
คมชัดลึกระดมสมองยกระดับอปท.
"คม ชัด ลึก" ได้จัดเสวนา "คิดใหม่ กระจายอำนาจสู่ อปท." มท.2 ลั่นหนุนท้องถิ่นยกระดับองค์ความรู้สู่แนวทางตาม รธน. "จริน" อัดแผนระบบการศึกษาทำไทยล้าหลัง แนะให้จัดระบบการเรียนสนองคนในพื้นที่ ส่วน ผอ.อาชีวะ เผยเตรียมจัดหลักสูตรฝึกอาชีพใช้แก้ปัญหานักเรียนต้อง
เมื่อเวลา 09.30 น. เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค (ดินแดง) สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยทักษิณ และหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" ร่วมกันจัดเสวนาระดมสมองเรื่อง “ระบบคิดใหม่ ในการพัฒนาประเทศ” โดยมีนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นประธานเปิดงาน มีนักวิชาการ สมาชิกองค์กรปกครองท้องถิ่น ประชาชนทั่วไปให้ความสนใจเข้าร่วม
นายบุญจงระบุว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการร่วมมือ 3 ฝ่าย ที่ต้องการให้องค์กรปกครองท้องถิ่น ได้รับการพัฒนาองค์ความรู้ ใช้ระบบคิดใหม่เพื่อนำไปสู่การยกระดับการบริหารองค์กรให้มีประสิทธิภาพ และเตรียมความพร้อมในการถ่ายโอนภารกิจกระจายอำนาจงานด้านต่างๆ จากส่วนกลางตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
นายจริน ศิริ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการจัดการเพื่อการพัฒนา และที่ปรึกษาเลขาธิการสมาคมอาเซียน ปาฐกถาหัวข้อ “ระบบคิดใหม่ ในการพัฒนาประเทศ” ว่า ท้องถิ่นต้องวางแผนการทำงานในลักษณะคิดใหม่ โดยเฉพาะการจัดการ ถือเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งการแตกแยกของสังคมปัจจุบันมองได้ว่า เป็นการผิดพลาดของการจัดการศึกษาที่มีกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้จัดการวางแผนการศึกษาให้แก่ท้องถิ่นทั่วประเทศแบบที่เหมือนกันไปทั้งหมด โดยไม่คำนึงว่าแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม ประเพณี
นายจรินกล่าวว่า เมื่อมีการกระจายอำนาจเข้าสู่ท้องถิ่น สิ่งสำคัญคือต้องอาศัยนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร่วมกับผู้นำท้องถิ่นประสานมือกันช่วยจัดการศึกษาใหม่สนองความต้องการของประชาชนในสังคมให้เข้ากับวัฒนธรรม หรือเศรษฐกิจของพื้นที่ที่มีอยู่จริง อย่างไรก็ตาม ก็พร้อมที่จะประสานแนวทางจัดระบบคิดใหม่ทางการศึกษาให้ประสบผลได้จริงในแบบคิดใหม่ ทำใหม่เพื่อจะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาประเทศชาติ
ต่อมาเวลา 10.30 น. มีการเสวนาเรื่อง “ระบบคิดใหม่ในการพัฒนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” วิทยากร ได้แก่ นายเฉลียว อยู่เสมารักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายเอ็นดู ซื่อสุวรรณ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นายอุดม ทุมโฆสิต อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันพัฒนบัณฑิตบริหารศาสตร์ หรือนิด้า นางดวงจันทร์ อาภาวัชรุตม์ เลขาธิการสถาบันพัฒนาเมืองเชียงใหม่ และนักวิจัยชำนาญการสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
นายเฉลียวกล่าวว่า ระบบการศึกษาของประเทศไทยที่ผ่านมา มีปัญหา เพราะเน้นการศึกษาเพื่อให้ได้ใบประกาศ ไม่ใช่เพื่อการนำไปทำงาน แต่จากนี้ไปจะเห็นว่า เราได้มีการเน้นให้มีการศึกษาสายอาชีพเป็นสำคัญมากกว่าเดิม อาทิ ระดับ ปวช. ปวส. เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาได้ไปช่วยพัฒนาท้องถิ่น โดยไม่เน้นการผลิตบุคลากรตามใจผู้เรียนแต่จะสนองความต้องการของพื้นที่เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่น
“สถาบันอาชีวศึกษาจะช่วยเน้นสร้างหลักสูตรทำการประเมินบุคลากรทางการศึกษาเพื่อสนองความต้องการองค์กรปกครองท้องถิ่นที่มีอยู่จริงๆ แต่จะทำในแบบค่อยเป็นค่อยไปตรงตามความต้องการช่วงเริ่มต้นจะเน้นการวางระบบให้มีความเข้มแข็งจึงจะทำการขยายการศึกษาให้มากขึ้นต่อไป” นายเฉลียวกล่าว
ด้านนายอุดมกล่าวว่า ประเทศไทยยังด้อยพัฒนา ดังนั้นเราจึงมองการกระจายอำนาจเป็นเรื่องใหม่ แต่ความจริงประเทศที่พัฒนาแล้วจะเน้นกระจายอำนาจเต็มที่ให้เป็นลักษณะสากลเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ใช้อำนาจปกครองตนเองอย่างแท้จริง ซึ่งบ้านเราทำในลักษณะการใช้ตัวบทกฎหมายถือเป็นการจัดตั้ง แต่ยังคงอำนาจเอาไว้ที่ส่วนกลางหรือกระทรวงมหาดไทย วันนี้มองว่า ท้องถิ่นที่มีอยู่กว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศมีปัญหาแต่ละท้องที่ค่อนข้างแตกต่างกันเป็นอย่างมาก การแก้ปัญหาน่าจะให้ท้องถิ่นจัดการด้วยตัวเอง ในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับความมั่นคง แต่หลายเรื่องส่วนกลางเข้าไปจัดการทำให้การกระจายอำนาจไม่มีจริง
นายเอ็นนูกล่าวฝากไปยังองค์กรท้องถิ่นว่า ขออย่าได้เพียงคิดอย่างเดียว ที่ผ่านมาไปดูงานของ อบต.ปากพูน จ.นครศรีธรรมราช พบว่า มีการยึดเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำงานชนิดเข้าถึง สำรวจข้อมูลประชาชนทุกคนในพื้นที่ ทุกเพศทุกวัย ไม่ว่า เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่หรือคนชรา แล้วยังเก็บเอาไว้เป็นฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์ได้อย่างครอบคลุม ถือว่ามีความสำเร็จอย่างมาก เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญ เนื่องจากการจะทำสิ่งใดต้องสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ทุกอย่าง ที่สำคัญผู้นำท้องถิ่นเองจะต้องไม่โกงจึงจะประสบความสำเร็จ ตรงนี้สิ่งที่ทำไปจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ขณะเดียวกันบางเรื่องเราก็ต้องไม่รอคอยรอรับนโยบายจากส่วนกลาง ในบางอย่างที่แก้ไขได้จะต้องดำเนินการในทันที
นางดวงจันทร์กล่าวว่า ความคิดใหม่ที่ต้องการให้ท้องถิ่นมี คือเรื่องของการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เพราะสิ่งแวดล้อม ภูมิอากาศได้เปลี่ยนไป ในอดีตที่ผ่านมาท้องถิ่นไม่ได้เข้าไปดูแลโดยตรง ไม่ได้คิดเองมีส่วนกลางเข้าไปช่วยคิดแก้ไขให้ตลอดในลักษณะคิดแทนทำแทนเบ็ดเสร็จ เพื่อให้สังคมมีความยั่งยืนท้องถิ่นต้องเริ่มช่วยกันร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างรู้เท่าทัน ในมุมมองใหม่ๆ ที่เป็นภัยคุกคามจากข้างนอกตั้งแต่เริ่มต้นได้ทันที



