
"ไพบูลย์" ขอประชุมพรรคใหม่ เหตุองค์ประชุมยังเป็นสมาชิกพรรคเก
"ไพบูลย์" ขอ กกต. ประชุมพรรคใหม่ ชี้องค์ประชุมเหตุคนร่วมยังเป็นสมาชิกพรรคเดิม ถามหัวหน้าพรรคต้องโดนข้อหาแจ้งความเท็จหรือไม่
นายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ได้ทำหนังสือถึงนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อหารือข้อกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 หมวดที่ 1 การจัดตั้งพรรคการเมือง 4 ข้อ ดังนี้
ข้อ 1. ในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2561 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร่วมจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปได้ขอจัดประชุมไปแล้วนั้น แต่ภายหลังได้ตรวจสอบพบว่าในวันประชุมดังกล่าว มีผู้ร่วมจัดตั้งพรรคจำนวนหนึ่งยังมีสถานะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเดิมอยู่ จึงมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติเป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรค และอีกกรณีหนึ่งหลังจากวันประชุมแล้วมีผู้ยื่นหนังสือแจ้งความจำนงขอเข้าร่วมเป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งการยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคฯกำหนดให้ต้องเป็นเฉพาะผู้ร่วมจัดตั้งพรรคที่มาแจ้งความจำนงภายในไม่เกินวันที่ประชุม
ดังนั้นคณะผู้ร่วมจัดตั้งพรรคฯจึงประสงค์ที่จะจัดประชุมผู้ร่วมจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปใหม่ ในต้นเดือนมิถุนายนอีกครั้ง เพื่อที่จะให้บุคคลที่ยังมีสถานะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเดิมได้พ้นจากสมาชิกภาพจากพรรคการเมืองเดิม จะได้มีคุณสมบัติในการเป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรคได้ และผู้แจ้งเจตจำนงเป็นผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคภายหลังวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2561 จะได้เป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรคก่อนที่จะมีการจัดประชุมครั้งใหม่ และบุคคลทั้งสองกรณีจะได้มีสิทธิเข้าร่วมประชุมครั้งใหม่เพื่อจะได้เป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งรวมแล้วมากกว่า 1,500 คน ได้หรือไม่
ข้อ 2. มีข้อหารือนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า การเลือกหัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง เหรัญญิกพรรคการเมือง นายทะเบียนสมาชิกและกรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมือง ตามมาตรา 10 (2) จะต้องเลือกด้วยการลงคะแนนโดยเปิดเผยตามมาตรา 10 วรรคสาม ใช่หรือไม่ หรือจะต้องเลือกด้วยวิธีการให้ลงคะแนนลับในคูหาตามมาตรา 40
ข้อ 3. โดยข้อกฎหมายแล้ว ทุนประเดิมของผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคควรที่จะให้ถือว่าเป็นเงินค่าบำรุงพรรค เพื่อที่จะให้ผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคมีสถานะเป็นสมาชิกพรรคในทันทีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองรับรองให้จดทะเบียนจัดตั้งพรรค เพราะหากไม่ให้เงินทุนประเดิมพรรคเป็นเงินค่าบำรุงพรรคของสมาชิกจะมีปัญหาข้อกฎหมาย ตามมาตรา 10 วรรคท้าย “ในกรณีที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองตามมาตรา 17 ให้ถือว่าการประชุมตามวรรคหนึ่งเป็นการประชุมใหญ่สามัญครั้งที่หนึ่งของพรรคการเมือง” แต่ตามกฎหมายแล้ว การประชุมใหญ่สามัญของพรรคการเมือง ผู้ที่จะเข้าร่วมประชุมจะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นแล้ว และเมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองตามมาตรา 17 ก็ย่อมต้องรับรองให้ผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็น หัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง เหรัญญิกพรรคการเมือง นายทะเบียนสมาชิกและกรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมือง ดังกล่าว ซึ่งหากไม่ถือว่าทุนประเดิมเป็นเงินบำรุงพรรคของสมาชิกพรรค ก็จะทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองบุคคลที่ยังไม่เป็นสมาชิกพรรคให้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของพรรคฯ ย่อมขัดต่อมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ซึ่งบัญญัติว่า “หัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง เหรัญญิกพรรคการเมือง นายทะเบียนสมาชิก และกรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมืองต้องเป็นสมาชิก” รวมทั้งตรวจสอบพบว่าไม่มีบทบัญญัติในมาตราใดกำหนดห้ามมิให้นำทุนประเดิมมาเป็นค่าบำรุงพรรคของสมาชิกด้วย
ข้อ 4. ในกรณีผู้ที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคฯ จะต้องรับรองคุณสมบัติของผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคฯตามแบบ กกต. แต่เมื่อรับรองแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปพบว่าผู้นั้นมีคุณลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคฯที่ลงลายมือชื่อรับรอง จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 หรือไม่
การหารือข้อกฏหมายดังกล่าว เพื่อให้เกิดเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการของพรรคการเมืองต่างๆให้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของกฏหมาย
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ขณะนี้ตนได้ขอถอนเรื่องจดแจ้งจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปจาก กกต. แล้ว เพื่อจะขอประชุมผู้ร่วมก่อตั้งพรรคใหม่อีกครั้ง เนื่องจากพบปัญหาในข้อกฎหมายทั้งกรณีของสมาชิกที่ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองในวันที่ 7 เม.ย. ซึ่งพบว่าในผู้ร่วมก่อตั้งพรรค พบว่ามี 100 คนที่สังกัดสมาชิกพรรคการเมืองอื่นและไม่ถือว่าพ้นสมาชิกภาพภายหลังกฎหมายให้ยืนยันตัวตน จึงถือว่าวันนั้นเขาจึงไม่ถือว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน ตนจึงถอนเรื่องออกมา และยังพบเรื่องทุนประเดิม ที่ กกต. เคยวินิจฉัยว่าการจ่ายในวันประชุมผู้ก่อตั้งไม่ใช่ค่าบำรุง หากไม่ถือว่าเป็นการจ่ายเงิน ก็จะถือว่าไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคโดยสมบูรณ์
ขณะที่การลงคะแนนเลือกหัวหน้าพรคคตนสงสัยว่าจะทำโดยเปิดเผย หรือการลงคะแนนใยคูหาสามารถทำได้หรือไม่ เพราะมีกลุ่มบางกลุ่มลงคะแนนในคูหาจะทำให้มีปัญฆาหรือไม่



