
ธปท.ดันใช้บัตรเครดิต-เดบิตแทนเงินสด
ธปท.เดินหน้าหนุนใช้บัตรเครดิตและเดบิตแทนเงินสด คาดพัฒนาระบบเสร็จในปีหน้า เร่งแจงให้ประชาชนใช้บัตรเดบิตเพื่อประโยชน์อื่นมากกว่าเงินสด มองช่วยลดต้นทุนและปัญหาแบงก์ปลอม
นายรณศักดิ์ เรืองวีระยุทธ ผู้อำนวยการสายนโยบายและกำกับระบบชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.จะผลักดันให้มีการใช้บัตรเดบิตและบัตรเครดิตทดแทนเงินสด เพื่อลดปริมาณการใช้เงินสดในการชำระค่าสินค้าและบริการ ดังนั้น ธปท.จึงได้พัฒนาระบบการเชื่อมโยงข้อมูลการชำระเงินในประเทศใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จได้ภายในปี 2553 โดยการใช้ระบบในระยะแรกจะเน้นการส่งเสริมให้ประชาชนรับทราบถึงประโยชน์จากบัตรเดบิตที่นอกเหนือจากการใช้เบิกถอนเงินสดเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ จากแบบทดสอบพบว่าหากสามารถลดการเบิกเงินสดได้ทุก 1% หรือ 1.6 หมื่นล้านบาท ต้นทุนจัดการเงินสดในระบบจะลดลง 3,186.30 บาทต่อการเบิกเงิน 1 ล้านบาท หรือ 52.07 ล้านบาทต่อปี และสามารถลดต้นทุนการดำเนินการเชื่อมโยงระบบในต่างประเทศที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้ออกบัตรกลุ่มวีซ่าและมาสเตอร์การ์ดจาก 2.13 บาทต่อรายการในปัจจุบันเหลือ 0.51 บาทต่อรายการ หรือปีละประมาณ 47.62 ล้านบาท
นายรณศักดิ์กล่าวว่า การเปลี่ยนระบบดังกล่าว ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อต้นทุนของธนาคารพาณิชย์ เพราะจำเป็นต้องมีต้นทุนในการปรับเปลี่ยนเครื่องรับบัตรประมาณ 3.5 แสนบาทต่อเครื่อง แต่ด้วยปริมาณการใช้บัตรเดบิตและบัตรเครดิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 200 ล้านรายการต่อปี ในอนาคต ขณะที่คิดค่าธรรมเนียมทุก 0.24 บาทต่อรายการจะทำให้ธนาคารถึงจุดคืนทุนประมาณ 5 ปี แม้ว่าจะใช้เวลาถึงจุดคุ้มทุนที่นาน แต่ธปท.และธนาคารพาณิชย์จะร่วมกันประชาสัมพันธ์การใช้บัตรเดบิตมากขึ้น รวมทั้งมีการสร้างแรงจูงใจการใช้จ่าย เช่น การให้คะแนนสะสมทุกการใช้จ่ายเช่นเดียวกับบัตรเครดิต หรือส่วนลดสินค้าและบริการ
“การใช้บัตรเดบิตจ่ายค่าสินค้าแทนการเบิกเงินสดเพียงอย่างเดียว จะเป็นประโยชน์ต่อต้นทุนของระบบที่ลดลง รวมทั้งมีความปลอดภัยมากกว่าการถือเงินสด และลดความเสี่ยงธนบัตรปลอม ซึ่งระบบที่พัฒนาขึ้นจะสามารถรองรับการใช้บัตรที่ออกและใช้จ่ายในประเทศ ทำให้ต้นทุนประกอบการลดลงเพราะเราซื้อของในประเทศ แต่ใช้บัตรที่ออกโดยต่างประเทศ และระยะต่อไปเมื่อมีการแข่งขันการออกบัตรมากๆ ก็จะทำให้ค่าธรรมเนียมออกบัตรและรายปีลดลงด้วย” นายรณศักดิ์กล่าว



