ข่าว

ขอดเกล็ดประมง(พื้นบ้าน)ไทย!

ขอดเกล็ดประมง(พื้นบ้าน)ไทย!

21 พ.ค. 2561

ขอดเกล็ดประมง(พื้นบ้าน)ไทยชาวประมงได้อะไรจาก...ไอยูยู         

 

"วันนี้เรากลัวอียูมาก โดยเฉพาะไอยูยูฟิชชิ่ง แต่เราไม่ดูว่าเจตนาไอยูยูคืออะไร คือความมั่นคงทางอาหารทะเล เราไปติดเรื่องเทคนิค กลับแยกประมงพื้นบ้านกับประมงพาณิชย์ ติดวีเอ็มเอส ตั้งปีโป้ แต่หัวใจของมันคือความยั่งยืนของอาหารทะเล แต่เราไม่แตะ เราแตะแค่เรื่องเดียว เครื่องมือประมงทำลายล้าง มีอยู่ 3 ตัวที่ฉกาจฉกรรจ์ คืออวนรุน อวนลาก และเรือปั่นไฟ หยุดอวนรุนไปตัวเดียวเหลืออีก 2 คือเรือปั่นไฟกับอวนลาก จับลูกปลาทูกับอวนลาก ซึ่งในงานวิจัยเราเสนอไปแล้วว่าอวนลากวันนี้ตัวทำลายล้างทะเลไทย ลูกสัตว์น้ำวัยอ่อนถูกทำลายไปกี่แสนตันในแต่ละปี วันนี้เราไม่ได้แก้ตรงนี้นะโดยภาพรวมผมมองว่าไอยูยูเข้ามาในเมืองไทยมีประโยชน์ แต่อาจกระทบประมงพาณิชย์ นะเพราะว่าเรือสวมทะเบียนเดี๋ยวนี้เข้มงวดขึ้น" 

 

ขอดเกล็ดประมง(พื้นบ้าน)ไทย!

 

บางช่วงบางตอนการวิพากษ์มาตรการไอยูยู ของ “บรรจง นะแส” นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย ในวงเสวนา “ชีวิตติดร่างแห : ความจริงล่าสุดสถานการณ์ประมงไทย” จัดโดยภาคีเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลที่เป็นธรรมและยั่งยืน ณ ห้องกมลมาศ โรงแรมเดอะสุโกศล วันก่อน โดยยอมรับว่ามาตรการไอยูยูที่รัฐบาลประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2557 นั้นถือเป็นแง่บวกสำหรับชาวประมงพื้นบ้าน โดยเฉพาะเครื่องมือประมงทำลายล้าง 3 ชนิดที่เป็นปัญหา อันเป็นผลมาจากไอยูยู นายกรัฐมนตรีใช้คำสั่งมาตรา 44 ประกาศยกเลิกอวนรุน แต่ยังเหลือเครื่องมือทำลายล้างอีก 2 ตัวคือเรืออวนลากและเรือปั่นไฟที่ยังมีปัญหาต่อไป โดยยกตัวอย่างอินโดนีเซียที่เขารอดใบเหลืองจากอียูก็เพราะว่าหลังได้รับสัญญาณ เขาก็ประกาศยกเลิกเครื่องมือทำลายล้างทั้ง 3 ชนิดนี้ทันที ทำให้วันนี้เขาสบาย

ถึงแม้โดยภาพรวมจะเป็นผลดี แต่ก็ยังมีผลเสียในแง่ความเร่งรีบในการออก พ.ร.ก.ประมง พ.ศ.2558 ของรัฐบาล ทำให้มีความผิดพลาดในทางเทคนิค ไปเกี่ยวพันหลายมาตราที่ละเมิดสิทธิชาวประมง เช่นมาตรา 34 ห้ามชาวบ้านทำประมงพื้นบ้านออกไปเกิน 3 ไมล์ทะเล ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากอาชีพประมงขึ้นอยู่กับฤดูกาล บางช่วงคลื่นลมสงบก็สามารถไปได้ไกลถึง 10-20 ไมล์ ในขณะเดียวกันก็มีมาตราที่ดีเช่นมาตรา 57 ห้ามนำสัตว์น้ำวัยอ่อนขึ้นเรือ แต่อยู่ในดุลพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการประกาศเป็นคำสั่งออกมา ซึ่งถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการประกาศออกมาแต่อย่างใด จึงทำให้ลูกสัตว์น้ำวัยอ่อนถูกทำลายไปเรื่อย 

“กฎหมายให้อำนาจรัฐมนตรี 3 ปีมาแล้วไม่ยอมออกมาตรการ ลูกปลาทูยังตายทุกวัน อันนี้แง่บวกแต่ไม่ทำ วันนี้เราไม่ได้แก้ตรงนี้นะ โอเคไอยูยูเข้ามาปัญหามันถูกเปิดมากขึ้น แต่ว่าปัญหาก็ยังดำรงอยู่หากรัฐบาลไม่แก้” นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทยกล่าว

ขอดเกล็ดประมง(พื้นบ้าน)ไทย!

จากรายงานผลวิจัยความสูญเสียของท้องทะเลไทยจากการทำประมงไม่ยั่งยืน โดย วิโชติิศักดิ์ รณรงค์ไพรี ผู้จัดการสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ระบุว่า จากการสำรวจข้อมูลของกลุ่มวิจัยและวิเคราะห์สถิติการประมง กรมประมง เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา พบว่าปี 2558 ลูกสัตว์น้ำวัยอ่อนถูกทำลายจำนวน 2.81 แสนกิโลกรัม ปี 2559 จำนวน 3.4 แสนกิโลกรัม และปี 2560 จำนวน 3.5 กิโลกรัม โดยลูกปลาตัวเล็กกว่า 74 ชนิด อาทิ ปลาทู ปลากะพง ปลาเก๋า ปลาอินทรี ปลาจะละเม็ดและอื่นๆ  ถูกทำลายเฉลี่ยปีละ 30.4 ล้านกิโลกรัม ซึ่งจากการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการทำประมงแบบไม่ยั่งยืนคิดเป็นมูลค่ามากกว่า145 ล้านบาทต่อปี โดยพบว่าการทำประมงด้วยอวนลากและอวนล้อมปั่นไฟกลางคืนสร้าความเสียหายอย่างมากต่อทะเลไทย เพราะอวนทั้งสองประเภทเป็นเครื่องมือหลักในการจับลูกปลาเศรษฐกิจวัยอ่อนไปเป็นส่วนประกอบในการผลิตอาหารสัตว์ แทนที่จะปล่อยให้โตเป็นปลาเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงกว่านี้

“มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่รัฐบาลไทยจะต้องทำ EHIA เพื่อประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงด้านเศรษฐกิจและสังคมจากการทำประมงโดยจับลูกปลาตัวอ่อน ถ้ายังไม่เร่งแก้ปัญหาเราเป็นห่วงว่าทรัพยากรทางทะเลไปจนถึงเศรษฐกิจของประเทศจะยิ่งได้รับความเสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ” วิโชตศักดิ์ เผยข้อมูล         

ในขณะที่ สะมะแอ เจะมูดอ นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย มองว่า สำหรับปัญหาของการประมงประเด็นแรกก็คือทางราชการไม่รู้ข้อมูลสัดส่วนของพี่น้องประมงอย่างแท้จริง เมื่อไม่รู้ข้อมูลจึงออกกฎหมายแยกอาชีพประมงออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ประมงพื้นบ้านกับประมงพาณิชย์ โดยเฉพาะการให้คำนิยามคำว่าประมงพื้นบ้านต้องเป็นเรือต่ำกว่า 10 ตันกรอสนั้น ถือว่าผิดไปจากความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง ซึ่งในข้อเท็จจริงกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านมีอยู่ 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่เรือและมีเครื่องยนต์ 2.กลุ่มที่มีเรือ แต่ไม่มีเครื่องยนต์ 3.กลุ่มไม่มีเรือ ไม่มีเครื่องยนต์แต่มีเครืองมือ และ 4.กลุ่มที่ไม่มีเรือ ไม่มีเครื่องยนต์ ไม่มีเครื่องมือ โดยคนกลุ่มนี้จะไปเป็นลูกเรือพื้นบ้าน มีรายได้จากค่าแรงเท่านั้น

“เราผิดตั้งแต่คำนิยามแล้ว เพราะประมงพื้นบ้านเป็นเรือประมงต่ำกว่า 10 ตันกรอส 10 ตันกรอสลงมาเป็นประมงพื้นบ้าน มาตรา 34 ก็เลยไปกำหนดว่าพี่น้องประมงพื้นบ้านก็อยู่แต่ 3 ไมล์ทะเล ประมงพื้นบ้านออกไปได้แค่นั้น นอกนั้นเป็นประมงพาณิชย์ ทั้งที่มีพี่น้องประมงพื้นบ้าน 85 เปอร์เซ็นต์ใน 22 จังหวัด ขณะที่ประมงพาณิชย์มีเพียง 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แล้วประมงพาณิชย์มีพื้นที่จับสัตว์น้ำได้กว้างถึง 197 ไมล์ทะเล ก็คือเอาคนส่วนใหญ่ให้มาอยู่เขตแคบๆ แต่คนส่วนน้อยให้ไปอยู่ในวงกว้าง นี่คือความเหลื่อมล้ำและจำกัดสิทธิพี่น้องประมงพื้นบ้านอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ข้อเท็จจริงวิถีชีวิตของพี่น้องประมงพื้นบ้านนั้นต้องพึ่งพาทรัพยากรต่างๆ ในทะเล ขึ้นอยู่กับช่วงฤดูกาล เวลาตกหมึกตัวใหญ่ๆ เขาก็ไปตกกลางทะเลเกิน 3 ไมล์ทั้งนั้น ถ้าใกล้ๆ ฝั่งก็จะมีแค่ตัวเล็กๆ หรือปลาอินทรีมันก็ไม่ได้อยู่เขต 3 ไมล์ แต่อยู่ลึกเข้าไป 15-20 ไมล์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ภาครัฐยังไม่เข้าใจวิถีชีวิตของพี่น้องประมงพื้นบ้านอย่างแท้จริง” นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยกล่าว พร้อมย้ำว่า

ทุกวันนี้ประเทศไทย ยังประสบปัญหาการขาดข้อมูลที่ครอบคลุม ครบถ้วนและถูกต้องเพื่อการวางแผนบริหารจัดการประมง ทั้งในด้านสถิติเรือประมง การจำแนกชาวประมงพื้นบ้านและปริมาณประชากรสัตว์น้ำในท้องทะเลไทย สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้การจัดการประมงของไทยยังขาดประสิทธิภาพและไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาทรัพยากรทะเลอย่างยั่งยืน

                                                     

ผลวิจัยชี้“แรงงานประมง”ยังทำงานเกินเวลา 

สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ เปิดเผยว่า งานบนเรือก็หนักอยู่แล้ว แรงงานประมงทั้งคนที่ต้องการทำงานเกินเวลาตามกฎหมายและไม่เกินเกือบทุกคนยังต้องทำงานบนฝั่งเพิ่มเติมอีก จะเห็นว่าพวกเขาต้องทำงานหนักมากๆ เพื่อแลกกับค่าจ้าง ซึ่งตรงนี้เรามองว่าเป็นช่องโหว่ที่ภาครัฐควรเข้ามาตรวจสอบและกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับชั่วโมงทำงานให้ชัดเจนและครอบคลุมมากขึ้น จากข้อมูลผลการวิจัยรายงานสิทธิแรงงานในอุตสาหกรรมประมงไทย พบว่าแรงงานที่ทำงานบนเรือประมงไทยถึง 1 ใน 5 ต้องทำงานเกิน 14 ชั่วโมงต่อวัน และมากกว่า 1 ใน 3 ไม่ได้นอนพักผ่อนเกิน 6 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายแรงงานที่กำหนดให้ทำงานไม่เกิน 14 ชั่วโมงต่อวัน และมีเวลาพักผ่อนอย่างน้อย 6 ชั่วโมงติดต่อกัน โดยแรงงาน 92% ที่ให้ข้อมูลเปิดเผยว่า นอกจากการทำงานบนเรือประมงแล้วพวกเขายังต้องทำงานเพิ่มเติมอีกราว 5 ชั่วโมงในวันที่นำเรือเข้าฝั่งและออกจากฝั่งด้วย

“ยอมรับว่าความพยายามในการปกป้องสิทธิแรงงานประมงในไทยมีความก้าวหน้าหลายประการในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีช่องโหว่ที่ต้องแก้ไขอีกมาก อย่างเช่นสภาพการทำงานยังน่าเป็นห่วง แม้ว่าแรงงานส่วนใหญ่จะได้รับฝึกฝนอบรมเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยอย่างเสื้อชูชีพที่กำหนดให้เรือทุกลำต้องมีตามกฎกระทรวงที่ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2559 แต่มีแรงงานเพียง 12% เท่านั้นที่ระบุว่าพวกเขาได้รับการฝึกอบรม ขณะที่ 35% ระบุว่าเรือไม่มียาสามัญประจำบ้านและชุดปฐมพยาบาล 16% ระบุว่าไม่มีอาหารเพียงพอ และ 3% ไม่ได้รับอนุญาตให้พักผ่อนเมื่อล้มป่วย”

สมพงษ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) กล่าวยอมรับว่าแม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามจากทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งภาคประชาสังคมที่มีเป้าหมายร่วมกันในการแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในภาคประมงของไทยอย่างเป็นระบบ แต่งานวิจัยก็สะท้อนให้เห็นว่าตัวนโยบายกับการนำไปปฏิบัติหรือการบังคับใช้อาจจะยังไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างสมบูรณ์

“ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมขอเสนอไปยังภาคเอกชนในอุตสาหกรรมประมงไทยให้เข้ามามีบทบาทในการปกป้องสิทธิแรงงานมากขึ้น ส่งเสริมการจ้างอย่างเป็นธรรม จ่ายค่าจ้างอย่างเหมาะสม ยุติการเก็บค่านายหน้าจากแรงงาน เพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยบนเรือ ขณะที่ภาคเอกชนผู้ซื้ออาหารทะเลไทยในต่างประเทศก็ควรสนับสนุนผู้ส่งออกที่ให้ความสำคัญกับอาหารทะเลไทยที่เป็นธรรมและยั่งยืนเช่นเดียวกันด้วย” ผู้อำนวยการแอลพีเอ็น ย้ำทิ้งท้าย