
รายงาน-พันธมิตร-ปชป.-สัมพันธ์ปริร้าว!!
ถึงตอนนี้ "รัฐบาลประชาธิปัตย์" หายใจโล่งอกไปได้อีกเปลาะหนึ่ง...หลังจากที่ "กลุ่มคนเสื้อแดง" ที่ใช้ยุทธการปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลมานาน 3 วัน ได้ประกาศยกเลิกการชุมนุมไปเรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้แกนนำ "กลุ่มคนเสื้อแดง" ได้ยอมรับว่า ไม่สามารถที่จะเอาชนะรัฐบาลได้และหากต้องการจะเอาชนะรัฐบาล ต้องมีผู้ชุมนุมมากกว่านี้ ดังนั้นจึงขอเวลา 1 เดือน ในการที่จะไประดมมวลชนสร้างพลัง แล้วค่อยกลับมาใหม่ ซึ่งจะหนักและนานกว่านี้ สรุปว่า ตอนนี้พลังของ "กลุ่มคนเสื้อแดง" ยังไม่สามารถทำอะไรรัฐบาลได้ ส่วนเกมทางการเมืองในระบบรัฐสภา อย่างการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่ฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทยกำลังเตรียมการอยู่ในขณะนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะมี "หลักฐานเด็ด" ในการจัดการกับรัฐบาล ตามที่คุยไว้ได้หรือไม่ แต่ที่น่าจับตามองก็คือ "แนวร่วม" พรรคประชาธิปัตย์อย่าง "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" มากกว่า ที่เริ่มแสดงอาการไม่พอใจ "เพื่อนเก่า" ในหลายเรื่องๆ อย่างกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา 21 แกนนำกลุ่มพันธมิตรเมื่อครั้งที่ปิดทางเข้าออกรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง และข้อหาขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยหากตำรวจออกหมายเรียกไปแล้ว 2 ครั้ง แกนนำพันธมิตรยังไม่ยอมเข้ามอบตัว ก็จะออกหมายจับ เรื่องนี้ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตร ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการเร่งคดีออกหมายเรียกกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรเป็นการใช้ "พันธมิตร" เป็น "หนังหน้าไฟ" เป็นเหยื่อทางการเมือง เพื่อลดแรงกดดันจากชุมนุมของ "กลุ่มคนเสื้อแดง" ในการชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เพราะการดำเนินคดีกับพันธมิตร เป็นข้อเรียกร้องหนึ่งของ "กลุ่มคนเสื้อแดง" และแกนนำกลุ่มพันธมิตรยังออกมาจวกรัฐบาลว่า พอคดีของ "กลุ่มคนเสื้อแดง" คดีกลับล่าช้าหลายคดี โดยเฉพาะคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง รวมถึงกรณีแกนนำ นปช. ไปก่อจลาจลหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ กลุ่มพันธมิตรจึงเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า จะต้องไม่ใช้คดีของแกนนำกลุ่มพันธมิตรเป็นเกมการเมือง หวังหาผลประโยชน์ทางการเมือง จึงต้องการให้รัฐบาลชี้แจงเหตุผลทั้งหมด เรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าไม่เคยมีความคิดที่จะเล่นการเมืองกับเรื่องนี้เลย ไม่ใช่เกมการเมืองแน่นอน แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ก็ยังมีเรื่องการโยกย้ายนายตำรวจ ที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตร ออกมาแสดงความไม่พอใจนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ที่ไม่ยอมโยกย้ายนายตำรวจที่เคยอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับกลุ่มพันธมิตรสมัยชุมนุมขับไล่ "รัฐบาลพลังประชาชน" เมื่อปีที่แล้ว และล่าสุดนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ได้ออกโรงผ่านเอเอสทีวีด้วยตนเองเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดไม่พอใจนายสุเทพ โดยอ้างว่านายสุเทพบอกให้ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล นายตำรวจซึ่งมีความใกล้ชิดกับนายสนธิ ให้ถอยห่างจากนายสนธิ เพื่อไม่ให้ถูกจับตามอง แค่นั้นไม่พอ นายสนธิยังลำเลิกว่า คนเราถ้าไม่รู้จักบุญคุณคน จะมีความหมายอะไรถึงแม้มีตำแหน่งใหญ่โต และตามมาด้วยประโยคเด็ด "คุณสุเทพ ได้ขึ้นวอก็เพราะพันธมิตร" และนี่ก็เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความสะเทือนอย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์ระหว่าง "พรรคประชาธิปัตย์" กับ "พันธมิตร" ว่าไปแล้ว... ความสัมพันธ์ระหว่างนายสนธิกับพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในวันนี้ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับ "สนธิ" และ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" ที่ความสัมพันธ์ในเบื้องต้นเป็นไปด้วยดี ราวกับแรกรักน้ำต้มผักยังว่าหวาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป น้ำตาลก็กร่อย และเปลี่ยนไปถึงกับตั้งเวทีขับไล่กันเลยทีเดียว ในยุค คมช.ก็เหมือนกัน ตอนแรก คมช.ก็มีความสัมพันธ์อันดีกับ "พันธมิตร" แต่ต่อมาไม่นาน รัฐบาล คมช.ภายใต้การนำของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ถูก "พันธมิตร" เล่นงาน เมื่อรัฐบาลในขณะนั้น ไม่ยอมตอบสนองความต้องการให้ "พันธมิตร" "รัฐบาลประชาธิปัตย์จึงต้องระวัง "มิตร" ที่พร้อมแปรเปลี่ยนเป็น "ศัตรู" ได้ตลอดเวลาอย่าง "พันธมิตร" ให้ดี" **โต๊ะข่าวการเมือง**



