
ใครจะผ่าทางตัน
เมืองไทยเรา 3-4 ปีมานี้ประสบกับปัญหานานัปการทั้งทางด้านการเมืองสังคมและเศรษฐกิจ ปัญหาแต่ละเรื่องนั้นก็เสมือนเดินเข้าสู่ทางตัน แต่ด้วยวิธีแบบไทยๆ เราก็โชคดีที่หลุดพ้นทางตันออกมาได้เกือบทุกเรื่อง แต่ช่วงเวลาที่คนไทยจะต้องเรียนรู้นั้นยังไม่จบสิ้นเราคงต้องเผ
อย่างในปัจจุบันเอาปัญหาที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจอย่างเดียวก็มากมายสุดคณานับ แต่เนื่องด้วยหน้ากระดาษจำกัดผมจะหยิบยกมาเสนอสัก 2-3 เรื่อง
ปัญหาเรื่องที่หนึ่งเกี่ยวกับ รถตู้เถื่อน ซึ่งวิ่งทับเส้นทางรถประจำทางที่ได้รับสัมปทานถูกต้องว่ามีถึง 6,000 คันเศษ ทางราชการก็จะแก้ด้วยวิธีง่ายๆ คือ เมื่อทำผิดกฎหมายก็จดทะเบียนให้ถูกกฎหมายเสียก็สิ้นเรื่อง แต่เรื่องไม่ง่ายดังที่ราชการคิดเพราะคนที่เสียผลประโยชน์คือผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางที่ได้รับสัมปทานอยู่ทั้งทางตรงทางอ้อมคงไม่ยอมง่ายๆ และผู้ประกอบการเหล่านี้ก็ไม่ใช่คนธรรมดา ไม่ใช่พ่อค้าแม่ค้าประเภทอาซิ้มอาแป๊ะอย่างแต่ก่อน แต่ละคนมีเส้นสายโยงใยกับนักการเมืองผู้มีอำนาจ ปัญหาเรื่องนี้จึงยังคาอยู่ในทางตัน และโปรดสังเกตว่าปัญหาที่เกิดนี้เกิดเพราะพฤติกรรมของข้าราชการที่ปล่อยให้ผู้ปฏิบัติผิดกฎหมายลุกลามไปทั่วแทนที่จะจัดการเสียตั้งแต่ต้นและต้องถือว่าขาดวิสัยทัศน์ที่ไม่ได้วางแผนให้ทันกับความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการจะออกใบอนุญาตให้มือถือรุ่น 3จี ซึ่งคงจะก่อเหตุขัดแย้งกันหลายเส้าผมคงจะเล่าให้ฟังใหม่ในวันหลังเมื่อปัญหาที่เดินเข้าสู่ทางตันชัดเจนขึ้น
ปัญหาสำคัญทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้าที่อยากจะพูดถึงคือเรื่องโครงการ 76 โครงการในบริเวณมาบตาพุดถูกศาลสั่งระงับ ปัญหาข้อนี้ถ้าฟังดูผิวเผินก็จะดูเหมือนว่าเกิดจากเทคนิคทางกฎหมายเพราะไปเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 มาตรา 67 ซึ่งให้สิทธิแก่ชุมชนในการที่จะดำเนินการตามกฎหมายหากโครงการใดๆ จะเกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ...แต่ถ้าพิจารณาทบทวนเรื่องราวให้ละเอียดแล้วก็หนีไม่พ้นที่จะตำหนิคนทางภาครัฐไม่ว่านักการเมือง ข้าราชการประจำหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องขาดวิสัยทัศน์ที่จะดำเนินการต่างๆ ในข้อกฎหมายให้ครบถ้วนกระบวนความ แต่กลับให้ใบอนุญาตภาคเอกชนไปและไปเสี่ยงความผิดพลาดทางแง่กฎหมายเอาเอง ขณะที่เขียนบทความนี้ก็ยังไม่ทราบผลของการอุทธรณ์
แต่โบราณมาคนไทยเคยสอนลูกสอนหลานโดยเฉพาะผู้ที่ทำมาค้าขายว่า “ถ้าจะไปเป็นความก็ให้ไปกินอาจมสุนัขจะดีกว่า” แปลความว่าให้ห่างไกลจากการไปค้าความกับใครๆ แต่ในโลกปัจจุบันนั้นถือคติเช่นนี้ไม่ได้ เพราะถึงเราจะไม่ค้าความกับใครแต่เขาจะค้าความกับเรา ฉะนั้นในการผ่าทางตันของปัญหาแทบทุกเรื่อง จำเป็นต้องศึกษาข้อกฎหมายให้ทะลุปรุโปร่งเพื่อไว้ป้องกันตัวตามโอกาส
นายหนูใหญ่ [email protected]



