
"ตู่-เต้น" 10 แกนนำ นปช.ขึ้นศาล สู้คดีม็อบไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์
อัยการเตรียมพยาน 134 ปาก สืบชุมนุม นปช.ป่วนเมือง ส่วนแกนนำ จัด 120 ปากสู้
28 พ.ค.61 - ที่ห้องพิจารณาคดี 805 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานคดีชุมนุม นปช.ขับไล่รัฐบาลยุคอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี 2552 หมายเลขดำ อ.968/2561 พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อายุ 70 ปี อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) , นายจตุพร พรหมพันธุ์ อายุ 53 ปี ประธาน นปช. , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อายุ 43 ปี แกนนำ นปช. กับพวกซึ่งเป็นแกนนำและแนวร่วมฯ รวม 10 คน เป็นจำเลยที่ 1-10
ในความผิดฐานร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาฯ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่อง ให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปฯ กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่สั่งการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และทำการฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ที่ห้ามชุมนุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป รวมทั้งสิ้น 3 ข้อหา
จากกรณีกลุ่ม นปช.จัดการชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยปราศรัยปลุกระดมยุยง ณ เวทีบริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ข้างทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งการทำลายทรัพย์สินของทางราชการ, ยึดและเผารถโดยสารประจำทางในพื้นที่ กทม. และนำรถบรรทุกแก๊สไปจอดไว้กลางถนนเพื่อข่มขู่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และประชาชนเดือดร้อนเสียหาย โดยกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน เหตุเกิดที่แขวง-เขตดุสิต, แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี, แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร และแขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม. ระหว่างวันที่ 31 ม.ค.-14 เม.ย.52
โดยวันนี้ "นายวีระกานต์" จำเลยที่ 1, "นายณัฐวุฒิ" จำเลยที่ 3 , "นพ.เหวง" จำเลยที่ 4 ซึ่งได้ประกันตัวระหว่างสู้คดี เดินทางมาศาลพร้อมทนายความและจำเลยอื่น
ส่วน "นายจตุพร" จำเลยที่ 2 ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ในคดีหมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งวันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้เบิกตัวมาร่วมกระบวนพิจารณาเช่นกัน
โดยเมื่อถึงเวลานัด ศาลสอบถามอัยการโจทก์แล้ว แถลงว่าได้เตรียมพยานเอกสาร รวม 143 ฉบับ ส่วนพยานบุคคลจัดไว้ 134 ปาก
ส่วนฝ่ายจำเลย แถลงประสงค์จะนำพยานสืบสู้คดี 120 ปาก
ขณะที่ "นายจตุพร" ปธ.นปช. จำเลยที่ 2 ได้เป็นตัวแทนจำเลยทั้ง 10 คน แถลงต่อศาลว่า อยากจะขอเลื่อนการตรวจพยานหลักฐานออกไปก่อน เนื่องจากคดีนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานแล้วตั้งแต่ปี 2552 แต่อัยการเพิ่งฟ้องคดีเข้ามา จำเลยทั้ง 10 คน และทนายความจึงขอเวลาในการจัดเตรียมพยานหลักฐานไว้ต่อสู้คดี
โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรมและให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงให้เลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 31 ก.ค.นี้ เวลา 09.00 น. พร้อมกำชับให้อัยการโจทก์และฝ่ายจำเลย ไปดำเนินการจัดแบ่งกลุ่มพยานบุคคลไว้ให้เรียบร้อยและจะใช้เวลาในการสืบพยานกี่นัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ภรรยาและลูกชายรวมทั้งบุคคลใกล้ชิด 20 ราย ได้เดินทางมาให้กำลังใจ "นายจตุพร" รวมทั้งได้พูดคุยสอบถามความเป็นอยู่ของนายจตุพร ระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ ซึ่ง "นายจตุพร"' เองก็มีใบหน้ายิ้มแย้ม แต่สภาพร่างกายพบว่า น้ำหนักลดลงไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนนายณัฐวุฒิ , นายวีระกานต์ และ นพ.เหวง แกนนำ นปช.ก็ได้ทักทายพูดคุยกับนายจตุพรเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตามก่อนเข้าห้องพิจารณาคดีเพื่อตรวจพยานหลักฐาน "นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" แกนนำ นปช. ให้สัมภาษณ์ว่า คดีนี้เป็นการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ยุบสภาเมื่อปี 2552 เวลาผ่านมานานพอสมควร เจ้าหน้าที่ตำรวจก็แจ้งข้อกล่าวหาดำเนินการมาถึงชั้นศาล พวกตนร้องขอความเป็นธรรมว่าหลายคนในคดีนี้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาซ้ำซ้อนกับกรณีชุมนุมที่พัทยา อย่างนายพายัพ ปั้นเกตุ แกนนำ นปช. ก็โดนคดีที่พัทยา ศาลอุทธรณ์สั่งจำคุกอยู่ระหว่างประกันตัวสู้ชั้นฎีกา พวกตนก็ถูกแจ้งข้อหาทั้งกรณีกระทำในกรุงเทพฯ และพัทยาด้วย จึงทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมไปยังอัยการสูงสุดว่าเป็นการฟ้องซ้ำหรือไม่อย่างไร เรื่องก็ยังอยู่ในกระบวนการ ยังไม่ทราบข้อยุติ ส่วนวันนี้ทีมทนายความได้เตรียมบัญชีพยานมาแสดงต่อศาล เราก็จะสู้กันไปตามกระบวนการ
"การชุมนุมในปี 2552 เป็นการชุมนุมโดยสงบสันติปราศจากอาวุธ ไม่มีความรุนแรงใดๆ ในวันที่ 14 เม.ย. พวกผมซึ่งเป็นแกนนำก็ประกาศยุติการชุมนุมด้วยตัวเอง แล้วก็ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการดูแลพี่น้องประชาชนผู้มาร่วมชุมนุมจนเดินทางกลับจากบริเวณที่ชุมนุมครบถ้วน เราจึงไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ นี่ก็เป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ ส่วนสถานการณ์ที่พัทยาอย่างที่เรียน นัยยะสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นั้นในพื้นที่ก็คือการปรากฏตัวของชายฉกรรจ์สวมเสื้อสีน้ำเงิน ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนทั้งภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว อากัปกิริยาต่างๆ ใครเห็นก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไมชายฉกรรจ์นับร้อยคนถืออาวุธครบมือสามารถยืนปะปนกับเจ้าหน้าที่ โดยไม่มีการจับกุมหรือแม้แต่กระทั่งห้ามปรามใดๆ ถ้าหากไม่ปรากฏการกระทำของชายฉกรรจ์กลุ่มดังกล่าว ก็ไม่มีเหตุการณ์ที่กลุ่มคนเสื้อแดงต้องย้อนกลับไปโรงแรมรอยัลคลิปบีช ซึ่งเป็นสถานที่จัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน" นายณัฐวุฒิ กล่าว
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อไปว่า เหตุการณ์นี้ทำให้นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช.กับพวกเป็นจำเลย เราได้นำไปอธิบายในคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ตั้ง และน่าประหลาดใจคณะกรรมการดังกล่าวหลังตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วก็ไม่เปิดเผยต่อสาธารณชนว่าความจริงเมื่อปี 2552 คืออะไร รัฐบาลนายอภิสิทธิ์แม้เหตุการณ์จะผ่านมาหลายปีแต่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ควรเปิดเผยผลสรุปจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการชุดดังกล่าวให้สังคมรับทราบสิ้นสงสัย
เมื่อถามว่าการที่นายอริสมันต์ นำมวลชนทุบกระจกไม่รุนแรงเกินกว่าเหตุใช่หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การประกาศยุติการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเกิดก่อนที่นายอริสมันต์ จะเดินทางไปถึงโรงแรม ขณะเดียวกันข้อเท็จจริงหลังจากนั้นขณะนี้กำลังอยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกา ตนขออนุญาตไม่พูดลึกลงไปเพราะจะก้าวล่วงการใช้ดุลพินิจพิจารณาของศาล แล้วเรื่องชายชุดน้ำเงินยังไม่มีการพูดกันชัดเจน คนที่จะอธิบายเรื่องนี้ดีที่สุดก็คือนายอภิสิทธิ์ เพราะถือผลการตรวจสอบของคณะกรรมการไว้



