ข่าว

พ่อ"น้องมินท์"หลบสื่อเข้าดูอาการลูกสาว

พ่อ"น้องมินท์"หลบสื่อเข้าดูอาการลูกสาว

15 ต.ค. 2552

เพื่อนสนิทเหยื่อแท็กซี่โหด โผล่แฉฆ่าล้างหนี้นับล้านบาท ขณะที่ "น้องมินท์" ลูกสาวที่รอดชีวิตอาการปลอดภัยแล้ว เผยคนร้ายไม่ได้ทะเลาะกับแม่ แต่ยิงเลย ส่วนเจ้าตัวยังยืนยันโมโหถูกกดดันให้ฆ่าผัวเก่า ตำรวจหิ้วตัวค้นบ้านพบปลอกกระสุน-แท็กซี่มรณะ-เช็ค 6 แสนบาท ส่วน

�ความคืบหน้าคดีสะเทือนขวัญ เด็กชายอายุประมาณ 5 ขวบ ถูกคนร้ายจ่อยิงอย่างโหดเหี้ยมหลายนัด ก่อนหั่นศพเป็นชิ้นส่วนใส่ถุงดำไปทิ้งในหมู่บ้านร้าง ชื่อหมู่บ้านพิมาน ถนนวัดอินทราวาส (วัดประดู่เดิม) แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม. และคดีหญิงสาวถูกยิงแล้วนำศพไปทิ้งริมถนนวงแหวนตะวันตกฝั่งขาออกไปบางปะอิน ช่วง กม.54-55 หมู่ 1 ต.คลองพระอุดม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ต่อมาช่วงค่ำวันที่ 13 ตุลาคม นายศิริพงษ์ กาญจนนิวิฐ อายุ 40 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่ ได้มอบตัวผ่านสื่อมวลชนว่า เป็นผู้สังหารผู้เสียชีวิตทั้งสองในรถแท็กซี่ขณะไปรับจากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยหญิงสาวคือ นางสุนันท์ ศรีสุวรรณ (มาคิโน) อายุ 38 ปี ส่วนเด็กชายคือ ด.ช.โชว์ มาคิโน บุตรชายของนางสุนันท์ ที่เกิดกับสามีชาวญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บคือน้องมินท์ หรือด.ญ.พิชญา จงงามวิไล อายุ 13 ปี บุตรสาวของนางสุนันท์ ที่เกิดจากสามีชาวไทยคือนายสมพงษ์� จงงามวิไล ภายหลังมอบตัวตำรวจได้ควบคุมตัวนายศิริพงษ์ไปสอบสวนที่ สน.ตลิ่งชัน ทั้งคืน

�หลังมอบตัวนายศิริพงษ์อ้างว่า สาเหตุการสังหารเป็นเพราะถูกนางสุนันท์กดดันให้ไปฆ่าสามีชาวญี่ปุ่น แต่ผลการสอบสวนต่อมายังพบประเด็นว่า น่าจะเป็นการฆ่าเพื่อล้างหนี้นับล้านบาท รวมทั้งประสงค์ต่อทรัพย์สินที่ผู้เสียชีวิตนำติดตัวมาด้วย

ค้นบ้านพบหลักฐานเพิ่ม

�เมื่อเวลา 00.10 น. วันที่ 14 ตุลาคม พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) พ.ต.อ.สุธีร์ เนรกัณฐี รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 7 (รอง ผบก.น.7) เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน บก.น.7 สน.ตลิ่งชัน และกองปราบปราม ได้ควบคุมตัวนายศิริพงษ์ไปชี้จุดทิ้งชิ้นส่วนศพน้องโชว์ ที่ริมถนนราชพฤกษ์ แขวงและเขตตลิ่งชัน กทม. พร้อมกับค้นหานิ้วมือน้องโชว์ ซึ่งนายศิริพงษ์อ้างว่าใส่ถุงร้านสะดวกซื้อทิ้งไว้ในที่เดียวกับชิ้นส่วนอื่นๆ

�หลังจากนั้นจึงควบคุมตัวไปตรวจค้นที่ห้องเลขที่ 35/33 อาคาร 48 การเคหะเอื้ออาทร โครงการบางบัวทอง 1 ต.บางบัวทอง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ที่เป็นห้องพักที่นายศิริพงษ์อ้างว่านำศพน้องโชว์ไปหั่น เมื่อไปถึงมีชาวบ้านมารอดูเหตุการณ์จำนวนมาก ชาวบ้านหลายคนบอกว่านายศิริพงษ์เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร

�ทั้งนี้ ห้องพักดังกล่าวมี 2 ห้องนอน ห้องนั่งเล่น และห้องน้ำ ผลการตรวจค้นพบกระเป๋าเสื้อผ้า 3 ใบ ปลอกกระสุนปืน 12 นัด กระสุนปืน.38 ที่ไม่ได้ใช้ 36 นัด อุปกรณ์โหลดกระสุนปืน เสื้อผ้าของนางสุนันท์ พาสปอร์ตของนางสุนันท์ถูกฉีกทิ้งในถังขยะ มีดที่ใช้หั่นศพ รองเท้าผ้าใบเปื้อนเลือด ซึ่งเป็นของนายศิริพงษ์ และเช็คเงินสดของนางสุนันท์ 6 แสนบาท นอกจากนี้ยังพบกระสุนปืน.38 ตกอยู่ริมอาคารอีก 1 นัด

�อย่างไรก็ตาม ทรัพย์สินอื่นๆ ของนางสุนันท์ เช่น แหวนเพชร และนาฬิกาโรเล็กซ์ ไม่พบอยู่ในห้องพัก นายศิริพงษ์อ้างว่าน่าจะตกอยู่บริเวณที่ทิ้งศพในพื้นที่ สภ.ลาดหลุมแก้ว ส่วนวิกผมที่อยู่ในถุงศพน้องโชว์ นายศิริพงษ์บอกว่าเป็นของน้องมินท์

�หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบรถแท็กซี่ยี่ห้อโตโยต้า สีชมพู ทะเบียน ทล 5979 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดอยู่ข้างอาคาร พบคราบเลือดบริเวณเบาะหลัง และรอยกระสุนปืน 2 รู ที่เบาะหลัง ก่อนจะนำตัวนายศิริพงษ์ไปที่ สน.ตลิ่งชัน

ตำรวจเชื่อมือสังหารตัวจริง

�ต่อมาเวลา 04.00 น. พ.ต.ท.สุกิจ อรุณเลิศถวิล รองผกก.(สส.) สน.ตลิ่งชัน ได้ไปขอหมายจับนายศิริพงษ์ต่อศาลอาญา รัชดาฯ โดยศาลอนุมัติหมายจับเลขที่ 2939/2552 ลงวันที่ 14 ตุลาคม ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พกพาอาวุธปืน และปกปิดซ่อนเร้นศพหรือสิ่งของของศพ

�เมื่อเวลา 06.30 น. พล.ต.ต.อำนวยให้สัมภาษณ์ว่า จากการให้การยืนยันได้ว่านายศิริพงษ์เป็นผู้ต้องหาที่ก่อเหตุแน่ ไม่ได้จับแพะ อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การบางอย่าง โดยต้องดูว่าผู้ต้องหาฆ่าเพราะต้องการประสงค์ต่อทรัพย์สินด้วยหรือไม่ เพราะทรัพย์สินบางอย่างของผู้เสียชีวิตหายไป

�รอง ผบช.น.กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวเพราะคาดว่าอีกไม่นานตำรวจจะติดตามจับกุมได้อย่างแน่นอน เพราะสามารถเชื่อมโยงศพผู้หญิงที่ไปทิ้งในพื้นที่ สภ.ลาดหลุมแก้ว กับศพเด็กที่ถูกหั่น

�"ผู้ต้องหาไปหาแม่ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังทั้งหมด จนกระทั่งแม่บอกให้เข้ามอบตัว รวมถึงผู้ต้องหาไปพบพี่สาวของภรรยาเก่า เพื่อฝากฝังลูกให้เลี้ยงดูหากต้องติดคุก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องไปสอบสวนทั้งสองคนเช่นกัน นอกจากนี้ยังต้องสอบปากคำน้องมินท์ ที่เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลพระรามเก้า และจะย้ายมารักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ เพราะน้องมินท์อยู่ในเหตุการณ์ตลอดเวลา" พล.ต.ต.อำนวย กล่าว

เชื่อตั้งใจฆ่าหมดทั้ง3คน

�พล.ต.ต.อำนวยกล่าวอีกว่า คำให้การของผู้ต้องหาที่อ้างว่ายิงโดยไม่ได้เล็งนั้น ยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า ตั้งใจจะฆ่าทั้ง 3 คนหรือไม่ ส่วนจะมีคนอื่นร่วมด้วยหรือไม่ก็ยังไม่ตัดประเด็นทิ้ง แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานพยานเชื่อมโยง

�"จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดของสุวรรณภูมิ ยืนยันชัดเจนว่าผู้ต้องหาไปรับผู้ตายและลูกๆ จริง ซึ่งเสื้อผ้าที่ผู้ตายลงจากเครื่องบินกับศพเป็นชุดเดียวกัน ส่วนวิกผมที่พบในศพเด็กชายเป็นของน้องมินท์ ซึ่งตกอยู่ในรถ ผู้ต้องหาเลยหยิบใส่ถุงดำไปด้วย" พล.ต.ต.อำนวย กล่าว

�พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ยืนยันเช่นกันว่า นายศิริพงษ์เป็นผู้ต้องหาฆ่านางสุนันท์ และน้องโชว์จริง การไปตรวจค้นที่บ้านก็พบหลักฐานเพิ่มเติมหลายอย่าง อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังติดใจประเด็นมูลเหตุจูงใจ และประเด็นที่บอกว่าไม่ได้ทิ้งศพเด็กชายในบริเวณที่ถูกพบ ซึ่งในส่วนของเด็กผู้หญิงที่รอดชีวิตนั้น ตอนนี้ต้องการให้พักผ่อนก่อน จึงยังไม่ได้สอบปากคำใดๆ

�"สิ่งที่ต้องทำต่อคือ ตามหาทรัพย์สินที่หายไป ส่วนประเด็นก่อเหตุนั้น ส่วนตัวผมมองว่า ถ้าไม่ถูกกดดันใดๆ ก็อาจประสงค์ต่อทรัพย์สิน เพราะขณะเดินทางไปรับครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้ต้องหาก็เตรียมอาวุธปืนไปด้วย ซึ่งรายชื่อบุคคลเข้าประเทศตามคำให้การก็ตรงกัน" พล.ต.ท.วรพงษ์กล่าว

�ผบช.น.กล่าวต่อว่า การตรวจสอบสภาพจิตเป็นขั้นตอนหนึ่งที่ต้องทำ ส่วนที่ระบุว่าถูกกดดันและดูถูกว่าไม่กล้ายิงสามีชาวญี่ปุ่นของผู้ตาย ก็คงต้องตรวจสอบต่อไป แต่ดูจากพฤติการณ์เบื้องต้นเชื่อว่าดำเนินการเพียงคนเดียว เพราะเหยื่อเป็นผู้หญิงและเด็ก ประวัติอาชญากรรมเบื้องต้นไม่พบ มีอาชีพขับรถแท็กซี่ ส่วนร่องรอยที่คาดว่าเกิดจากการทรมานพบว่าเป็นรอยช้ำ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเกิดก่อนหรือหลังจากเสียชีวิตแล้ว ส่วนการเข้ามอบตัวต่อสื่อนั้น เพราะผู้ต้องหาต้องการความปลอดภัย�
ปทีปสั่ง3โรงพักร่วมทำคดี

�ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับตำรวจหลายท้องที่ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ 3 พื้นที่ร่วมสืบสวนสอบสวนในรูปแบบของคณะทำงาน ประกอบด้วย สน.ตลิ่งชัน สภ.ลาดหลุมแก้ว และพื้นที่ สภ.บางบัวทอง ซึ่งเป็นบ้านพักของนายศิริพงษ์ ที่ใช้เป็นสถานที่ชำแหละศพน้องโชว์

ยืนยันถูกกดดันให้ฆ่าผัวญี่ปุ่น

�ด้านนายศิริพงษ์กล่าวผ่านห้องขังด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า เคยมีครอบครัวมาก่อน ก่อนจะมาพบกับนางสุนันท์ โดยมีลูกทั้งหมด 3 คน คนโตเป็นผู้หญิงอายุ 18 ปี คนกลางก็เป็นผู้หญิง อายุ 13 ปี เท่าน้องมินท์ และคนเล็กเป็นผู้ชาย อายุ 10 ปี ขณะนี้ถือศีลอยู่กับมารดาที่วัดเกตุฯ ย่านสมุทรสาคร ส่วนภรรยาเลิกรากันไปกว่า 10 ปีแล้ว สาเหตุที่ฆ่านางสุนันท์นั้น ยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่เกิดจากอารมณ์โมโหที่นางสุนันท์พยายามบังคับให้ไปฆ่าสามีชาวญี่ปุ่น แล้วตนพยายามสอบถามว่ามีเรื่องอะไรกัน แต่นางสุนันท์ไม่ยอมเล่าให้ฟัง

อ้างถูกวางแผนฆ่าด้วย

�นายศิริพงษ์กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นทราบว่านางสุนันท์มีแฟนใหม่ ทราบเพียงชื่อเล่นว่า "ทูล" อยู่ จ.นครปฐม ซึ่งตนบังเอิญได้ยินผ่านทางโทรศัพท์มือถือขณะที่นางสุนันท์พูดคุยเพราะเกิดผิดพลาดเป็นการคุย 3 สาย ทำให้ได้ยินว่านางสุนันท์ปรึกษากับนายทูลว่าจะลงมือฆ่าตนด้วยวิธีไหนดี จึงทำให้เกิดความระแวงมาตลอด อีกทั้งเมื่อ 2 เดือนก่อนมีสายจากชายลึกลับโทรศัพท์เข้ามาข่มขู่ตลอด จนต้องไปแจ้งความไว้ที่ สภ.ย่อยบางบัวทอง ตรงด้านหน้าวัดละหาร เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานกรณีมีคนขู่ทำร้าย และด้วยเหตุนี้เมื่อนางสุนันท์เดินทางกลับจากเมืองนางิตะ ประเทศญี่ปุ่น แล้วให้ตนไปรับที่สนามบิน กลัวว่าจะมีคนลอบทำร้ายจึงต้องนำปืนติดตัวไปด้วย แต่ระหว่างทางมีปากเสียงกันเรื่องเดิมๆ คือบังคับให้ไปฆ่าคน ทำให้เกิดอารมณ์ชั่ววูบ ชักปืนยิงโดยไม่ได้มอง�

�รายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การ อีกทั้งยังให้ความสนใจไปที่รอยสักที่แขนทั้ง 2 ข้าง ที่สีสันฉูดฉาดสะดุดตา และลวดลายมีความละเอียดอ่อน คาดว่าไม่น่าจะเป็นการสักในประเทศไทย อีกทั้งก่อนหน้านี้มีแก๊งชาวญี่ปุ่นถูกดีเอสไอจับกุม เนื่องจากอยู่ในขบวนการยามากูจิ ซึ่งเป็นแก๊งย่อยของยากูซ่าที่เข้ามาแผ่ขยายอำนาจในประเทศไทย ย่านสีลม พัฒนพงษ์ โดยมีทั้งรูปแบบของเก็บค่าคุ้มครอง ค้าผู้หญิง มีหัวหน้าแก๊งเป็นชาวญี่ปุ่น 3 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนสืบสวนว่าจะมีการเกี่ยวโยงกับแก๊งดังกล่าวหรือไม่ และอาจเป็นไปได้ว่านางสุนันท์ถูกใบสั่งฆ่า เนื่องจากขัดผลประโยชน์ธุรกิจก็อาจเป็นได้ เพราะนางสุนันท์เคยไปทำงานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองนางิตะ และยังเดินทางไปกลับประเทศญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้ง

หิ้วทำแผนคนแห่มุงดู

�ต่อมาเมื่อเวลา 11.30 น. เจ้าหน้าที่นำนายศิริพงษ์ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพบางส่วน โดยเริ่มจากภายในรถแท็กซี่ที่ผู้ต้องหาอ้างว่าใช้ก่อเหตุ โดยใช้ตำรวจหญิงนั่งเบาะหลังด้านขวาแทนนางสุนันท์ และใช้ตุ๊กตาหมีสีชมพูกับสีเหลือง 2 ตัว แทน ด.ช.โชว์ กับ ด.ญ.พิชยา ส่วนนายศิริพงษ์ นั่งเบาะหน้าฝั่งคนขับ โดยนายศิริพงษ์ใช้มือขวาหยิบอาวุธปืนขนาด .357 ซึ่งซ่อนอยู่ใต้พรมวางเท้าขึ้นมาแล้วสอดปืนเข้าใต้แขนซ้าย เอี้ยวไปทางด้านหลังที่ผู้ตายนั่งอยู่ โดยไม่ให้ผู้ตายรู้ตัว ก่อนจะเหนี่ยวไกไป 7 นัด จนผู้ตายแน่นิ่งไป หลังจากนั้นนายศิริพงษ์เปลี่ยนลูกโม่อีกชุด ก่อนจะเหนี่ยวไกอีก 7 นัด แต่กระสุนยิงออกเพียง 4 นัด หลังจากนั้นก็ขับรถไปที่บ้านย่านบางบัวทอง จัดการกับศพและนำไปทิ้ง

�ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดเวลาการทำแผนประกอบคำรับสารภาพในจุดนี้นั้น นายศิริพงษ์มีสีหน้าเครียดเล็กน้อย แต่ยังคงแสดงอาการนิ่ง ท่ามกลางสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว และชาวบ้านที่ทราบข่าวมายืนดูจำนวนมาก โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจของ สน.ตลิ่งชัน ทั้งในและนอกเครื่องแบบ ยืนคุ้มกันผู้ต้องหา เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดเหตุวุ่นวาย

�จากนั้น พล.ต.ต.อำนวยกล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้สอบปากคำผู้ต้องหาในประเด็นที่ยังสงสัยอยู่ ขณะเดียวกันได้ให้เจ้าหน้าที่อีกชุดไปสอบปากคำแม่ของผู้ต้องหาที่บวชชีอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง

ไปรับที่สนามบินก่อนยิงคารถ

�เมื่อเวลา 15.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุมนายศิริพงษ์ไปชี้จุดทำแผนประกอบคำรับสารภาพเพิ่ม โดยเริ่มจากจุดที่ 1 ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ ตำรวจได้คุมตัวนายศิริพงษ์ไปชี้จุดตั้งแต่อาคารจอดรถผู้โดยสาร อาคาร 2 ชั้นซี สีน้ำเงิน ก่อนเดินไปรอรับผู้ตายที่ชั้น 2 ช่องผู้โดยสารขาเข้า อาคารที่พักผู้โดยสาร

�นายศิริพงษ์ให้การเพิ่มว่า ก่อนที่จะมารับที่สนามบินสุวรรณภูมิ ผู้ตายได้ติดต่อนัดหมายมาก่อนประมาณ 3 วัน และในวันเกิดเหตุมารอผู้ตายภายในสนามบินตั้งแต่เวลา 21.30 น.

��ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังทำแผนในสนามบินสุวรรณภูมิเสร็จ ก็ได้คุมตัวไปชี้จุดการเดินทางออกไป โดยเริ่มจากขึ้นทางด่วนบริเวณด่านศรีนครินทร์ และไปลงที่ถนนแจ้งวัฒนะ ข้ามสะพานพระราม 4 มุ่งหน้าไปตามถนน สาย 354 จากนั้นไปใช้เส้นทางสายตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี ก่อนจะกลับรถมาใช้เส้นทางถนนวงแหวนสายตะวันตกฝั่งขาออก เมื่อมาถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 53 ซึ่งอยู่บริเวณหน้าร้านรับซื้อของเก่า ชื่อร้าน ส.เจริญ ใกล้คลองผู้ใหญ่อยู่ หมู่ 1 ต.คลองพระอุดม อ.ลาดหลุมแก้ว จึงจอดรถแท็กซี่แล้วชักปืนออกมากระหน่ำยิงไปยังที่นั่งด้านหลังจนหมดลูกโม่ แล้วบรรจุกระสุนใหม่อีกครั้งและ กระหน่ำยิงจนหมดลูกโม่อีกครั้ง รวม 12 นัด จากนั้นจึงเคลื่อนรถออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร ก่อนจะลากศพนางสุนันท์ไปโยนทิ้งในป่าหญ้าข้างถนน โดยศิริพงษ์อ้างว่าสาเหตุที่ขับรถวนไปวนมาเนื่องจากกำลังตกลงปัญหาบางอย่างกับนางสุนันท์

�ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายศิริพงษ์ทำแผนประกอบคำรับสารภาพบริเวณจุดที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียชีวิต ปรากฏว่าได้มีประชาชนที่ทราบข่าวเดินทางมาดูการทำแผนกว่า 50 คน พร้อมทั้งตะโกนด่าทอผู้ต้องหาเสียๆ หาย พร้อมสาปแช่งนายศิริพงษ์ต่างๆ นานา เนื่องจากการกระทำของคนร้ายเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์ทั่วไป

�ต่อมา เมื่อเวลา 18.30 น. ตำรวจได้ควบคุมตัวนายศิริพงษ์ พร้อมรถแท็กซี่ไปจุดที่ทิ้งศพนางสุนันท์ ในเขต อ.ลาดหลุมแก้ว โดยมีประชาชนมุงดูเป็นจำนวนมาก ซึ่งการทำแผนจุดนี้ใช้เวลาประมาณ 20 นาที จากนั้นจึงไปทำตรงจุดอื่น ซึ่งเป็นช่วงที่ขับรถกลับที่พักในการเคหะบางบัวทอง ก่อนนำน้องมินท์ พร้อมด้วยศพน้องโชว์ไปในห้องพักเลขที่ 353/33 อาคาร48 หลังจากขังน้องมินท์ไว้แล้ว ก็ลงมือชำแหละศพน้องโชว์ และนำชิ้นส่วนไปล้างทำความสะอาดในห้องน้ำ ก่อนจะบรรจุลงถุงดำ 4 ถุง เอาไปไว้ที่ท้ายรถแท็กซี่ จากนั้นจึงได้ขับรถไปตามถนนบางบัวทอง เข้าถนนนครอินทร์ วนออกมาที่ถนนบรมราชชนนี แล้วแยกเข้าถนนราชพฤกษ์ ได้ประมาณ 2 กิโลเมตร จึงนำชิ้นส่วนศพไปทิ้งข้างทาง และย้อนกลับมาที่ห้องพัก นำน้องมินท์ไปส่งโรงพยาบาลพระรามเก้า

�ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพตามจุดต่างๆจนครบแล้ว จึงนำตัวนายศิริพงษ์ไปสอบสวนขยายผลเพิ่มเติมที่ สน.ตลิ่งชัน อีกครั้ง

อาการน้องมินท์ปลอดภัยแล้ว

�ส่วนอาการของน้องมินท์ นพ.ไพรัตน์ เจาฏะเกษกรินทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า แพทย์ตรวจพบบาดแผลที่ข้อศอกซ้าย 2 แห่ง ทำให้ข้อศอกขยับเขยื่อนไม่ได้ และยังมีบาดแผลที่ไหปลาร้าข้างขวา 3 แผล กระดูกไหปลาร้าหัก มีเศษโลหะฝังในคาดว่าน่าจะเป็นเศษกระสุนปืน ได้นำเข้าห้องผ่าตัดเมื่อเวลา 10.30 น. โดยขณะเข้าห้องผ่าตัดสามารถพูดคุยสนทนาได้ดี

�การรักษาบาดแผลที่บริเวณข้อศอกซ้ายน่าจะใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ ส่วนบาดแผลที่ไหปลาร้าต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือนจึงจะหายเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม แพทย์ยังเป็นห่วงเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิตของเด็ก เพราะได้พบกับสิ่งกระทบกระเทือนจิตใจอย่างมาก โรงพยาบาลได้เตรียมจิตแพทย์เด็กไว้เยียวยาด้านจิตใจของน้องมินท์แล้ว ขณะเดียวกันโรงพยาบาลก็ไม่อยากให้เคลื่อนย้ายน้องมินท์ไปโรงพยาบาลอื่น เพราะจะทำให้บาดแผลได้รับความกระทบกระเทือน โรงพยาบาลพระรามเก้ายินดีที่จะดูแลรับผิดชอบเรื่องค่ารักษาพยาบาลของน้องมินท์ทั้งหมด" นพ.ไพรัตน์กล่าว

ขณะเดียวกันมีรายงานว่าพ่อของน้องมินท์คือนายสมพงษ์ได้เดินทางเข้าเยี่ยมอาการของลูกสาวโดยไม่ให้ผู้สื่อข่าวได้ทราบ


น้องมินท์ชี้ไม่ได้ทะเลาะแต่ยิงเลย

�แหล่งข่าวในชุดสืบสวนเปิดเผยว่า จากการสอบปากคำน้องมินท์ทราบว่า ในวันเกิดเหตุ นายศิริพงษ์ได้ขับรถแท็กซี่ไปรับน้องมินท์พร้อมแม่และน้อง ที่สนามบินสุวรรณภูมิ พาขับรถวนในสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะขับออกมาโดยใช้เส้นทางถนนมอเตอร์เวย์ ระหว่างทางไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง หรือพูดคุยใดๆ เลย พอมาถึงที่เกิดเหตุ อ.ลาดหลุมแก้ว ผู้ต้องหาก็เอาปืนออกมายิงใส่น้องมินท์ แม่ และน้องชายหลายนัด ทำให้แม่และน้องชายเสียชีวิตคาที่ ส่วนน้องมินท์แกล้งตาย ผู้ต้องหาจึงลากศพแม่น้องมินท์ไปทิ้ง จากนั้นก็ขับรถออกมา แต่เมื่อผู้ต้องหาเห็นว่าน้องมินท์ยังไม่ตาย น้องมินท์จึงยกมือไหว้ร้องขอชีวิต และสัญญาว่าจะไม่บอกใคร จะไม่แจ้งตำรวจ ผู้ต้องหาจึงพาน้องมินท์ และน้องชาย ไปที่ห้องพักในบ้านเอื้ออาทร ย่านบางบัวทอง โดยขังน้องมินท์ไว้ที่ห้องพัก และนำศพของน้องโชว์ไปชำแหละแยกชิ้นส่วน ก่อนจะแยกใส่ถุงดำนำไปทิ้งย่านตลิ่งชัน และพาน้องมินท์มารักษาบาดแผลที่โรงพยาบาลพระรามเก้า

�ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานสอบสวน สน.ตลิ่งชัน ได้เชิญตัวพี่สาวของนางสุนันท์มาให้ปากคำเพิ่มเติม หลังจากสอบปากคำเสร็จพี่สาวผู้ตายเดินออกจากห้องด้วยสีหน้าที่โกรธแค้น สายตาแข็งกร้าว แต่ไม่ยอมให้ข้อมูลใดๆ บอกเพียง "ไม่รู้ๆ" ก่อนจะขึ้นรถแท็กซี่ออกจาก สน.ตลิ่งชันไป

กองปราบฯ เชื่อประสงค์ต่อทรัพย์

�ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของกองบังคับการกองปราบปราม พ.ต.อ.ประยนต์ ลาเสือ รองผบก.ป. และพ.ต.อ.อัครเดช พิมลศรี ผกก.2 บก.ป. ซึ่งร่วมสอบปากคำด้วยในช่วงมอบตัว ก็ยังไม่ปักใจเชื่อในคำให้การ จึงได้ออกหาข่าวจากคนใกล้ตัวนางสุนันท์ และกลุ่มชาวต่างชาติ ทั้งเกาหลีและญี่ปุ่น เบื้องต้นมีรายงานว่า หลังจากได้พูดคุยกับแหล่งข่าวต่างๆ แล้วไม่พบว่าผู้ต้องหาอยู่ในสังกัดมาเฟียต่างชาติแต่อย่างใด

�ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหาให้การว่า ที่ก่อเหตุเพราะบันดาลโทสะนั้น จากการตรวจสอบคำให้การทั้งของผู้ต้องหา พยาน และแผนประทุษกรรมทั้งหมดแล้วเชื่อว่า ผู้ต้องหารายนี้น่าจะประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหายมากกว่า นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า ผู้ต้องหาได้พยายามล่วงละเมิดทางเพศบุตรสาวผู้ตายด้วย
ลุงโจโผล่ชี้ปมล้างหนี้นับล้านบาท

�ด้าน "ลุงโจ" ซึ่งน้องมินท์ระบุว่า เป็นเพื่อนสนิทของมารดา และต้องการพบหน้านั้น ได้เปิดเผยว่า รู้จักกับผู้ตายนานแล้ว โดยผู้ตายเคยมีสามีอยู่ที่ จ.ชลบุรี จนมีลูกด้วยกันคือ น้องมินท์ ซึ่งได้รับบาดเจ็บและอยากพบตน แต่ยังไม่มีโอกาสได้พบเนื่องจากตนอยู่ต่างจังหวัด ส่วนสามีคนที่สองของผู้ตายเป็นชาวญี่ปุ่น โดยผู้ตายเคยไปอยู่กับสามีที่ประเทศญี่ปุ่นและมีลูกด้วยกันคือน้องโชว์ แต่ภายหลังผู้ตายทราบว่าสามีมีครอบครัวแล้วจึงพยายามตีตัวออกห่าง ทุกครั้งเมื่อเดินทางมาประเทศไทยก็จะนำลูกทั้ง 2 คนมาฝากให้ตนช่วยดูแล จึงสนิทสนมกับเด็กทั้งสองคน และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาได้คุยกับผู้ตายครั้งสุดท้ายว่าเตรียมจะเดินทางกลับมาประเทศไทย กระทั่งมาทราบว่าผู้ตายถูกยิงเสียชีวิต

�นายโจกล่าวต่อว่า ที่นายศิริพงษ์ ผู้ต้องหาอ้างว่าผู้ตายบีบบังคับให้ฆ่าสามีคนแรกนั้น ไม่น่าเป็นไปได้เนื่องจากผู้ตายเป็นคนใจดี ชอบช่วยเหลือคนอื่น ใครมาพูดคุยว่าเดือดร้อนเรื่องเงินก็จะให้เงินไปโดยไม่เสียดาย ซึ่งส่วนตัวคาดว่าอาจจะเป็นเรื่องหนี้สินที่นายศิริพงษ์ยืมมาจากผู้ตาย เพราะก่อนหน้านี้ผู้ตายเคยบ่นให้ฟังว่านายศิริพงษ์เอาเงินไปจำนวนหลายแสนถึงหลักล้านจึงต้องการทวงเงินคืนและได้พยายามเร่งรัดให้จ่ายหนี้คืน ก็เป็นไปได้ว่านายศิริพงษ์ไม่มีเงินใช้หนี้ จึงต้องฆ่าเพื่อล้างหนี้สิน

ลุงน้องมินท์โผล่ดูหลาน

�ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงพยาบาลพระรามเก้า ว่าที่ห้องศัลยกรรมเด็ก แผนกผู้ป่วยใน ชั้น 7 ซึ่งน้องมินท์พักรักษาตัวอยู่ ได้มีนายสมบุญ จงงามวิไล อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 222/35 ซอย 20 มิถุนา แยก 11 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม. เจ้าของร้านซักอบรีด และกิชชี่ คาเฟ่ ย่านตลิ่งชัน แจ้วว่าเป็นลุงของน้องมินท์ จะขอเข้าเยี่ยมแต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต จึงได้ฝากภาพถ่ายน้องมินท์กับนางสุนันท์ ตอนที่น้องมินท์อายุได้ 5 เดือนเข้าไปให้ดู

�นายสมบุญกล่าวว่า ต้องการมาดูว่าน้องมินท์เป็นหลานตนหรือไม่ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงนางสุนันท์ว่า นางสุนันท์เคยทำงานอยู่ในคณะตลกและอยู่กินกับนายสมพงษ์น้องชายตน ซึ่งทำงานอยู่ในคณะตลกด้วยกัน จนกระทั่งมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน คือน้องมินท์

�นายสมบุญกล่าวต่อไปว่า จากนั้นนางสุนันท์ได้ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นส่งเงินกลับมาให้นายสมพงษ์ซื้อเรือไว้ทำประมง และซื้อบ้าน ต่อมาเมื่อน้องมินท์อายุได้ 3 ขวบ นายสมพงษ์ไปมีภรรยาใหม่ นางสุนันท์ทราบจึงพาลูกหนีไปอยู่ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่นั้นก็ไม่ได้พบกันอีกเลย จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว มาพบกับนางสุนันท์แต่ไม่ได้พบกับน้องมินท์จนมาเกิดเรื่องขึ้น

�"หลังจากนี้หากน้องมินท์จะไปอยู่กับใครก็แล้วแต่ แต่ถ้าจะมาอยู่กับผมก็พร้อมจะเลี้ยงดู ตอนนี้ผมได้โทรคุยกับนายสมพงษ์เรื่องจัดการพิธีศพแต่ยังไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ต้องรอปรึกษากันอีกครั้ง" นายสมบุญกล่าว

รายการ"คมชัดลึก"ตอนมือหั่นศพเด็ก5วบ

�รายการ"คมชัดลึก"ทางเนชั่นทีวีได้จัดรายการเกี่ยวกับเรื่องนี้โดย ดร.วัลลภ� ปิยะมโนธรรม นักจิตวิทยา กล่าวว่า คิดว่าผู้ต้องหามีความตั้งใจในการก่อเหตุหากไม่ตั้งใจคงไม่มีการพกปืนมาแน่นอน และคงมีแรงกระตุ้นจากที่ได้รับฟังคำพูดที่ถูกเหยียดหยามและพฤติกรรมที่อาจขัดแย้ง� ก่อนการฆ่าคงมีการต่อรองกันอย่างมากและผู้หญิงคงไม่ยอมเช่นอาจเป็นเรื่องการขอยืมเงินต่อและเอาเด็กมาเกี่ยวข้องหรือเอามาเป็นเหยื่อ

�การที่คนจะชำแหละศพนั้น ก็สามารถทำได้แม้ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญก็ตามในขณะที่คิดอะไรไม่ออก คนที่ทำได้คงต้องอำมหิตแน่นอน� เพราะคิดว่าเขาตายไปแล้วและทำอย่างไร จะปกปิดความผิดตนเอง หากมีมโนธรรมคงไม่ทำอย่างนี้� และคงโยงไปถึงความแค้น ผู้ต้องหาต้องการใช้เวทีของสื่อในการอธิบายสิ่งที่ตนเองทำไป เด็กผู้หญิงคงสะเทือนขวัญมากเพราะเห็นแม่และน้องถูกฆ่า น่าห่วงมาก ก็พร้อมรักษาให้ฟรี เป็นการถอนแผลใจออก�

�นายปรีชา� สอาดสอน บก.ข่าวอาชญากรรมนสพ.คมชัดลึก กล่าวว่า� ตำรวจก็สอบสวนทั้งวันถึงสาเหตุการฆ่าเพราะเพียงแค่พูดว่าแค่ใช้ไปฆ่าคนแต่ทำไม่ได้ ตำรวจไม่เชื่อว่าเพราะพูดจาดูถูกแต่ตำรวจมุ่งไปที่ปัญหาหนี้สิน และคนที่กลับมาจากญี่ปุ่นน่าจะมีทรัพย์สินวิถีกระสุนเหมือนเป็นการจ่อยิง ไม่เหมือนลูกหลง�

�สำหรับศพน้องโชวมีรอยเส้นเอ็นหากมีการฟันครั้งเดียวคงขาดแต่พบรอยตามข้อเหมือนมีการทรมานมาก่อน เชื่อว่านายศิริพงศ์เป็นคนฆ่าแต่ไม่เชื่อสาเหตุแห่งการฆ่าเพราะฟังไม่ขึ้น การเข้ามอบตัวอาจต้องการผ่อนหนักเป็นเบาและดูว่าเขาบันดาลโทสะหรือไม่ แต่เมื่อตำรวจตั้งข้อหาไว้แล้วว่าฆ่าคนอื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโทษจะหนักมาก การพกปืนไปในสนามบินแสดงว่าต้องมีการเตรียมการไว้ก่อน

�ครบองค์ประกอบในการดำเนินคดีแต่ตำรจก็ต้องรอบคอบในการรวบรวมหลักฐานไปสู่กระบวนการยุติธรรม การมอบตัวของผู้ต้องหาเพราะทราบว่าโทษหนัก หากไม่มอบตัวตำรวจคงใช้เวลาในการสืบสวนและผู้ต้องหาสามารถหนีไปได้อีกนาน

�นายนิกร� ยิ้มสวัสดิ์� ผู้สื่อข่าวเนชั่นทีวี กล่าวว่า นักข่าวก็สงสัยว่าทำไมต้องขนาดฆ่ากันเมื่อสอบถามก็บอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวบอกไม่ได้ แต่ยืนยันว่าทำไปเพราะกดดัน มานานกว่า 1 ปี� สำหรับทรัพย์สินที่หายไปมีสร้อย ส่วนเงินไม่มีความชัดเจน และไม่ได้มีการพูดเรื่องเป็นหนี้ สำหรับวิถีกระสุนไม่น่าจะเป็นลูกหลงน่าเป็นการจงใจยิงมากกว่า ตำวจยืนยันว่าเป็นผู้ต้องหาตัวจริงเพราะพบหลักฐานประกอบเหตุหลายอย่างทั้งปืน มีด��

�นางสุจิตรา บุญคุ้มครอง เพื่อนแม่เหยื่อฆ่าหั่นศพ� กล่าวว่า รู้จักกับผู้หญิงที่ตายคือนางสุนันท์เพราะเป็นเพื่อนกับแฟนคือลุงโจรู้จักกันมาประมาณ 2 ปีกว่า ตนไม่เคยรู้จักนายศิริพงศ์และคิดว่าไม่น่าใช่คนรักของนางสุนันท์ แม้ตนจะไม่ค่อยได้พบนางสุนันท์บ่อยนักแต่ส่วนมากจะโทรมากับแฟนมากกว่า�

�อดีตสามีของนางสุนันท์ตนไม่รู้จักและไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จ้างวานฆ่าสามีเพราะมักจะเอาลูกสาวไปฝากไว้กับอดีตสามีเพราะลูกดื้อ ตนเคยเจอแฟนที่เป็นคนญี่ปุ่นไปนัดเจอที่ร้านอาหารแถวรามอินทราและไม่จริงที่แฟนคนญี่ปุ่นจะตีตัวออกห่างหรือมีเรื่องทะเลาะกัน� ทั้งนี้นางสุนันท์เคยบอกว่ามีคนรู้จักเป็นคนขับแท็กซี่รู้ใจกันแต่ไม่ได้บอกว่าเป็นแฟน

�ส่วนที่น้องมินต์บอกว่านายศิริพงศ์ไม่ได้เป็นแฟนแม่ แต่มาเอาเงินจากมารดาตนเองมากกว่านั้นทราบว่านายศิริพงศ์เป็นหนี้นางสุนันท์และอยากได้คืน และขอบวชล้างซวย ส่วนการฆ่าน่าจะเป็นเรื่องทรัพย์มากกว่าเช่นการฆ่าล้างหนี้� ขณะนี้ยังไม่ไดพบน้องมินต์เพราะนอนหลับอยู่