
ทองพุ่งไม่หยุดทำสถิติใหม่ส่อทะลุบาทละ18,000
ทองคำพุ่งทำสถิติใหม่อีกรอบ รูปพรรณในประเทศขายบาทละ 17,200 บาท พ่อค้าทองประเมินมีราคาพุ่งถึง 18,000 บาท หากดอลลาร์ยังอ่อนค่า ทำให้คนหันมาเก็งกำไรในทองคำกันไม่หยุด ขณะที่ตลาดหุ้นไทยป่วนต่างชาติเทขายหุ้น กดดัชนีทรุดต่ำสุดกว่า 30 จุด ก่อนตีตื้นท้ายตลาด
ราคาทองคำในตลาดลอนดอนพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,065.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในการค้าช่วงเช้าเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ทำลายสถิติเดิม 1,062.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นปัจจัยผลักดันราคาทองคำในช่วงนี้ และนักลงทุนเกรงด้วยว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจดำเนินการช้าเกินไปในการป้องกันภาวะเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ การปรับตัวพุ่งขึ้นของทองคำในตลาดโลกส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นด้วยเช่นกัน โดยราคาทองคำแท่งขายออกอยู่ที่บาทละ 16,800 บาท และรับซื้ออยู่ที่ บาทละ 16,700 บาท ส่วนทองรูปพรรณขายออกบาทละ 17,200 บาท และซื้อคืนอยู่ที่บาทละ 16,463.76 บาท
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า แม้ขณะนี้ราคาทองคำจะสูงขึ้นทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่บรรยากาศการซื้อขายทองในประเทศก็ไม่คึกคักมากนัก เนื่องจากก่อนหน้านี้ประชาชนพากันขายทองคำออกมาจำนวนมากแล้ว ส่วนแนวโน้มราคาตลาดในประเทศเมื่อราคาตลาดโลกสูงขึ้นจากระดับ 1,065 ดอลลาร์สหรัฐ ก็มีโอกาสที่ราคาในประเทศจะขึ้นไปอยู่ที่บาทละ 17,000-18,000 บาท โดยค่าเงินบาทจะต้องเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากเงินดอลลาร์สหรัฐยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอีก ราคาทองในตลาดโลกก็อาจสูงถึง 1,112 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ได้
"นักลงทุนที่กำลังรอซื้อทองคำ โดยรอให้ราคาลดลงมาอยู่ประมาณบาทละ 13,000-14,000 บาทนั้น คิดว่าราคานี้ไม่น่าจะได้เห็นกันแล้ว และหากราคาทองลดลงมาอยู่ที่บาทละ 14,500-15,000 บาท ก็สามารถซื้อไว้ได้แล้ว” นายจิตติกล่าว
ขณะที่การซื้อขายหุ้นไทยเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ในช่วงบ่ายนักลงทุนพากันเทขายอย่างหนัก จนดัชนีปรับลดมาต่ำสุดติดลบกว่า 30 จุด ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นในช่วงท้ายตลาดมาปิดทำการซื้อขายที่ 731.47 จุด ลดลง 15.20 จุด มูลค่าการซื้อขายรวม 47,570.50 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ 3,975.07 ล้านบาท และสถาบันในประเทศขายสุทธิ 124.92 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนทั่วไปในประเทศซื้อสุทธิ 4,100 ล้านบาท
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การที่ดัชนีราคาหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรงเป็นการปรับฐานการลงทุน หลังจากดัชนีปรับตัวขึ้นมาเร็วมาก ซึ่งไม่มีเหตุการณ์และปัจจัยลบที่เป็นพิเศษเข้ามากระทบแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่านักลงทุนบางส่วนกังวลเรื่องการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ชะลอโครงการขนาดใหญ่ ดังนั้น ขอให้นักลงทุนศึกษาข้อมูลและติดตามผลประกอบการไตรมาส 3 ที่กำลังจะประกาศเร็วๆ นี้



