ข่าว

เหลียวมองหลัง1

เหลียวมองหลัง1

16 ต.ค. 2552

ในหนังสือ “เหลียวมองหลัง” ของ อาจารย์ ดร.เกษม ศิริสัมพันธ์ ซึ่งจัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ เมื่อปี 2547 มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

  เช่น เวียดนามและกัมพูชา ในสมัยที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมขออนุญาตหยิบยกมาเล่าให้ท่านที่ยังไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ หรืออาจจะอ่านแล้วแต่ก็ลืมเลือนไป ได้ฟังกันอีกสักรอบครับ…

 ผมจะเกริ่นเพื่อให้เห็นภาพเลาๆ ว่า เมื่อ พ.ศ.2518 ประเทศไทยมีการเลือกตั้งครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2517 และเป็นครั้งแรกหลังการโค่นล้มรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร โดยพลังนักศึกษา-ประชาชน ในปี 2516 ผลปรากฏว่ามีพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้ง มี ส.ส.ในสภา ถึง 22 พรรค และไม่มีพรรคใดมีเสียงข้างมาก พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมี 72 ที่นั่ง ได้จับมือกับพรรคเกษตรสังคม ซึ่งมี 19 ที่นั่ง ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย มี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไปไม่รอด ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ซึ่งในเวลานั้นเป็น หัวหน้าพรรคกิจสังคม มี ส.ส.เพียง 18 คน จึงเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสม 8 พรรค ด้วยความสนับสนุนของ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผบ.ทบ. และ พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดีกรมตำรวจ

 ซึ่ง อาจารย์เกษม กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า พล.อ.กฤษณ์ และ พล.ต.อ.ประเสริฐ “เป็นผู้มีบทบาทสูงมากในทางการเมืองยุคหลัง 14 ตุลา นับเป็นพลังหลังฉากที่สำคัญของการเมืองในยุคนั้น ทั้งสองคนนี้อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองต่างๆ ในสมัยนั้น ซึ่งแตกตัวมาจากพรรคสหประชาไทย (ของ จอมพลถนอม-ประภาส) ในสภาสมัย 2512
ในส่วนของพรรคกิจสังคม นอกจาก ม.ร.ว..คึกฤทธิ์ จะได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว คุณบุญชู โรจนเสถียร ยังนั่งเก้าอี้ รมว.คลัง คุณบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ เป็น รมว.มหาดไทย และคุณใหญ่ ศวิตชาติ เป็น รมว.ยุติธรรม นโยบายที่สำคัญของ รัฐบาลคึกฤทธิ์ ก็ได้แก่ การฟื้นฟูชนบท หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “เงินผัน” ซึ่งจัดสรรเงินงบประมาณให้สภาตำบลจ้างแรงงานท้องถิ่น เพื่อให้ชาวบ้านในชนบทมีงานทำและมีเงินใช้ในช่วงที่ว่างจากฤดูกาลทำนาทำไร่ ส่วนนโยบายอีกประการหนึ่ง ได้แก่การขจัดความยากจนให้ลดน้อยหรือหมดไปจากสังคมไทย โดยมุ่งให้ประชาชนชาวไทยที่บรรลุนิติภาวะทุกคน มีรายได้อย่างต่ำคนละ 1,000 บาท (มูลค่าเมื่อ 34 ปีที่แล้ว)

ด้านสถานการณ์นอกประเทศนั้น ห้วงปี 2518 เป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงในอินโดจีน ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศไทย อาจารย์เกษมเล่าว่า “เมื่ออาจารย์คึกฤทธิ์เข้าบริหารประเทศในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ไม่ถึงสองสัปดาห์ ประมาณปลายเดือนมีนาคม 2518 กระทรวงการต่างประเทศซึ่งขณะนั้นมีพลตรี (ยศขณะนั้น) ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นรัฐมนตรีว่าการ และคุณแผน วรรณเมธี เป็นปลัดกระทรวง ได้ทำรายงานเสนอนายกรัฐมนตรี เตือนว่าสถานการณ์ในเวียดนามใต้ กัมพูชา และลาวไม่มั่นคงเสียแล้ว เป็นไปได้ว่าคอมมิวนิสต์จะมีชัยชนะยึดครอง 3 ประเทศนี้ได้ในไม่ช้า กระทรวงการต่างประเทศเสนอให้รัฐบาลเตรียมการรับสถานการณ์ดังกล่าว โดยให้เตรียมสร้างค่ายผู้อพยพลี้ภัยตามแนวชายแดน เพื่อเตรียมรับผู้อพยพลี้ภัยจำนวนมาก ซึ่งจะทะลักเข้ามาในบ้านเราเมื่อเขมรและลาวตกเป็นคอมมิวนิสต์...เท่าที่ทราบการคาดการณ์เรื่องความพ่ายแพ้ของสหรัฐในสงครามเวียดนามครั้งนี้ เป็นความริเริ่มจากสถานทูตไทยประจำเวียดนามใต้ที่ไซ่ง่อน ซึ่งประมวลข่าวกรองและคาดการณ์ได้ไม่ผิดพลาดเลย”

 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ มีความเห็นอย่างไรต่อรายงานของกระทรวงการต่างประเทศ และมีการดำเนินการประการใดบ้าง รวมถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรีท่านนี้ด้านความสัมพันธ์กับเวียดนามและกัมพูชา ตลอดจนกุศโลบายที่ทำให้ไทยผ่านพ้นวิกฤติการณ์ที่เกือบเป็นโดมิโนอีกตัวหนึ่งของสงครามเวียดนามมาได้นั้น คงต้องขอยกไปเล่าต่อในตอนต่อไปครับ