
ใช้"โดรน"ฉีดพ่นพืชแทนแรงคน นวัตกรรมเพื่องานเกษตรยุค4.0
ใช้"โดรน"ฉีดพ่นพืชแทนแรงคน นวัตกรรมเพื่องานเกษตรยุค4.0
แนวคิดยุคเกษตรดิจิทัล สนองนโยบาย 4.0 ของรัฐบาลที่ต้องการเปลี่ยนวิธีการปลูกพืชแบบเดิมๆ มาเป็นการทำเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ที่ช่วยในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่ตัวเองเพื่อนำมาปรับใช้ในการทำเกษตรที่ทำน้อยได้มาก ต่างไปจากรูปแบบเดิมที่ทำมากได้น้อย
ทว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทดแทนการใช้แรงงานที่นับวันหายากขึ้นทุกที การอากาศยานไร้คนขับ หรือ “โดรน” สำหรับฉีดพ่นปุ๋ย ยา และสารชีวภัณฑ์เพื่อการเกษตร จึงเป็นตัวเลือกสำคัญเพื่อลดต้นทุนการผลิตในยุคเกษตร 4.0 ยุคที่มีแรงงานน้อย ค่าจ้างเพิ่ม และยังสามารถประหยัดเวลาได้อีกด้วย
โฟลแมกไบโอเทค ถือเป็นบริษัทแรกๆ ที่ได้ให้บริการนวัตกรรมเพื่อการเกษตรยุคใหม่สำหรับการฉีดพ่นสารอาหารทางใบสูตรพิเศษเฉพาะตัวพืชด้วยอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ที่ช่วยให้เกษตรกรประหยัดเวลาและแรงงาน มีความปลอดภัยสูง เพราะไม่ต้องสัมผัสกับสารชีวภัณฑ์และอาหารพืชโดยตรง สามารถเข้าถึงในสภาพพื้นที่ที่ทำงานยากได้ มีความแม่นยำสูง ฉีดพ่นได้ทั้งแปลงโดยไม่ต้องลงเหยียบย่ำพืชที่ปลูกให้เสียหายในขณะทำงาน
“โดรนที่นำมาใช้ในการฉีดพ่นนั้น ทางบริษัทมีแนวทางในการใช้เพื่อนำผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ อย่างเช่นสารชีวภัณฑ์ฉีดพ่นทางใบสูตรเฉพาะสำหรับพืชของอาจารย์ทองก้อน เพื่อให้เกิดความง่ายในการตัดสินใจของเกษตรกร เพราะโดรนมีความรวดเร็ว ตรงเป้าหมาย ประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ได้รับก็จะสูงขึ้น ทำให้ภาคการเกษตรไทยมีความแข็งแกร่งมากขึ้น เป็นไปตามนโยบายการพัฒนาประเทศยุค 4.0 ของรัฐบาล”
บุณยวัฒน์ มาอ่อง ประธานบริษัท โฟลแมกไบโอเทค จำกัด เผยจุดเด่นของอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนเพื่อการเกษตร ในงานแถลงข่าวเปิดตัว “บริการฉีดพ่นสารอาหารทางใบ : นวัตกรรมเพื่อเกษตรกรไทย(โดรน)ยุค 4.0” ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์พอยต์ เทอร์มินัล 21 สุขุมวิท โดยระบุว่า สำหรับโดรนเพื่อการเกษตรที่บริษัทนำมาใช้นั้น ได้แก่ DJI รุ่น MG-1S ซึ่งสามารถบินได้จากระยะรีโมทประมาณ 1 กิโลเมตร และความสูง 50 เมตร โดยสามารถฉีดพ่นได้ทั้งพืชไร่และพืชสวน รวมไปถึงแปลงผักและผลไม้ มีถุงบรรจุน้ำยาได้สูงสุด 10 ลิตร ซึ่งสามารถฉีดพ่นแปลงการเกษตรได้เฉลี่ย 3-10 ไร่ ภายใน 30 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของแปลง โดยคิดราคาค่าบริการอยู่ที่ 150-300 บาทต่อไร่
“โดรนที่ใช้สามารถตรวจจับพื้นที่ระหว่างตัวโดรนกับหน้าจอควบคุม ตามโปรแกรมที่เราตั้งไว้ อย่างเราตั้งความสุูงไว้ที่ 1 เมตร มันก็จะบินอยู่ที่ 1 เมตร แล้วทำการบินตามเส้นทางที่เรากำหนดไว้โดยอัตโนมัติ ทำให้เครื่องฉีดพ่นอย่างสม่ำเสมอ ตัวนี้บินได้สูงสุด 50 เมตร ความเร็วสูงสุด 17 เมตรต่อวินาที แต่ปกติจะใช้เวลา 15 เมตรต่อวินาที ในหน้าจอรีโมทจะเห็นแผนที่ เราจะรู้ว่าตอนนี้เครื่องอยู่ตรงจุดไหน บอกข้อมูลแบตเตอรี่โดยละเอียด ถ้าผิดปกติก็จะมีการแจ้งเตือนทางรีโมททันที ตัวนี้ราคาอยู่ที่ 4.5 แสนบาท ถังบรรจุน้ำได้ 10 ลิตร”
บอสใหญ่โฟลแมกไบโอเทคย้ำถึงกลุ่มเป้าหมายที่หันมาใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างโดรนเพื่อการเกษตรนั้นจะมุ่งเป็นที่คนหนุ่มสาวหรือเกษตรกรรุ่นใหม่ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ต้องการทำเกษตรที่เน้นความปลอดภัยสูง ความสะดวกสบาย และความรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันคนกลุ่มนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันสำหรับผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้กับโดรนนี้ก็เป็นผลิตภัณฑ์การฉีดพ่นสารอาหารทางใบจากการคิดค้นของ ดร.ดำรงศักดิ์ แก้ววงษ์ไหม อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี เจ้าของไร่ทองก้อน
ที่มีประสิทธิภาพสูงยากต่อการลอกเลียนแบบมีความเฉพาะตัวทำให้เป็นจุดแข็งทางการตลาด นอกจากนี้บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการควบคุมแมลงพาหะนำโรคที่มีความปลอดภัยกับสัตว์อื่น และได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลกอีกด้วย
“ในปีนี้ (2561) เรามีแผนที่จะให้บริการโดรนเพื่อการเกษตรสำหรับการฉีดพ่นสารอาหารทางใบไปทั่วประเทศและยังมีแผนที่จะนำผลิตภัณฑ์นี้ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยมี สปป.ลาวและกัมพูชาที่ได้ดำเนินการแล้ว ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีมาก” ประธานโฟลแมกไบโอเทคเผย
ธงชัย บุญญาลัยนุกุล รองประธานโฟลแมกไบโอเทค กล่าวเสริมว่าข้อดีของโดรนสามารถเคลื่อนตัวฉีดพ่นพืชโดยไม่ต้องเหยียบย่ำพืชในแปลง ประหยัดเวลา ใช้น้ำน้อย และสามารถประหยัดค่าจ้างแรงงาน ซึ่งหากเปรียบเทียบความคุ้มค่า การใช้โดรนแทนคนจะให้ผลที่คุ้มค่ากว่ามาก
“พูดง่ายๆ 10 ไร่ใช้เวลาแค่ 20 นาที หากเกิดเชื้อราที่แปลง เกษตรกรสามารถใช้โดรนตัวนี้ในการฉีดพ่นได้ ส่วนการฉีดพ่นโดยแรงงานตามปกติจะใช้น้ำมาก แต่โดรนใช้ไม่มาก 10 ไร่ใช้ 10 ลิตรเท่านั้นเอง”
ส่วนตัวสารชีวภัณฑ์ที่คิดค้นโดยไร่ทองก้อนนั้น ธงชัยระบุว่า สารชีวภัณฑ์ตัวนี้ใช้เพียงแค่ 2 ซีซีต่อน้ำ 10 ลิตร สำหรับการฉีดพ่นให้อาหารทางใบแก่พืช แต่หากเป็นสารชีวภัณฑ์โดยทั่วไปที่จำหน่ายในท้องตลาดจะใช้ประมาณ 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร โดยใช้เพียงแค่ 3 ครั้งต่อรอบการผลิตในการเพาะปลูก ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง อ้อย หรือข้าวโพด
“ถ้าเป็นอ้อยจะเริ่มใช้ตั้งแต่อ้อยแตกกอครั้งหนึ่ง อีกครั้งเมื่อมีการแยกของปล้องและสุดท้ายช่วงเพิ่มความหวานใกล้เก็บเกี่ยว ใช้แค่ 3 รอบเท่านั้น” ธงชัยกล่าว พร้อมย้ำว่าขณะนี้สารชีวภัณฑ์ดังกล่าวยังไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดแต่อย่างใด เนื่องจากอยู่ระหว่างการทดสอบกับแปลงเกษตรในหลายพื้นที่ทุกภูมิภาคของประเทศ
กว่าจะมาเป็น“ไร่ทองก้อน”
ใครจะไปคิดว่าอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ที่ชื่อ ดร.ดำรงศักดิ์ แก้ววงษ์ไหม หรือที่รู้จักในนามอาจารย์ทองก้อน ยอมทิ้งอาชีพราชการ ผันตัวมาเป็นเกษตรกรเต็มขั้น จนประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงในเรื่องการปลูกผักอินทรีย์ที่ชื่อ “ไร่ทองก้อน”
ความสำเร็จของเขาไม่ได้มีแค่ปลูกผักอินทรีย์ แต่เป็นผลมาจากการคิดค้นผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง ภายใต้ตราสัญลักษณ์ “อย่างทองก้อน” จนเป็นที่รู้จักของเกษตรกรอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้ปลูกพืชอินทรีย์
“ไร่ผมไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ผมใช้ปุ๋ยอินทรีย์สูตรผมเองชื่อ ‘อย่างทองก้อน’ เป็นสูตรที่ใช้จุลชีพปรุงธาตุอาหารให้ผัก ใช้บาซิลัสและน้ำหมักสูตรต่างๆ อาทิ น้ำหมักยาฉุน น้ำหมักพริกแกง ในการไล่แมลง เพราะฉะนั้นพืชผักทุกอย่างที่นี่จึงปลอดภัย”
การทำการเกษตรในแบบฉบับของเขาค่อนข้างเรียบง่าย เคยบอกคนกินเสมอว่า เขาปลูกผักให้เป็นผัก ให้คงรสชาติ คุณประโยชน์ และความปลอดภัย ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น และเงินไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา แต่สิ่งที่เขาให้ความสำคัญ คือทำอย่างไรให้คนไทย ซึ่งเป็นเจ้าของแผ่นดินเกิดได้กินอาหารที่ปลอดภัย
เปิดสูตรทำปุ๋ยปลา“อย่างทองก้อน”
ส่วนผสม
- ปลาซาบะ 60 กิโลกรัม
- น้ำส้มสายชู 1.5 ลิตร
- กากน้ำตาล 10 ลิตร
- ปลีกล้วย 8 หัว
- กล้วยสุก 5 หวี
- ดอกไม้หลาย ๆ ชนิด 1 กิโลกรัม
- เชื้อจุลินทรีย์ 20 กรัม
- น้ำเปล่าเติมหลังจากใส่ส่วนประกอบทุกอย่างข้างต้นโดยให้เต็มถังขนาด 100 ลิตร
วิธีการผสมปุ๋ยปลา“อย่างทองก้อน”
หั่นปลาซาบะแล้วคนกับน้ำส้มสายชู เติมกากน้ำตาล ปลีกล้วย ดอกไม้ กล้วยสุก เมื่อผสมทุกอย่างแล้วเติมน้ำจนเต็มถัง 100 ลิตร ใส่เชื้อจุลินทรีย์คนให้เข้ากันแล้วปิดฝาให้สนิทเก็บไว้ในที่ร่มจากนั้นหมั่นคนส่วนผสมทุกวัน หมักไว้เป็นเวลาสองเดือนครึ่ง ก่อนนำมาฉีดพ่นให้แก่พืช



