ข่าว

ปัญหามาบตาพุดต้องแก้ให้ตรงจุด

ปัญหามาบตาพุดต้องแก้ให้ตรงจุด

16 ต.ค. 2552

คงจะยังเป็นข้อถกเถียงทางสังคมไปอีกนานและยากจะยุติโดยเร็วตามที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มุ่งหวังไว้จะรีบหาแนวทางแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง แม้ว่าศาลปกครองกลางจะตัดสินให้คุ้มครองชั่วคราวชุมชนในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบต

 โดยให้ระงับโครงการ 76 โครงการ มูลค่าลงทุนสูงถึง 4 แสนล้านบาท ขณะที่รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองกลางนี้ พร้อมๆ ไปกับการเห็นชอบให้แก้ไขร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง

 เป็นเรื่องไม่ยากที่จะเข้าใจถึงความจำเป็นของนายอภิสิทธิ์ที่จะต้องหาหนทางดีที่สุดที่จะคลี่คลายปมปัญหามาบตาพุด โดยให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ควบคู่ไปกับความพยายามที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนก้อนมหาศาลจากนักลงทุนต่างชาติมาช่วยพยุงฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศให้พ้นจากหุบเหวความตกต่ำ ด้วยการผลักดันให้แก้ไขร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนดประเภทและขนาดของโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง รวมไปถึงต้องจัดทำรายงานผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนในชุมชน ตลอดจนจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย นอกเหนือจากการจดทะเบียนองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

 แต่ความยากอยู่ที่ว่าทำอย่างไรรัฐบาลถึงจะสามารถปลุกจิตสำนึกของข้าราชการให้สามารถสนองรับนโยบายดังกล่าว บทเรียนซ้ำซากที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่เริ่มมีแผนพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะกรณีของยายใฮ ขันจันทา ที่ต้องต่อสู้นานถึง 32 ปีกว่าจะได้ที่นาและเงินชดเชยคืนจากความล้มเหลวในแผนสร้างเขื่อนห้วยละห้า จ.ชัยภูมิ ล้วนแต่ตอกย้ำว่าถึงเวลาที่ต้องปลุกจิตสำนึกของข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็วเพื่อให้รู้จักคิดแก้ปัญหาให้ถูกจุดมากกว่าคิดแต่จะโยนบาปให้ชาวบ้านถ่ายเดียว

 เราเชื่อว่า แนวทางแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจะต่างออกไปจากอดีต โดยจะดำเนินไปด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังและคำนึงถึงตัวแปรรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิของชาวบ้านที่จะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย หรือสิทธิของภาคประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด หรือสิทธิของโรงงานอุตสาหกรรม ที่จะต้องได้รับการคุ้มครองเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยดีและเอื้ออาทรต่อกัน