า 30 นาย ยืนตั้งแถวเป็นทางยาวตั้งแต่หน้าประตูกองปราบปรามไปจนถึงรถตู้ที่มารอรับไปศาล โดยอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่เตรียมชุดขาวพร้อมดอกไม้ธูปเทียนไว้ให้เพื่อใช้ในการลาสิกขาไปด้วยหากศาลไม่อนุมัติคำร้องขอประกันตัว
ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนกองปราบปราม (บก.ป) ได้ยื่นฝากขังเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม-10 มิถุนายน พร้อมคัดค้านการประกันตัว โดยระบุว่ากระบวนการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ และยังต้องสอบพยานที่เกี่ยวข้องอีก 20 ปาก และเกรงว่าจะยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน เนื่องจากเอกสาร ของกลาง พยานหลักฐานอยู่ในการครอบครองของผู้ต้องหาเป็นจำนวนมาก รวมถึงพฤติการณ์มีการทำเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำ และคดีมีอัตราโทษสูง หากปล่อยตัวเกรงว่าจะหลบหนี
อย่างไรก็ตาม ทนายได้ยื่นขอประกันตัวโดยยื่นหลักทรัพย์วงเงิน 1 ล้านบาท เพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราว
ต่อมาเวลา 18.00 น. ศาลมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องหา โดยพิเคราะห์แล้วคดีมีอัตราโทษสูง พฤติการณ์การกระทำความผิดมีผลกระทบต่อพุทธศาสนาและมีลักษณะเป็นขบวนการ โดยมีการแบ่งหน้าที่ยักย้ายเงินที่ได้มาผ่านทางธนาคาร จึงต้องมีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอยู่ในความครอบครองของผู้ต้องหากับพวก หากให้ปล่อยชั่วคราวแล้วเชื่อว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงาน ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านจึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว จึงให้ยกคำร้อง
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ให้พระธงชัยถอดจีวรแล้วใส่ชุดขาวที่เตรียมมาให้ ก่อนควบคุมตัวไปขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
ทนายความของอดีตพระพรหมสิทธิ เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (31 พ.ค.) จะเดินทางมายังศาลอาญาคดีทุจริตอีกครั้งเพื่อยื่นอุทธรณ์ขอประกันตัวต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระธงชัยถูกแจ้งข้อกล่าวหาจากการถูกตรวจพบเส้นทางการเงิน มีการโอนให้บุคคลภายนอก รวมถึงพบบัญชีธนาคารบัญชีส่วนตัวเป็นชื่อของเจ้าอาวาส 10 บัญชี พบเงินหมุนเวียนกว่า 130 บาท จากการทุจริตเงิน 2 ปีงบประมาณ คือ ปี 2557 งบประมาณสนับสนุนโรงเรียนปริยัติธรรม ของวัดสระเกศ จำนวนกว่า 87 ล้านบาท ทั้งที่วัดสระเกศไม่มีการจัดตั้งโรงเรียนดังกล่าว ส่วนปี 2559 แบ่งเป็น 2 โครงการ ได้แก่ โครงการอบรมคุณธรรม งบประมาณ 37 ล้านบาท ถูกนำไปกระจายให้วัด 2 แห่งในต่างจังหวัดรวม 8 ล้านบาท และได้มีการทอนคืนวัดสระเกศ 29 ล้านบาท
ส่วนโครงการศูนย์กลางเผยแผ่พระพุทธศาสนา งบประมาณ 32 ล้านบาท ซึ่งตำรวจพบว่างบดังกล่าวไม่ได้นำไปใช้บำรุงศาสนาแต่อย่างใด แต่ถูกโอนเข้าบัญชีของน.ส.นุชรา สิทธินอก จำนวน 25 ล้านบาท และนายธีระพงษ์ พันธุ์ศรี อีกจำนวน 5 ล้านบาท ทำให้เข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงินด้วย รวม 2 ปี ทุจริตกว่า 130 ล้านบาท
มีรายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากเจ้าหน้าที่กองปราบปรามได้กดดันพระพรหมสิทธิ หรีอเจ้าคุณธงชัย อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ที่หลบหนีการจับกุมตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จนยอมเข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ในวันนี้(30 พ.ค.)แล้ว ยังเหลือพระผู้ต้องหาอีก 1 รูปคือ พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 4-7
ขณะนี้ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง รองผู้บัญชาการสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. นำกำลังร่วมกับ พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.3 บก.ป.เร่งกดดันให้พระพรหมเมธี หรือเจ้าคุณจำนงค์ ผู้ต้องหาคดีเงินทอนวัดรายสุดท้าย ที่ยังคงหลบหนีอยู่ให้รีบตัดสินใจเข้ามอบตัวเพื่อรับทราบข้อหา ก่อนจะถูกติดตามจับกุม
โดยก่อนหน้านี้ทาง บก.ป.ได้ทำหนังสืออายัดตัวญาติโยมคนสนิทของพระพรหมเมธี ซึ่งเป็นชายไทย 1 คน หญิงไทย 1 คน และหญิงชาวลาว 1 คน รวม 3 คน โดยประสานไปยังด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ทั่วประเทศ หลังจากเชื่อว่าทั้งหมดน่าจะมีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการพาพระผู้ใหญ่รายนี้หลบซ่อนตัว และหลบหนีคดี
วันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศเรื่องถอดถอนสมณศักดิ์ โดย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า ด้วยปรากฏว่ามีกรณีพระภิกษุถูกกล่าวหาว่า กระทําการทุจริตและถูกดําเนินคดีอาญา ในความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือ โดยทุจริต อาศัยอํานาจตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ตามความในมาตรา 5 ตรี แห่งพระราชบัญญัติ คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ถอดถอนสมณศักดิ์ จํานวน 7 รูป ดังนี้
1.พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 2.พระพรหมเมธี (จํานงค์ เอี่ยมอินทรา) วัดสัมพันธวงศาราม 3.พระพรหมดิลก (เอื้อน กลิ่นสาลี) วัดสามพระยา 4.พระราชอุปเสณาภรณ์ (สมณศักดิ์เดิมคือ พระเมธีสุทธิกร) (สังคม สังฆะพัฒน์) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 5.พระราชกิจจาภรณ์ (สมณศักดิ์เดิมคือ พระวิจิตรธรรมาภรณ์) (เทอด วงศ์ชะอุ่ม) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 6.พระอรรถกิจโสภณ (สมทรง อรรถกฤษณ์) วัดสามพระยา 7.พระศรีคุณาภรณ์ (บุญทวี คํามา) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ยกเว้นลําดับที่ 3 5 6 และ 7 ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่ถูกจับกุมและสละสมณเพศ ประกาศ ณ วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2561 ผู้รับสนองพระราชโองการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จ.นครปฐม นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม รองโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้แถลงภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ว่า ที่ประชุม มส.ได้รับทราบประกาศราชกิจจานุเบกษา ในการที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ถอดถอนสมณศักดิ์ จำนวน 7 รูป นอกจากนี้ที่ประชุม มส.ยังได้รับทราบถึงพระบัญชา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ให้กรรมการ มส.ทั้ง 3 รูป ประกอบด้วย 1.พระพรหมดิลก 2.พระพรหมสิทธิ 3.พระพรหมเมธี พ้นจากตำแหน่งกรรมการ มส. รวมทั้งยังมีมติให้พระพรหมสิทธิ พ้นจากตำแหน่งประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศด้วย
ขณะที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กรรมการ มส. ได้เสนอแต่งตั้งพระเทพวิสุทธิโมลี (พรหมา สปฺปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส อายุ 76 พรรษา 56 รองเจ้าคณะภาค 10 เป็นรักษาการเจ้าคณะภาค 10 แทนพระพรหมสิทธิ
สำหรับตำแหน่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานครที่ว่างลงนั้นสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการ มส. ได้แจ้งให้ มส.รับทราบถึงการแต่งตั้งให้พระธรรมสุธี (นรินทร์ นรินฺโท) เจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง รองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เป็นรักษาการเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร
นอกจากนี้ สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ได้แจ้งให้ มส.ได้รับทราบถึงการแต่งตั้งพระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิตสถิตมหาสีมาราม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เจ้าคณะภาค 14-15 (ธรรมยุต) เป็นรักษาการเจ้าคณะภาค 4-5-6-7 แทนพระพรหมเมธี ด้วย
สำหรับเรื่องการแต่งตั้งรักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ และวัดสามพระยานั้น ขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้งโดยให้รองเจ้าอาวาส หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาส ตามลำดับลงมาปฏิบัติดูแลความเรียบร้อยภายในวัดไปก่อน ซึ่งต้องรอดูการประชุมมหาเถรสมาคมครั้งต่อไปว่าทางเจ้าคณะปกครองจะเสนอรูปใดมาทำหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาสแทน
ส่วนเรื่องของการตั้งกรรมการ มส.ที่ว่างลงต้องเป็นพระอำนาจของสมเด็จพระสังฆราชจะพระวินิจฉัยว่ารูปใดจะมีความเหมาะสมให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ มส. โดยปัจจุบันกรรมการ มส.มี 2 ประเภท คือ โดยตำแหน่งจะเป็นสมเด็จพระราชาคณะ และมาจากการสรรหา ซึ่งก็จะเป็นพระอำนาจของสมเด็จพระสังฆราช ผอ.สำนักเลขาธิการ มส.กล่าว
นายสิปป์บวร กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีการจับกุมหรือดำเนินคดีเกี่ยวกับพระสงฆ์นั้นขอให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเรื่องของการลงโทษเจ้าหน้าที่ของ พศ.ที่ทุจริตเงินทอนวัดนั้นตนไม่ทราบ ขอให้เป็นการพิจารณาของผู้บริหาร พศ.ต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมมส. วันที่ 10 มิถุนายนนี้ ต้องจับตาดูว่าจะมีการแต่งตั้งรักษาการเจ้าอาวาสทั้งสองวัดหรือไม่ และพระเถระรูปใดจะขึ้นเป็นเจ้าอาวาสรูปต่อไป
วันเดียวกัน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้า นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และนายชุมพล จุลใส อดีตแกนนำ กปปส.ได้เดินทางมาเยี่ยมนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ แกนนำ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ ซึ่งถูกควบคุมตัวระหว่างการสอบสวนในคดีอั้งยี่ ซ่องโจร ปลอมและใช้พระปรมาภิไธยโดยไม่ได้รับอนุญาต
นายสาทิตย์กล่าวว่า พวกตนเคยร่วมต่อสู้เพื่อบ้านเมืองมาพร้อมกับอดีตพระพุทธะอิสระ เมื่อถูกควบคุมตัวในเรือนจำและมีอาการป่วย จึงรู้สึกเป็นห่วงต้องการมาเยี่ยมเพื่อให้กำลังใจ ในส่วนประเด็นข้อกฎหมายและการต่อสู้คดีความ รวมถึงประเด็นการนำกำลังตำรวจเข้าจับกุมซึ่งถูกมองว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุนั้นพวกตนไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะมีทีมทนายความคอยดูแลอยู่แล้ว
นายสาทิตย์ กล่าวภายหลังเข้าเยี่ยมอดีตพระพุทธะอิสระว่า อดีตพระพุทธะอิสระได้ฝากถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. และฝ่ายกฎหมาย ซึ่งต้องการใช้สิทธิทางกฎหมายและทางปกครองดำเนินการกับตำรวจชุดจับกุมซึ่งมองว่าปฏิบัติการเกินกว่าเหตุ โดยย้ำว่าอดีตพระพุทธะอิสระขอสละสิทธิ์การต่อสู้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง และไม่ขอใช้สิทธิ์ประกันตัว โดยจะขอให้การต่อสู้เป็นครั้งนี้เป็นเหมือนสงครามสุดท้ายเพื่อเปิดทางให้รัฐบาลและคสช. ปฏิรูปวงการศาสนา และดำเนินการกับพระสงฆ์ที่กระทำความผิด อย่าได้ตำหนิรัฐบาลคสช. และยังคงสนับสนุนและให้กำลังใจรัฐบาลในการปฏิรูปประเทศในทุกด้านต่อไป ดังนั้นจึงเป็นประเด็นที่ทีมกฎหมายของอดีตพระพุทธะอิสระต้องเข้าไปหารือเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามความต้องการของลูกความ
“ในการเข้าเยี่ยมไม่ได้สอบถามถึงปัญหาสุขภาพแต่สังเกตจากสีหน้าพบว่าอดีต พระพุทธะอิสระมีหน้าตาแจ่มใส แต่เชื่อว่ายังคงมีปัญหาป่วยจากอาการเรื้อรังอยู่ แต่ยังมีกำลังใจที่เข้มแข็ง” นายสาทิตย์กล่าว
ต่อมาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายไพบูลย์ นิติตะวัน ทีมกฎหมาย และนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความของอดีตพระพุทธะอิสระ เข้าพบอดีตพระพุทธะอิสระ เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อกฎหมายและคดีความ
นายไพบูลย์กล่าวว่า อดีตพระพุทธะอิสระเห็นว่าช่วงนี้รัฐบาลกำลังทำหน้าที่ในการชะล้างสิ่งที่ไม่ดีในคณะสงฆ์ที่ทำให้เกิดปัญหา และมีความคืบหน้าเป็นลำดับ ขณะที่ตนได้รายงานให้ทราบว่าในวันนี้ได้มีประกาศราชกิจจานุเบกษาถอดถอนสมณศักดิ์พระสงฆ์ 7 รูป จากการกระทำการทุจริตและสนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ซึ่งอดีตพระพุทธะอิสระได้ชื่นชมการทำงานของรัฐบาลที่มีความจริงจังในการทำให้กิจการสงฆ์บริสุทธิ์และให้พระสงฆ์กลับมาอยู่ในพระธรรมวินัย ดังนั้นในระหว่างนี้จึงยังไม่ต้องการให้ทนายความดำเนินการเกี่ยวกับคดีทั้งหมด รวมถึงยังไม่ต้องให้ยื่นประกันตัวแม้จะครบกำหนดฝากขังผัดแรกในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการเกี่ยวกับคดีทุจริตเงินทอนวัดและงบประมาณแผ่นดินได้อย่างเต็มที่



