ข่าว

"36ปี 14ตุลา"ประชาชนได้อะไร และเราจะไปทางไหนกัน

"36ปี 14ตุลา"ประชาชนได้อะไร และเราจะไปทางไหนกัน

15 ต.ค. 2552

ในวันที่ 14 ตุลาคม 2552 ถือเป็นวันครบรอบ 36 ปี ของปรากฏการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหวต่อสู้กับอำนาจมืดของกลุ่มเผด็จการทหาร "จอมพลถนอม กิตติขจร, จอมพลประภาส จารุเสถียร และพ.อ.ณรงค์ กิตติขจร"

 ทุกปีได้มีพิธี "จัดงานรำลึก 14 ตุลา" เพื่อให้เห็นถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ ซึ่งถือว่าเป็น "ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน" แบบสุดๆ ภายใต้การนำของ "ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย" (สนนท.) ภายใต้การนำของ "ธีรยุทธ บุญมี" และ "เสกสรรค์ ประเสริฐกุล" 

 บทบาทของ "นิสิต นักศึกษา" ในยุคนั้นได้รับการยอมรับทางสังคมอย่างมาก ต่างจาก "นิสิต นักศึกษา" ในปัจจุบัน เจ้าของนาม "ไทยแท้" ได้เขียนเรื่องราว "36 ปี 14 ตุลา ประชาชนได้อะไร และเราจะไปทางไหนกัน" ลงในบล็อกโอเคเนชั่น  http://www.oknation.net/blog/scblock ไว้อย่างน่าสนใจ

 โดยระบุว่า การใช้ชีวิตประจำวันของการเป็นนิสิต นักศึกษาในช่วงดังกล่าว ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ เพราะนอกจากการเรียนตามตำราในชั้นเรียนแล้ว นิสิต นักศึกษาในยุคนั้น ต่างพากันนำตัวเองออกจากรั้วมหาวิทยาลัย ไปเรียนรู้ชีวิตจริงของชาวไร่ ชาวนา ตามท้องถิ่นในชนบทห่างไกล และการใช้ชีวิตของกรรมกรตามโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างจริงจัง

 โดยมีบทกลอนของคุณวิทยากร เชียงกูล เป็นธงนำ...
 "ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
 ฉันจึงเข้ามาหาความหมาย
 ฉันหวังเก็บอะไร ไปมากมาย
 สุดท้าย ให้กระดาษฉันแผ่นเดียว
 .........

 เป็นบทกลอนที่นิสิต นักศึกษาใหม่ทุกคนจะได้รู้ได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัส ตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่างเท้าเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยในกรุงหรือต่างจังหวัด ไม่เว้นแม้แต่มหาวิทยาลัยเปิดที่มีนักศึกษานับแสนคนอย่าง มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 บรรยากาศของการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยในช่วงนั้น มีส่วนอย่างมากในการขับเคลื่อนการรับรู้ถึงสิทธิ เสรีภาพ และสร้างความตื่นตัวทางการเมืองให้แก่ประชาชนคนไทยไปทุกหย่อมหญ้า จนแทบจะกล่าวได้ว่า ไม่มีพื้นที่ใดในประเทศนี้ที่จะถูกปิดบัง ซ่อนเร้น จากการรับรู้ถึงสิทธิ เสรีภาพ ที่พึงมีพึงได้ของประชาชนคนไทยทุกชนชั้น ทุกสาขาอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มชาวไร่ ชาวนา และกรรมกรที่ถูกเบียดบัง ฉกฉวยสิทธิประโยชน์ของเขามาอย่างยาวนานนับทศวรรษ อีกต่อไป
 จนอดนึกถึง วลีเด็ดที่มีกวีท่านหนึ่ง (นายวิสา คัญทัพ) เคยเขียนไว้ว่า

 "เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน"

 ...............

 จากวันนั้นถึงวันนี้ สามสิบหกปีผ่านไป รวดเร็วเหมือนโกหก

 แต่คำถามที่ยังค้างคาใจในวันนี้ก็คือ

 แล้วประชาชนคนไทย ได้รับอานิสงส์ที่น่าพึงพอใจ

 จากการลุกขึ้นสู้ และเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ทางการเมือง

 เมื่อสามสิบหกปีที่แล้ว มากน้อยเพียงใด

 วันนี้ วันที่บทบาทของกลุ่มนิสิต นักศึกษาต่อการเป็นผู้นำทางความคิดของผู้คนในสังคม ตกต่ำเป็นอย่างยิ่ง จนแทบจะกลายเป็นศูนย์ เพราะสภาพสังคมโดยรวมของสังคมไทยเปลี่ยนไปจากวันนั้นอย่างสิ้นเชิง

 นิสิต นักศึกษาปัจจุบัน ขาดความสนใจและกระตือรือร้นต่อสภาพความเป็นไปทางสังคม

 พวกเขาต่างมุ่งขวนขวาย ศึกษาหาความรู้เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการประกอบสัมมาอาชีพในอนาคตของตัวเองเป็นหลัก เฉกเช่นนักศึกษาไทยในช่วงยุคก่อน 14 ตุลาคม 2516 นั่นเอง

 ในขณะเดียวกันกลุ่มอดีตนิสิต นักศึกษาในช่วง 14 ตุลา 16 ก็ล้วนเติบโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ที่กำลังมีพลังและมีบทบาทสำคัญ ในการกำหนดทิศทางในการเปลี่ยนแปลงทั้งทางสังคม การเมืองและเศรษฐกิจของชาติ อย่างแท้จริงทั้งในภาครัฐและเอกชน

 หากจะกล่าวว่า ทิศทางในการขับเคลื่อนประเทศไทยในขณะนี้ ได้กลับมาตกอยู่ในเงื้อมือของกลุ่มอดีตนิสิต นักศึกษาสมัยเมื่อ 14 ตุลาคม 16 อีกครั้ง ก็ไม่น่าจะผิดจากความเป็นจริง เสียทีเดียวนัก

 ต่างกันก็ตรงที่...วันนี้พวกเขาไม่ได้มีทิศทางในการขับเคลื่อนพลังของการเปลี่ยนแปลง ไปในทิศทางเดียวกันเหมือนสมัยเมื่อสามสิบหกปีก่อน แต่วันนี้ พวกเขาแบ่งเส้นทางการเดินไปคนละทางอย่างสิ้นเชิง

 กลุ่มหนึ่ง ยังคงพยายามที่จะขับเคลื่อนชี้นำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่มุ่งยึดเอาประโยชน์ของชาติบ้านเมือง และประชาชนเป็นหลักอย่างแท้จริง

 ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง มุ่งแสวงหาอำนาจเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง โดยพยายามแอบแฝงว่า ข้าก็ทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน เหมือนกัน