
มติศาลรธน.เอกฉันท์ก.ม.ลูกส.ส.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
ศาลรธน.เสียงเอกฉันท์ผ่านร่างกฎหมายลูก ส.ส. ชี้ 2 ปมไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ด้านกรธ.ชี้กาบัตร ก.พ.62 ทำได้ แต่ต้องร่น 150 วันลงมา "วิษณุ" เผยมิ.ย.เลื่อนถกพรรคการเมือง
หลายฝ่ายจับตากรณีศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งหากคำวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญจะส่งผลให้โรดแม็พเลือกตั้งในต้นปี 2562 อาจต้องเลื่อนออกไปนั้น ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้วว่า 2 ประเด็นที่ยื่นคำร้องมานั้นไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการพิจารณาของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ยื่นขอให้วินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ในประเด็นการให้บุคคลอื่นใช้สิทธิแทนผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ และผู้สูงอายุ จะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ และประเด็นตัดสิทธิผู้ไม่ไปออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่
ทั้งนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาตลอดช่วงบ่ายก่อนแถลงผลการลงมติดังกล่าวว่าทั้ง 2 ประเด็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่าไม่มีความใดที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ โดยในประเด็นของการใช้สิทธิแทนผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ และผู้สูงอายุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญระบุว่ายังอยู่ในขอบเขตของวิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 วรรคหนึ่ง เนื่องจากเป็นการอำนวยความสะดวกหรือจัดให้มีความช่วยเหลือในการออกเสียงลงคะแนนของคนพิการ หรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ขณะที่ประเด็นการตัดสิทธิบุคคลที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในการดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ถือว่าการดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองเป็นสิทธิชนิดหนึ่ง ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติ มาตรา 95 วรรคสาม บัญญัติให้สามารถออกกฎหมายจำกัดสิทธิได้
มีรายงานว่า สำหรับประเด็นคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ยื่นคำร้องให้วินิจฉัยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่ 53/2560 ซึ่งแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ว่าด้วยสิทธิของสมาชิกพรรคการเมืองนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผลการพิจารณาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้นัดอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยและกำหนดประเด็นที่ต้องวินจิฉัย พร้อมนัดแถลงด้วยวาจา หรือปรึกษาหารือ และลงมติอีกครั้ง ในวันที่ 5 มิถุนายนนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติต่อร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ดังกล่าว ทำให้กระบวนการประกาศใช้ร่างพ.ร.ป.เป็นกฎหมายนั้นสามารถดำเนินการตามขั้นตอนได้ โดยขั้นตอนจากนี้ คือให้ สนช.ส่งร่าง พ.ร.ป. ให้นายกฯ ดำเนินการกระบวนการทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งมีระยะเวลากำหนดไว้ 20 วัน และมีระยะเวลาที่จะประกาศใช้เป็นกฎหมาย คือภายใน 90 วัน
นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญว่า หลังจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องส่งคำวินิจฉัยกลับมายัง สนช. เพื่อส่งร่างกฎหมายต่อไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ก่อนบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป โดยจะมีระยะเวลาตามขั้นตอนไม่เกิน 90 วัน และเมื่อร่างกฎหมายได้รับการโปรดเกล้าฯ ก็จะทำให้กฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ แต่จะยังไม่สามารถนับ 1 กระบวนการจัดการเลือกตั้งได้ เพราะต้องนับไปอีก 90 วันถึงร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.จึงจะมีผลบังคับใช้ ซึ่งกรณีดังกล่าว มองว่า เป็นผลดีเพื่อให้พรรคการเมืองเตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้ง และทันทีที่ครบ 90 วัน รัฐบาลกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะหารือกันเพื่อกำหนดวันเลือกตั้งให้จัดขึ้นภายใน 150 วัน
ดังนั้น เมื่อคำนวณระยะเวลาแบบเต็มเพดาน การเลือกตั้งจะมีขึ้นภายใน 11 เดือนนับจากเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งจะไปตรงกับเดือนเมษายน 2562 พอดี แต่หากรัฐบาลต้องการให้จัดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศไว้ ก็จะต้องไปหารือกับ กกต.ให้ประกาศวันเลือกตั้งภายใน 90 วัน โดยไม่ต้องใช้เวลาถึง 150 วันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ก็จะสามารถจัดได้ตามกรอบเวลาเดิมได้
ดักคอหมดข้ออ้างเลื่อนเลือกตั้ง
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าคณะกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ไม่ขัดรัฐธรรมนูญว่า จากนี้ก็จะต้องดำเนินการตามขั้นตอน โดยนายกรัฐมนตรีต้องนำกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และทุกอย่างจะต้องเดินตามโรดแม็พต่อไป เมื่อกฎหมายดังกล่าวไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้วก็จะลดสาเหตุที่จะนำมาอ้างให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปได้อีกหนึ่งสาเหตุ เพราะศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดแล้วว่าประเด็นนี้ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้นคงไม่มีใครที่จะเอาเรื่องกฎหมายมาเป็นสาเหตุทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปได้อีก
“ผมมองว่าสาเหตุการเลื่อนตั้งที่จะเกิดขึ้นจากกฎหมายจากนี้คงหมดแล้ว แต่สาเหตุอื่นที่จะทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปอาจจะมีหรือไม่ก็ได้ ซึ่งก็ไม่ทราบอนาคต แต่จากนี้ต่อไปเมื่อกฎหมายไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้ว ทุกอย่างก็ต้องเดินหน้าไปตามโรดแม็พ โดยรัฐบาลก็ต้องเดินหน้าจัดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 อย่างที่เคยประกาศไว้” นายวิรัตน์กล่าว
เลื่อนนัดถกพรรคการเมืองมิ.ย.
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีการนัดพรรคการเมืองมาพูดคุยเพื่อกำหนดวันเลือกตั้งในเดือนมิถุนายนว่า อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ระบุว่า ต้องให้ร่างพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. และส.ว.ประกาศใช้ก่อน ดังนั้นการพูดคุยจึงไม่น่าจะเป็นในเดือนมิถุนายนอย่างที่เคยระบุไว้ ส่วนจะเป็นหลังเดือนมิถุนายนหรือไม่ยังไม่ทราบ เพราะยังไม่รู้จะพบกันเรื่องอะไร และเดือนมิถุนายนกฎหมายลูกก็เพิ่งจะทูลเกล้าฯ ถวายไป นอกจากนี้บางพรรคการเมืองยังตั้งเงื่อนไข ข้อแม้ เช่น ขอถ่ายทอดสด หรือต้องมาทุกพรรคจึงจะร่วมคุย ดังนั้น เมื่อไม่มีฝ่ายใดต้องการมา จึงไม่จำเป็นต้องพูดคุยกัน เพราะความตั้งใจของ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่ให้มาพูดคุยในเรื่องการปลดล็อกพรรคการเมือง แต่บางพรรคกลับตั้งข้อแม้ว่าถ้าไม่คุยเรื่องปลดล็อก ก็จะไม่ร่วมคุย
“ถ้าเขาไม่คุยด้วย แล้วจะมานั่งมองหน้ามองตากันกี่คนล่ะ มันก็ไม่มีใคร ก็ไม่ต้องมา เพราะคนเขาไม่อยากมา ส่วนคนที่จะมาก็เจอกันอยู่ทุกวันอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังรอจังหวะอีกได้ เพราะเมื่อกฎหมายทั้ง 2 ฉบับโปรดเกล้าฯ ก็ต้องรออีก 90 วันจึงจะบังคับใช้ ไม่ได้บังคับใช้ในเดือนมิถุนายน อย่างที่คาดไว้แต่แรก” นายวิษณุ กล่าว
เมื่อถามว่า ในคำสั่งระบุให้พูดคุยเรื่องปลดล็อกและเรื่องที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง ไม่ได้บอกให้คุยถึงสิ่งที่พรรคการเมืองจะดำเนินการต่อ อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการ นายวิษณุ กล่าวว่า จะคุยอะไรก็คุยได้ เมื่อนานๆ จะได้พบกัน สิ่งที่จะคุยตามกฎหมายขอให้มี แต่ถ้าจะแถมเรื่องอื่นด้วยก็ได้ เพราะเป็นเรื่องที่อยากพูดคุยกันอยู่แล้ว เมื่อถามย้ำว่า พรรคการเมืองไม่อยากคุยด้วยเพราะมีเงื่อนไขอื่นเหล่านี้เพิ่มขึ้นมา นายวิษณุ กล่าวว่า นานๆ เจอกันที ชีวิตนี้เกือบจะไม่เคยเจอ เมื่อเจอกันมีอะไรก็ควรจะคุยกันได้ คุยกันแล้วไม่อยากมีส่วนร่วมด้วยก็นั่งฟังเฉยๆ ไม่เห็นด้วยก็คัดค้าน เห็นด้วยก็สนับสนุน เพราะเป็นการคุยกันของทั้ง 2 ฝ่าย ทั้ง คสช.และพรรคการเมือง ซึ่งต่างคนต่างมีความทุกข์ไม่เหมือนกัน จึงต้องนำความทุกข์มาแชร์กัน
เตือนพูด“ฉีกรธน.”เดี๋ยวจะพลาด
นายวิษณุ ยังกล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองเสนอให้ชูเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นนโยบายหาเสียงว่า สามารถทำได้ ไม่มีปัญหา พรรคการเมืองสามารถบอกว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ไม่สามารถบอกว่าจะฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะบางคำพูดอาจไม่ผิดในวันนี้ แต่จะผิดในวันหน้า ดังนั้นอย่าทำอะไรพลาด เพราะหลายคนที่พลาดวันนี้ ได้พูดอะไรไว้ในเวลา เช่น เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว เมื่อมีการนำคำพูดมาผสมกับการกระทำ ก็จะดูเหมือนมีเจตนามาตั้งแต่ต้น
เมื่อถามว่าตอนนี้พรรคที่พูดว่าจะฉีกรัฐธรรมนูญเข้าข่ายผิดหรือยัง นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่นักกฎหมายที่ไหนเขาก็ตอบได้
ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ประกาศจุดยืนพรรคจะฉีกรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ว่า การพูดดังกล่าวเป็นการหาเสียง เป็นนโยบายพรรคเขา เพื่อโปรโมทให้ประชาชนสนใจ เพราะเขาอยากทำงานการเมือง แต่เรื่องนี้ยืนยันว่าการฉีกรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำได้ จะไปฉีกได้อย่างไร เรื่องนี้ กกต.ดำเนินการอยู่ ขณะที่แนวคิดนิรโทษกรรมคดีการเมืองนั้น เขาก็พูดไป เรื่องนี้ต้องให้กกต.ดูว่าผิดหรือถูกอย่างไร ทั้งนี้คิดว่าการที่เขาพูดแบบนี้เป็นการหาเสียงล่วงหน้า
เมื่อถามว่า การประกาศนโยบายแบบนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่า จะเช็กบิล คสช.หลังลงจากอำนาจ พล.อ.ประวิตร ย้อนถามว่า “คสช.ทำอะไรผิด คสช.ไม่ได้ทำอะไรผิดสักเรื่อง ที่ผ่านมาไม่ว่าจะทำอะไร ท่านนายกฯ สั่งให้ตรวจสอบทุกเรื่อง ทั้งการอนุมัติงบประมาณ หรือการทำงานต่างๆ ทุกเรื่อง ทุกอย่างจะคิดเองทำเองไม่ได้ เพราะต้องคำนึงถึงกฎหมาย และยืนยันว่า คสช.ทำทุกอย่างตามกฎหมาย”
“ปิยบุตร”โต้ทำไมปชช.ทำไม่ได้
ด้านนายปิยบุตร แสงกนกกุล ว่าที่เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญทั้งฉบับมาแล้วหลายครั้ง จำนวนรัฐธรรมนูญที่ 20 ฉบับเป็นประจักษ์พยานได้อย่างดี แต่การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญจากฉบับหนึ่งไปอีกฉบับหนึ่งของประเทศไทยนั้น ใช้วิธีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบอารยชนทำกันอยู่ 3 ครั้งเท่านั้น คือ 1.รัฐธรรมนูญ 27 มิถุนายน 2475 ไป รัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 2.รัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 ไป รัฐธรรมนูญ 2489 3.รัฐธรรมนูญ 2534 ไปรัฐธรรมนูญ 2540 ที่เหลือ เราเปลี่ยนรัฐธรรมนูญด้วยวิธีการผิดปกติ กองทัพออกมารัฐประหารประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ”
“หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อเปิดทางให้ประชาชนได้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เข้าแทนที่ ไม่สามารถทำได้ กลายเป็นเรื่อง “รุนแรง” กลายเป็นเรื่อง “สุดโต่ง” กลายเป็นเรื่องต้องพูดจาระมัดระวังแล้วล่ะก็ นั่นย่อมหมายความว่า ประเทศนี้จะอนุญาตให้กองทัพใช้กำลังอาวุธ กำลังดิบเถื่อน ยึดอำนาจ ตั้งตนเป็นใหญ่แล้วประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญอย่างนั้นหรือ แต่ประชาชน ผู้แทนประชาชน จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้ทำรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ได้? หากยอมเช่นนี้ ย่อมไม่ต่างอะไรกับคนเถื่อนดึกดำบรรพ์ อยากได้ใคร อยากได้อะไร ก็ใช้กำลัง เอาไม้ฟาดกบาลแล้วลากเข้าถ้ำ แล้วพอเจ้าของเขามาทวงคืน กลับบอกว่าไม่ได้นะ เราต้องระมัดระวัง เดี๋ยววุ่นวาย หากยอมให้เป็นแบบนี้ต่อไป ประเทศนี้ไม่ปกติแน่ๆ”
ปชป.ชี้ฉีกรธน.มีแต่พวกปฏิวัติ
นายอิสสระ สมชัย อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตแกนนำกปปส. กล่าวว่า คนที่ฉีกรัฐธรรมนูญมีแต่คนที่ทำการปฏิวัติเท่านั้น เมื่อฉีกรัฐธรรมนูญแล้วก็ต้องออกกฎหมายเพื่อนิรโทษกรรมให้ตัวเองไม่มีความผิดอีก ดังนั้นส่วนตัวมองว่าการพูดของนายธนาธรนั้นเป็นการพูดแบบมันปากหรือพูดเพื่อความสะใจให้คนฟังถูกใจ แต่คนฟังจะเข้าใจความหมายหรือไม่มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันผ่านการทำประชามติจากเสียงคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เลือกและยอมรับในรัฐธรรมนูญฉบับนี้
“ถ้าจะฉีกก็แสดงว่า คนที่พูดไม่ได้คำนึงหรือคิดถึงเสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศที่ผ่านประชามติรับร่างธรรมนูญฉบับนี้ แต่เข้าใจได้เพราะเป็นพรรคการเมืองเกิดใหม่ การพูดในบางเรื่องที่ทำจริงได้ยาก ทั้งที่ในพรรคดังกล่าว มีคนที่เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยหลายคน เหตุใดจึงไม่คิดอะไรให้ลึกซึ้งและรอบคอบก่อนที่จะพูดหรือจะเป็นแค่การพูดแบบมันปากเพื่อสร้างกระแส ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว
พท.หนุนแนวทางอนาคตใหม่
ขณะที่นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แนวทางของพรรคอนาคตใหม่ที่ประกาศจะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 นั้น ถือเป็นสิทธิของพรรคการเมืองที่จะนำเสนอได้ ซึ่งบทบัญญัติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นย่อมเป็นสิทธิที่จะเสนอและรณรงค์ในการหาเสียงเลือกตั้งได้ ในอดีตช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญก็เป็นประเด็นสำคัญในหลายๆ ประเด็น ในส่วนของพรรคเพื่อไทยได้มีการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการระหว่างสมาชิก โดยไม่มีการประชุมพรรค ก็มีความสนใจในประเด็นนี้มาตั้งนานแล้ว ส่วนจะเสนอแก้ไขในเรื่องใดก็ขอเวลาได้ปรึกษาหารือกันให้ตกผลึกก่อนแล้วจะนำเสนออย่างเป็นระบบ
“ในฐานะของสมาชิกพรรคก็คิดว่า เป็นหนึ่งในประเด็นที่พรรคเพื่อไทยจะใช้รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งต่อไป” แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าว
มั่นใจรัฐบาลไม่ขยับโรดแม็พ
ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ระบุถึงการจะเชิญพรรคการเมืองมาหารือกับแม่น้ำ 5 สาย แต่ต้องรอดูกฎหมายลูก รวมถึงการลงมติของศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จะทำให้โรดแม็พการเลือกตั้งเลื่อนออกไปหรือไม่นั้น นายนพดล เชื่อมั่นว่า ทุกภาคส่วนอยากให้มีการดำเนินการตามกรอบเวลาของโรดแม็พคือ ให้ประชาชนได้เลือกตั้งไม่ช้าไปกว่ากุมภาพันธ์ 2562
“ตอนนี้ยังไม่มีปัจจัยใดๆ บ่งชี้ว่า โรดแม็พจะเลื่อนและเป็นหน้าที่ของแม่น้ำ 5 สาย คสช.และรัฐบาลที่จะสร้างความมั่นใจให้คนไทยและประชาคมระหว่างประเทศมั่นใจโรดแม็พจะไม่ขยับ” แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าว
“หมวดเจี๊ยบ”ชี้ลางเบี้ยวเลือกตั้ง
ด้าน ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีรัฐบาลเลื่อนนัดพบหารือกับพรรคการเมืองในเดือนมิถุนายนว่า นั่นคือลางบอกเหตุว่าเตรียมจะเบี้ยวเลือกตั้งอีกแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์เองและบุคคลอื่นๆ ในรัฐบาลต่างดาหน้ากันออกมายืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งแน่นอนในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 โดยไล่ให้กลุ่มคนอยากเลือกตั้งยุติการชุมนุม อ้างว่าอีกไม่กี่เดือนก็จะเลือกตั้งแล้ว จะมาเดินขบวนทำไม อันที่จริง แม้ว่าหลายฝ่ายจะไม่ได้ให้ราคากับการเรียกประชุมพรรคการเมืองในครั้งนี้นัก เช่นผู้บริหารพรรคเพื่อไทยซึ่งพูดชัดเจนมาตั้งนานแล้วว่าจะไม่เข้าร่วม แต่ก็คงไม่มีใครนึกว่ารัฐบาลจะทำตัวน่าเกลียดขนาดนี้พูดจากลับไปกลับมาทำตัวไม่สมกับเป็นผู้ใหญ่
ทั้งนี้ การเลือกตั้งเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่กำลังเฝ้าคอย ผู้มีอำนาจควรเลิกหมกมุ่นกับการดูดนักการเมืองเพื่อสืบทอดอำนาจ แล้วรีบๆ ผลักดันให้เกิดการเลือกตั้งตามโรดแม็พอย่างจริงใจ โดยต้องรีบปลดล็อกพรรคการเมืองให้ทำกิจกรรมได้ทันที และต้องปล่อยให้ประชาชนมีเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มที่ อย่าให้เหมือนช่วงก่อนลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จนทำให้ประชาชนไม่รู้ข้อดีข้อเสียของรัฐธรรมนูญ 60 อย่างถ่องแท้ เลยมองไม่เห็นกับดักที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่พอคนไทยเริ่มรู้สึกตัว อยากจะฉีกรัฐธรรมนูญ 60 ทิ้งอย่างถูกกฎหมายเพื่อร่างใหม่ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคนไทยอย่างแท้จริง กลับถูกข่มขู่อย่างหนัก ทำไมไม่ห่วงอนาคตของประเทศบ้าง อย่ายึดติดกับหัวโขนและอำนาจนักเลย เพราะเมื่อถึงเวลาต้องตาย ทุกคนก็เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้สักอย่าง เหลือไว้แต่ความดีหรือความเลวให้คนรุ่นหลังได้พูดถึงและจดจำเท่านั้น" ร.ท.หญิงสุณิสากล่าว
กรธ.ชี้ไม่ผิดชูนโยบายยกร่างใหม่
ขณะที่ นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. กล่าวถึงกรณีที่พรรคอนาคตใหม่ชูประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาเป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งว่า ส่วนตัวมองว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องความเห็น ไม่ถือว่าผิดอะไร เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีถึง 279 มาตรา บางคนอาจจะชอบ บางคนอาจจะไม่ชอบก็เป็นเรื่องธรรมดา คิดว่าการใช้คำว่าฉีกรัฐธรรมนูญเป็นเพียงการใช้ภาษาเพื่อให้เกิดความรู้สึกเท่านั้น แต่ในท้ายที่สุดคงไม่ใช่เรื่องการล้มล้างรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ที่ผ่านมาสังคมไทยเคยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาแล้วในสมัยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 และวันนี้ยังอีกไกลมาก เพราะมีกระบวนการเยอะพอสมควร เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เปิดช่องไว้สำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น ดังนั้น ก่อนการจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้จะต้องผ่านกระบวนการแก้ไขเพื่อเปิดทางไปสู่การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ขึ้นเสียก่อน และนอกจากจะต้องผ่านขั้นตอนทางนิติบัญญัติแล้ว ยังไปทำประชามติถามประชาชนก่อนด้วยว่า จะเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่
อดีตโฆษกพท.เข้ารับทราบข้อหา
ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายศักดา นพสิทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย และอดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) จ.ชลบุรี ได้เข้าพบ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ในกรณีที่เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายศักดา ร่วมกับพวก รวม 9 คน ได้แถลงข่าวเรื่อง 4 ปี ที่ล้มเหลวของรัฐบาลคสช. จนถูกพิจารณาดำเนินคดีในความผิดข้อหามั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยไม่รับอนุญาตจากหัวหน้าคสช.หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย หลังจากเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม แกนนำพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการ, นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย, นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรมว.ศึกษาธิการ, นายชัยเกษม นิติศิริ อดีตรมว.ยุติธรรม, นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.การต่างประเทศ, นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรมว.การคลัง และนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ รวม 8 คน ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาไปก่อนหน้านี้แล้ว
นายศักดา กล่าวว่า ได้ติดต่อขอเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ป. ตามหมายเรียก หลังจากตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา รายที่ 9 ตามที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีจากกรณีที่พรรคเพื่อไทยได้จัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เรื่อง 4 ปี ที่ล้มเหลวของ คสช. โดยในวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ตนติดภารกิจจึงไม่ได้เดินทางมาพร้อมกับแกนนำพรรคทั้ง 8 คน ที่เข้าพบพนักงานสอบสวนไปก่อนหน้านี้ ส่วนที่มีการแถลงข่าวดังกล่าวนั้น อยากบอกว่าเป็นการพูดเพื่อติชมการทำงานของรัฐบาลในวาระครบรอบ 4 ปี ที่ คสช.บริหารประเทศ การติชม ก็อาจเข้าข่ายความผิดตามคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ห้ามมั่วสุม ชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน
ส่วนในวันที่จัดแถลงข่าวดังกล่าวนั้น มีตำรวจจากหลาย สน.ด้วยกัน เข้ามาพบและประสานแล้วว่า ไม่ควรจะมีผู้บริหารพรรคร่วมแถลงข่าว แต่ก็ได้หารือกันจนมีข้อสรุปว่า ผู้บริหารตัดสินใจไม่ร่วมแถลงข่าวในวันนั้น แต่ผู้ที่ไม่ได้บริหารพรรค 3 ท่าน ก็ได้แถลงแสดงความเห็นในประเด็นต่างๆ แต่การแถลงในที่เป็นอาคารส่วนตัวนั้น เข้าข่ายเป็นการมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมืองตามคำสั่ง คสช.ดังกล่าวหรือไม่
นายศักดา กล่าวอีกว่า ส่วนอีกประเด็นคือ ก่อนหน้านี้ก็มีพรรคการเมือง มีกลุ่มการเมือง มีคณะบุคคล ก็แสดงความคิดเห็นทางการเมืองลักษณะนี้ในหลายที่ เช่น กรณีของอดีตแกนนำ กปปส. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แถลงข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองมีสื่อมวลชนนำเสนอข่าว แม้ว่าการแถลงข่าวแบบนี้จัดขึ้นที่โรงแรม แต่ก็ถือว่าเป็นการร่วมกันแสดงความเห็นทางการเมืองเกินกว่า 5 คนขึ้นไป กรณีอย่างนี้ทำไม คสช.จึงไม่พิจารณาดำเนินคดี อีกประการหนึ่งคือ กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางไปยัง จ.บุรีรัมย์ ก็มีอดีตหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อย่างนายเนวิน ชิดชอบ อยู่ในสถานที่นั้น มีการปราศรัยกับประชาชน มีการรวมตัวกันเกินกว่า 5 คน โดยมีจุดมุ่งหมายทางการเมือง แม้จะเป็นการไปลงพื้นที่ของนายกฯ แต่คำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ก็ไม่ได้ระบุว่าใคร ระบุเพียงว่าผู้ใดมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง เกินกว่า 5 คนขึ้นไป
“ถ้าเข้าองค์ประกอบความผิด กรณีอย่างนี้ก็ต้องมีความผิดเช่นเดียวกัน มันจะนำไปสู่ประเด็นที่ว่าการทำหน้าที่ของฝ่ายกฎหมาย คสช.เลือกปฏิบัติกับพรรคเพื่อไทย หรือบุคคลที่อยู่ในพรรคเพื่อไทยหรือไม่ กรณีของพนักงานสอบสวน ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้รับแจ้งความ ตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้อ 10 ระบุว่าการที่พนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียกใคร ต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะแจ้งข้อหาดำเนินคดี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา รับแจ้งความ แล้วก็ออกหมายเรียกในคืนวันที่ 17 ต่อเนื่อง 18 พฤษภาคม มันรวดเร็วเกินไปหรือไม่ หรือเป็นการทำตามคำสั่งเกินกว่าหน้าที่หรือไม่” นายศักดา กล่าว
นายศักดา กล่าวด้วยว่า ในกรณีเช่นนี้การออกคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 นั้น เป็นช่วงเวลาที่ต่อเนื่องกับการบังคับใช้กฎอัยการศึก กรณีอย่างนี้การผ่อนปรนให้ฝ่ายการเมืองได้แสดงความคิดเห็น ติชม ร่วมกับ คสช.จะเป็นไปได้หรือไม่ และประการสุดท้าย การที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศครบ 4 ปี หากเทียบกับฝ่ายการเมือง ก็ต้องถือว่าหมดวาระแล้ว เกินกว่ากรอบเวลาที่ฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง จะต้องพ้นตำแหน่ง และอยู่รักษาการถึงการทำหน้าที่ ต้องมีการจัดเตรียมการเลือกตั้งแล้ว แต่วันนี้ยังไม่ปลดล็อกคำสั่งห้ามไม่ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมือง อย่างนี้จะเป็นกรณีการปฏิรูปการเมือง และการปรองดองได้หรือไม่
บุกทำเนียบจี้ทำรุนแรงกว่าเหตุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกชัย หงส์กังวาน และนายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ นักกิจกรรมทางการเมือง ได้เดินทางมายังบริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล ถนนพิษณุโลก เพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวขอโทษต่อการจับกุมคนอยากเลือกตั้งในการชุมนุมครบรอบ 4 ปีของการรัฐประหาร 2557 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา รวมถึงมามอบนาฬิกาให้แก่ พล.อ.ประวิตร โดยมีตำรวจและทหารทั้งในและนอกเครื่องแบบมาเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ตลอด
นายเอกชัย กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คสช.ได้ใช้ยุทธวิธีแบบเดียวกับทหารในการนำกำลังหลายพันคนเข้าควบคุมตัวกลุ่มคนอยากเลือกตั้งซึ่งมีจำนวนแค่หลักร้อยและชุมนุมอย่างสงบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสะพานมัฆวานรังสรรค์ จึงมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ ทำให้ไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่กลุ่มกลับไม่ได้รับคำขอโทษ เมื่อเปรียบเทียบกับการจับกุมอดีตพระพุทธะอิสระเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ทั้งที่ใช้ความรุนแรงและกำลังตำรวจน้อยกว่า พล.อ.ประยุทธ์กลับออกมากล่าวขอโทษ นอกจากนี้ตลอดการบริหารงาน 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลคสช.ยังสมควรกล่าวคำขอโทษในอีกหลายเรื่อง เช่น เรื่องการรัฐประหารรัฐบาลพลเรือน การอุ้มคนเห็นต่างเข้าค่ายเพื่อปรับทัศนคติ รวมทั้งกรณีการยืมนาฬิกาหรูด้วย
ด้านนายโชคชัย กล่าวว่า ในฐานะคนหนึ่งที่ต้องการการเลือกตั้งขอฝากไปถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ศรีวราห์ ควรออกมาขอโทษประชาชนที่ใช้กำลังตำรวจเข้าจับกุมคนอยากเลือกตั้งจนทำให้การจราจรติดขัด ทั้งที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งมีความประสงค์จะใช้ถนนเพียงเลนเดียว ถ้าตำรวจไม่ขัดขวาง การเดินทางมายังทำเนียบก็จะใช้เวลาเพียง 1 ชม. โดยไม่กระทบการจราจร เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ไม่เร่งด่วน ทั้งนี้ยืนยันว่ากลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะยังคงทำการเคลื่อนไหวอย่างสงบตามสิทธิในรัฐธรรมนูญต่อไป
“เนติวิทย์”ปาฐกถาชวนชูสามนิ้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล อดีตประธานสภานิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเชิญจากมูลนิธิฮิวแมน ไรท์ส ฟาวน์เดชั่น ให้เป็นหนึ่งในปาฐก หรือผู้บรรยายในงาน ออสโล ฟรีดอม ฟอรั่ม ประจำปี 2018 โดยนายเนติวิทย์ ได้กล่าวช่วงหนึ่งว่า การต่อสู้ช่วงแรก เป็นต่อสู้กับระบบการศึกษา เช่น ตั้งคำถามกับการบังคับตัดผมสั้นและอื่นๆ โดยหลังจากที่ทหารเข้ามายึดอำนาจในการเมืองไทย ตนก็เข้าร่วมกับกลุ่มการเรียกร้องหลายครั้ง ทั้งนี้กลุ่มเคลื่อนไหวของนักเรียนนักศึกษามักถูกควบคุมตัว เมื่อตนเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยก็เคยเชิญ โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวของฮ่องกง ให้มาพูดเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวในไทยก็ถูกควบคุมตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิโดยเจ้าหน้าที่ไทย หลังจากนั้นตนได้รับเลือกเป็นประธานสภานิสิตจุฬาฯ ครั้งหนึ่งก็ได้แสดงความไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับประเพณีการรับน้องใหม่ ก็ถึงกับมีอาจารย์คนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยทำร้ายเพื่อนสมาชิกสภานิสิตฯ จากเหตุการณ์นั้นก็ถูกปลดออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางเสียงตำหนิจากบุคคลต่างๆ แม้แต่จากผู้ที่เคยได้รับรางวัลโนเบล มายังผู้บริหารมหาวิทยาลัย
นายเนติวิทย์ กล่าวอีกว่า จากการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเรียกร้องการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ตนถูกแจ้งข้อหาหลายคดี วันนี้ก็เพิ่งทราบจากเพื่อนเมื่อสักครู่ว่าเพิ่งโดนมาอีก 1 คดี จากการเคลื่อนไหวเรียกร้องเลือกตั้ง ซึ่งคนไทยจำนวนมากก็ไม่ได้เห็นด้วยกับรัฐบาลทหาร
ทั้งนี้ในช่วงท้ายการปาฐกถา นายเนติวิทย์ ได้เดินมากลางเวที พร้อมประกาศให้ผู้ที่เห็นด้วยยืนขึ้นพร้อมชูสามนิ้ว โดยระบุว่า การชูสามนิ้วถ้าทำที่เมืองไทย ก็อาจถูกจับ แต่ถ้าทำที่นี่คงไม่เป็นไร โดยมีผู้ร่วมงานต่างลุกขึ้นพร้อมชูสามนิ้วขึ้นด้วย สำหรับงานดังกล่าวเป็นเวทีระดับโลกที่พูดถึงประเด็นสิทธิมนุษยชน และเป็นเวทีที่รวมตัวของนักสิทธิมนุษยชน เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ประมุขของรัฐ โดยจัดขึ้นที่เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์
บิ๊กป้อมสั่งจัดการโพสต์บิดเบือน
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมสภากลาโหม ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ขอให้หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม และ ผบ.เหล่าทัพ ติดตามความเคลื่อนไหวการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะทางอินเทอร์เน็ต หากพบข้อมูลที่มีลักษณะอันเป็นเท็จ บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิด ก่อให้เกิดความโกรธเกลียดกันในสังคม สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของกองทัพ อันกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ขอให้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย พร้อมทั้งชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องให้สังคมทราบ
หมายจับมือโพสต์ใส่ร้าย“บิ๊กตู่”



