ข่าว

ปปป.ล็อกเป้า60วัดอมเงินไล่ออก4ขรก.พระพรหมสิทธิซุกบ้านศิษย์

ปปป.ล็อกเป้า60วัดอมเงินไล่ออก4ขรก.พระพรหมสิทธิซุกบ้านศิษย์

28 พ.ค. 2561

"บิ๊กตู่"ยันไม่สนิท"พุทธอิสระ" ปปป.สอบลอต 4 ล็อกเป้า 60 วัดดังโกงเงินทอนวัด ตร.คาดเจ้าอาวาสวัดสระเกศหลบอยู่บ้านศิษย์เอก"สุวพันธ์"เผยหลบอยู่บ้านศิษย์เอก

          พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มการเมืองตั้งข้อสังเกตต่อการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวขอโทษประชาชนแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าจับกุมนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือพระพุทธอิสระ ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกันหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี ขอชี้แจงว่า การกล่าวขอโทษดังกล่าวไม่ได้เป็นการเข้าข้างใคร แต่ขอโทษเพราะเจ้าหน้าที่ทำไม่เหมาะสม ไม่ว่าผู้ต้องหาจะเป็นใครก็ตาม เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วจะถูกตัดสินโดยศาล รวมทั้งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเขตวัดหรือสังฆาวาสซึ่งอาจทำให้กระทบต่อความรู้สึกของพุทธศาสนิกชนได้ โดยได้ตักเตือนให้เจ้าหน้าที่ยึดแนวทางปฏิบัตินี้แล้ว นายกฯจึงไม่อยากให้นำไปบิดเบือนสร้างเรื่องกันต่อไปโดยเฉพาะกลุ่มการเมืองและสื่อมวลชนบางสำนัก

ปปป.ล็อกเป้า60วัดอมเงินไล่ออก4ขรก.พระพรหมสิทธิซุกบ้านศิษย์
 
          นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่าไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวใดๆกับนายสุวิทย์ และไม่เคยคิดนำเรื่องส่วนตัวไปปะปนกับการบริหารบ้านเมือง อีกทั้งย้ำว่ารัฐบาลยึดหลักกฎหมายและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย หากกระทำผิด ต้องได้รับโทษเช่นกัน
          ความคืบหน้ากรณีการติดตามตัว พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พระเถระชั้นผู่ใหญ่ที่เกี่ยวกันคดีทุจริตเงินทอนวัดนั้น เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม มีรายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่พบว่าพระพรหมสิทธิน่าจะหลบออกจากวัดไปตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หลังกลับจากไปทำกิจของสงฆ์ที่พุทธมณฑล ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม แล้วกลับไปฉันภัตตาหารเพลที่วัด แล้วกลับไปยังกุฏิก่อนที่จะหายตัวไป

ปปป.ล็อกเป้า60วัดอมเงินไล่ออก4ขรก.พระพรหมสิทธิซุกบ้านศิษย์
 

          เบื้องต้นตำรวจคาดว่าพระพรหมสิทธิน่าจะหลบหนีไปกับลูกศิษย์คนสนิทและยังอยู่ในกรุงเทพมหานคร เพราะตัวท่านเองก็ยังถือว่าเป็นพระสงฆ์รูปหนึ่งที่ไม่สามารถจะปลอมตัวได้เหมือนกับเพศฆราวาส คาดหลบอยู่แต่ในบ้านของลูกศิษย์คนใดคนหนึ่ง ขณะนี้ตำรวจเตรียมตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องของพระพรหมสิทธิประมาณ 5 คน ที่คาดว่ามีส่วนในการพระพรหมสิทธิหลบหนี เพื่อประกอบกับการตรวจดีเอ็นเอในกุฏิ ซึ่งคาดสามารถส่งมอบให้ พฐ.ในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้

          พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รองโฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ขึ้นบัญชีดำ หรือแบล็กลิสต์ พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ และพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม ลงในระบบตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศเรียบร้อยแล้ว หลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีเงินทอนวัด

          พ.ต.อ.เชิงรณ กล่าวยืนยันว่า จากการตรวจสอบยังไม่พบว่าพระทั้งสองรูปเดินทางหลบหนีออกจากประเทศไทยผ่านทางสายการบินพาณิชย์อย่างแน่นอน เพราะแม้จะเดินทางก่อนมีหมายจับหรือยังไม่มีหมายจับ เมื่อมีเช็กอิน หรือเดินทางด้วยสายการบินระบบก็จะแจ้งสถานะทันทีว่ามีรายชื่อบุคคลดังกล่าวเดินทางออกนอกประเทศหรือไม่ ไม่ว่าจะในสถานะพระ หรือเปลี่ยนแปลงสถานะเป็นฆราวาส ระบบการตรวจสอบในปัจจุบันตรวจสอบข้อมูลทางชีวภาพ หรือระบบไบโอเมตติก

          พ.ต.อ.เชิงรณ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจเดินทางออกนอกประเทศโดยใช้เครื่องบินส่วนตัวนั้น มองว่าแม้จะมีความเป็นไปได้แต่ก็เป็นไปได้ยากเนื่องจากการบินด้วยเครื่องบินส่วนตัว ก็ต้องมีขั้นตอนขออนุญาตและต้องแจ้ง ตม.ด้วย อีกทั้งองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ต้องมีการตรวจสอบการเข้า-ออกประเทศอยู่แล้ว เพราะอาจเป็นช่องทางของอาชญากรข้ามชาติได้ ซึ่งมองว่าวิธีนี้ทำยากและเสี่ยงต่อการถูกจับกุมได้ง่าย แต่ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการหลบหนีทางช่องทางธรรมชาติ เนื่องจากตามแนวชายแดนมีระยะทางหลายกิโลเมตร แต่ตรงนี้ก็มีเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงคอยดูแลอยู่แล้ว เชื่อว่าไม่ปล่อยปละละเลยอย่างแน่นอน เพราะถ้าหลุดไปได้ถือว่าบกพร่องต่อหน้านี้ แต่หากเจ้าหน้าที่คนไหนจะช่วยเหลือรู้เห็นเป็นใจก็ต้องถามว่าพร้อมจะเสี่ยงกับตำแหน่งหน้าที่หรือไม่
 

          เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงการควบคุมตัวนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ ผู้ต้องหาคดีอั้งยี่ ซ่องโจร และปลอมพระปรมาภิไธย รวมถึงอดีตพระเถระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป ผู้ต้องหาคดีทุจริตงบประมาณเผยแผ่พระพุทธศาสนา หรือคดีเงินทอนวัดว่า ได้มอบหมายให้นายกฤช กระแสร์ทิพย์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นำผู้ต้องขังทั้ง 6 ราย กระจายไปควบคุมยังแดนปกติในเรือนจำ เพื่อความเหมาะสมและเป็นเรียบร้อย ทั้งนี้ทราบว่านายสุวิทย์ หรืออดีตพระพุทธะอิสระมีอาการปวดหลัง เดินไม่ค่อยสะดวกต้องนั่งรถเข็น เนื่องจากเป็นโรคหมอนรองรับกระดูกทับเส้นประสาท ซึ่งอาการดังกล่าวอยู่ระหว่างการประเมินว่าจะรักษาแบบใดเพื่อบรรเทาอาการ

ปปป.ล็อกเป้า60วัดอมเงินไล่ออก4ขรก.พระพรหมสิทธิซุกบ้านศิษย์
 

          นายกฤช กระแสร์ทิพย์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในส่วนของนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. ได้แยกแดนออกจากกัน เช่นเดียวกันแยกอดีตพระเถระชั้นใหญ่ทั้ง 5 คน กระจายไปคุมขังยังแดนต่างๆ เพื่อความเหมาะสม

          สำหรับเช้านี้ (27 พ.ค.) ผู้ต้องขังทั้ง 6 ราย ก็ปฏิบัติกิจวัตรส่วนตัวตามปกติรับประทานอาหารเช้าที่เรือนจำจัดให้ ซึ่งเป็นข้าวต้ม แต่มื้อเย็นที่ผ่านมาทั้ง 6 รายไม่ได้รับประทานอาหาร จากนั้นก็พักผ่อนทำกิจกรรมภายในแดนของตนเอง ซึ่งวันนี้เป็นวันหยุดราชการ เรือนจำไม่ได้เปิดให้เยี่ยมญาติ

          นายกฤชกล่าวด้วยว่า อดีตพระเถระชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 5 คนยังคงมีความวิตกกังวล อยู่ระหว่างการจะขอประกันตัว สำหรับอดีตพระพุทธะอิสระนั้นพบว่าตอนนี้มีอาการปวดหลังค่อนข้างมาก ต้องนั่งรถเข็น เนื่องจากมีโรคประจำตัว คือเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

ปปป.ล็อกเป้า60วัดอมเงินไล่ออก4ขรก.พระพรหมสิทธิซุกบ้านศิษย์
 

          เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม รายงานข่าวจากตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) ขณะนี้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนา ลอตที่ 4 ช่วง พ.ศ.2554-2559 โดยมีเป้าหมาย 60 วัดทั่วประเทศ

          ขณะนี้ตรวจสอบไปแล้วประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 40 วัด พบเข้าข่ายทุจริต 26 วัด แบ่งเป็น โซนภาคเหนือ เข้าข่ายทุจริต 3 วัด โซนภาคใต้ เข้าข่ายทุจริต 4 วัด โซนภาคกลาง เข้าข่ายทุจริต 16 วัด โซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าข่ายทุจริต 1 วัด และโซนภาคตะวันออก เข้าข่ายทุจริต 2 วัด ความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท เป็นการทุจริตงบประมาณเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัด

          หลังจากนี้จะมีการประชุมสรุปผลให้ พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. เวลา 10.00 น.วันที่ 29 พฤษภาคมนี้ นอกจากนี้ต้องรอ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) ในฐานะผู้เสียหาย หรือตัวแทนหน่วยงานที่เสียหาย เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษพนักงานสอบสวนบก.ปปป. ดำเนินคดีการทุจริตเงินทอนวัดลอต 4 จากนั้นนำพยานหลักฐานทั้งหมดสรุปสำนวนส่งให้ ปปช.ดำเนินการตามขั้นตอน ไม่เกินกันยายน 2561

          รายงานข่าวแจ้งว่าพบการกระทำผิดแล้วมีทั้งข้าราชการและพระสงฆ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่ยังไม่มีการสรุปจำนวนวัดและบุคคลที่กระทำผิดอย่างชัดเจน ต้องใช้เวลาอีกสักระยะ

          ส่วนขั้นตอนการดำเนินการหลังตรวจสอบพบการทุจริต ซึ่งหากผู้กระทำผิดเป็นข้าราชการก็จะสรุปรายงานส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. พิจารณาไต่สวนชี้มูลคดี หากเป็นพระสงฆ์ หรือบุคคลทั่วไป ก็จะออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา

          เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการจับกุมตัวพระวัดดัง หลายรูป พร้อมกับแจ้งข้อหาจนนำไปสู่การสึกพระ ว่า ยืนยันว่ารัฐบาลดำเนินการโดยไม่มีอคติ ตามหลักฐานที่มีอยู่ ซึ่งขณะนี้จากข้อมูลที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ)รายงานมา มีข้าราชการพศ.เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง 15 ราย  และทางพศ.มีการประชุมอ.ก.พ.กระทรวง เพื่อพิจารณาโทษข้าราชการทุกสัปดาห์ ซึ่งล่าสุดพศ.ได้รายงานมาแล้วว่า ทางอ.ก.พ.กระทรวง มีมติไล่ออกข้าราชการพศ.ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้แล้ว 4 ราย เป็นข้าราชการระดับ 8 ระดับชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ ส่วนอีก 11 รายยังอยู่ในระหว่างการพิจารณ

ปปป.ล็อกเป้า60วัดอมเงินไล่ออก4ขรก.พระพรหมสิทธิซุกบ้านศิษย์

          เมื่อถามว่ามีข่าวการจับกุมพระผู้ใหญ่ในช่วงวันสำคัญจะมีผลต่อความเชื่อและศรัทธาของประชาชนหรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องปัจเจก ไม่ใช่คณะสงฆ์โดยรวม และไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นและศรัทธาในพระพุทธศาสนา ส่วนตัวคิดว่าจะต้องจำแนก ระหว่างเรื่องปัจเจกบุคคลและคณะสงฆ์ และพระธรรมคำสอน เพราะศาสนาพุทธดำรงคำสอนมากว่า 2561 ปีแล้ว จะอย่างไรก็ยั่งยืน
          ด้านนายสิปป์บวร แก้วงาม ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ในฐานะรองโฆษกพศ. กล่าวว่า  ในการประชุมมส. วันที่ 30 พฤษภาคม นี้ จะถวายรายงานต่อสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก(อัมพร อมฺพโร) และแจ้งที่ประชุมมส. เพื่อทราบถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตรวจดำเนินคดีกับพระผู้ใหญ่

ปปป.ล็อกเป้า60วัดอมเงินไล่ออก4ขรก.พระพรหมสิทธิซุกบ้านศิษย์
          
          วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามจับกุม 5 พระเถระชั้นผู้ใหญ่ในคดีเงินทอนวัด โดยมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ขณะที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการจับกุมพระพุทธะอิสระไม่มีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ซึ่งเบื้องต้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินว่าอาจจะไม่เข้าข่ายตรวจสอบเนื่องจากสาระสำคัญและมูลเหตุในคดีอาญาที่ต่างกัน ขณะที่กระแสสังคมให้ความสนใจจากคดีเงินทอนวัดและให้เกิดความชัดเจนในการถือครองทรัพย์สินทุกประเภทรวมทั้งบัญชีเงินฝากของพระชั้นผู้ใหญ่ในระดับเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค เจ้าคณะหน รวมทั้งกรรมการมหาเถรสมาคมที่อาจถือครองทรัพย์สินจำนวนมากเข้าข่ายผิดพระธรรมวินัย โดยมีการประเมินว่าบัญชีเงินฝากของพระภิกษุทั่วประเทศอาจมีมากกว่า 2 แสนล้านบาท

          นายศรีสุวรรณกล่าวว่า เพื่อให้มีความชัดเจนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และมหาเถรสมาคม จึงควรให้ความสนใจออกระเบียบและกฎหมายรองรับเพื่อตรวจสอบบัญชีเงินฝากและที่มาของทรัพย์สินทั้งหมด ขณะที่การบริหารทรัพย์สินดังกล่าวตามปกติจะเป็นหน้าที่ของไวยาวัจกรและคณะกรรมการวัด โดยเฉพาะการบริหารทรัพย์ในที่ดินธรณีสงฆ์ที่บางวัดมีปัญหาเข้าข่ายการฟอกเงิน และพระภิกษุไม่ควรถือครองโดยใช้ชื่อของตนเอง หรือใช้บุคคลอื่นเป็นนอมินีเนื่องจากทรัพย์ที่มีการครอบครองมาจากความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสในกระพุทธศาสนา ทั้งนี้ที่ผ่านมาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเคยมีแนวทางขอความร่วมมือวัดทุกแห่งรายงานบัญชีรายรับรายจ่ายรายเดือน แต่ทราบว่าไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควรและบางแห่งไม่มีการแต่งตั้งไวยาวัจกร

          นายศรีสุวรรณกล่าวต่อว่า กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมอาวุธครบมือเข้าจับกุมนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือพระพุทธะอิสระ ตามคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย โดยมีการทุบประตูและเข้าจับกุมขณะอยู่บนที่นอน จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ กระจายไปทั่วสังคมออนไลน์อย่างล้นหลาม ซึ่งถือเป็นพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมและอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน และอาจมีความผิดในลักษณะเหยียดหยามศาสนาตามบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 206 และเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 27, 29 วรรค 2, 31 และมาตรา 67 ซึ่งถือได้ว่าเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาโดยชัดแจ้ง

          นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ทั้งนี้กรณีของพระพุทธะอิสระนั้นในทางกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่าให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพระพุทธะอิสระไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนีแต่อย่างใด ยังคงเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ ณ กองปราบปราบฯ ในหลายๆ กรณี และไปขึ้นศาลในคดีความต่างๆ เรื่อยมา เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจพึงจะต้องมีหมายเรียกผู้ต้องหามาสอบปากคำก็เพียงพอแล้ว มิใช่ใช้อำนาจบาตรใหญ่โดยใช้กองกำลังคอมมานโดนับร้อยเข้าดำเนินการเข้าจับกุม ทำลายทรัพย์สิน และใช้วาจาในลักษณะเดียวกันกับบุคคลทั่วไปที่เป็นผู้ก่อการร้ายหรือผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรง กรณีดังกล่าวแม้นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงจะออกมากล่าวขอโทษต่อประชาชนและศิษยานุศิษย์ของพระพุทธะอิสระแล้วก็ตาม ทว่าคำขอโทษก็เป็นเพียงลมปากที่ใช้เป็นบรรทัดฐานในทางกฎหมายถึงการกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไปในอนาคตไม่ได้

          “ด้วยเหตุดังกล่าวสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจำต้องใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 50 (1) เพื่อพิทักษ์ไว้ซึ่งศาสนา จึงจะนำความไปร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคําสั่ง หรือขั้นตอนการปฏิบัติงานใดๆ ในการเกี่ยวกับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา อันก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมแก่พระภิกษุโดยไม่จําเป็นหรือเกินสมควรแก่เหตุ รวมทั้งตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีดังกล่าว และเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยโดยสมาคมจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินในวันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคมนี้ เวลา 10.00 น. (ชั้น 9 ห้อง 903) และยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในเวลา 11.00 น. (ชั้น 6) ในวันเดียวกัน ณ บริเวณศูนย์ราชการ อาคารบี ถนนแจ้งวัฒนะ หลักสี่ กทม.” นายศรีสุวรรณกล่าว