
เสธ.ทัพเรือ ลงตรวจสอบข้อเท็จจริงเรืออวนลากจับฉลามวาฬ
เสธ.ทัพเรือ ลงตรวจสอบข้อเท็จจริง เรือประมงอวนลากคู่จับฉลามวาฬที่ภูเก็ต
เสนาธิการทหารเรือ พร้อมคณะ ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเรือประมงอวนลากคู่จับฉลามวาฬที่ภูเก็ต เผยเบื้องต้นมีการแจ้งความไว้แล้ว แต่ทั้งนี้ต้องดูเจตนาและพยานหลักฐาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 19 พ.ค.61 ที่ศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า - ออก เรือประมง เขต3 (ภูเก็ต)ทางเข้าท่าเทียบเรือรัษฏา ต.รัษฎา อ.เมืองภูเก็ต พล.ร.อ.พิเชฐ ตานะเศรษฐ เสนาธิการทหารเรือ พร้อมด้วย พล.ร.ท.ประยุธ ภู่เทียน ที่ปรึกษาศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.)พล.ร.ต.เจริญพล คุ้มราษี รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 และ พล.ร.ต.บวร มัทวานุกูล รอง ผอ.รมน.จังหวัดภูเก็ต ร่วมติดตามผลการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเรือประมงอวนลากคู่แสงสมุทร3นำฉลามวาฬขึ้นเรือก่อนปล่อยลงทะเลที่มีการเผยแพร่ทางโซเชี่ยลมีเดีย จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในขณะนี้ โดยมี น.อ.ภุชงค์ รอดนิกร หัวหน้าฝ่ายนโยบายและแผน ศร.ชล.เขต3และ น.ท.นิโรจน์หมุดหมิด รักษาราชการแทน หัวหน้าศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออก เรือประมง เขต3 (ภูเก็ต) หรือPIPOตลอดจนเจ้าหน้าที่ฯ ที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูลและชี้แจงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ดำเนินการภายหลังการเผยแพร่คลิป
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ฯ รายงานว่า หลังจากที่ ศรชล.เขต3รับทราบ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ศูนย์ PIPO เรียกเรือแสงสมุทร3เข้าจอดเทียบท่าที่จังหวัดภูเก็ต และจัดกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสหวิชาชีพฯ เข้าดำตรวจสอบใบอนุญาต สภาพเรือ อุปกรณ์ทำประมง สัตว์น้ำที่จับมาซึ่งไม่พบสัตว์น้ำและเครื่องมือประมงผิดกฏหมาย ส่วนการตรวจสอบรายละเอียดอื่นๆ พบว่าถูกต้องตามระเบียบกฏหมาย พร้อมทั้งได้ทำการสอบปากคำไต๋ก๋ง และลูกเรือชาวเมียนมา รวม 14 คน โดยทั้งหมดให้การสอดคล้องกันว่า ขณะทำการลากอวนบริเวณใกล้เกาะราชา ซึ่งอยู่ในบริเวณที่สามารถทำประมงได้ เมื่อยกอวนขึ้นเรือตามปกติ พบว่ามีฉลามวาฬอยู่ภายใน จึงรีบช่วยเหลือเตรียมปล่อยลงทะเล แต่เนื่องจากน้ำหนักมาก จึงต้องใช้เครนยกขึ้น
หลังการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองภูเก็ต ในข้อกล่าวหา กระทำการอันสงสัยว่าเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2559 มาตรา 66 ประกอบกระทรวงเกษตรฯ เรื่องการ กำหนดชนิดสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์น้ำหายาก หรือใกล้สูญพันธุ์ ที่ห้ามจับ หรือห้ามนำขึ้นเรือประมง พ.ศ.2559 ข้อ1 อนุฯ 4 ฉลามวาฬ โดยได้ทำการอายัดเรือทั้งสองลำและสัตว์น้ำที่จับได้ในเรือไว้ชั่วคราวจนกว่าการดำเนินคดีสิ้นสุด โดยล่าสุดทางพนักงานสอบสวน สภ.เมืองภูเก็ตได้โอนย้ายคดีไปให้กับทางพนักงานสอบสวน สภ.ฉลอง ตามท้องที่เกิดเหตุ เพื่อดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงตามขั้นตอนต่อไป
อย่างไรก็ตามหลังรับฟังการรายงานผลการดำเนินการแล้วเสร็จ เสนาธิการทหารเรือ พร้อมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ลงพื้นที่ บริเวณแพแสงอรุณ(ใน) ซึ่งเป็นจุดที่เรือประมง แสงสมุทร2และ แสงสมุทร3จอดอยู่เพื่อตรวจสอบและพูดคุยสอบถามข้อมูลจากลูกเรือเพิ่มเติมโดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที
พล.ร.อ.พิเชฐ ตานะเศรษฐ เสนาธิการทหารเรือ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ว่า พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) มีความเป็นห่วงต่อกรณีที่เกิดขึ้นจึงสั่งการให้ ลงพื้นที่มาติดตามข้อเท็จจริง จากการพูดคุยกับลูกเรือ เล่าว่า ปลาตัวดังกล่าวติดอวนขึ้นมา โดยมีขนาดความยาวประมาณ 2 เมตรเมื่อเห็นเป็นฉลามวาฬจึงพยายามนำกลับลงสู่ทะโดยใช้ต้องใช้เครนยกเพราะมีน้ำหนัก โดยใช้เวลากว่า 10 นาที จึงสามารถปล่อยกลับทะเลได้ โดยปลาไม่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนที่มีการระบุว่า เห็นมีลูกปลาหลุดจากตัวนั้นในส่วนของทางไต๋ก่งและลุกเรือไม่เห็นแต่อย่างใด
ส่วนการดำเนินการตามกฎหมายนั้นหลังตรวจสอบเรือและสอบปากคำลูกเรือก็ได้มีการแจ้งความดำเนินคดี และอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงของพนักงานสอบสวนตามขั้นตอน ทั้งนี้ต้องดูทั้งเรื่องเจตนาและพฤติกรรมอย่างอื่นร่วม รวมถึงประวัติในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งจะต้องให้เกิดความเป็นธรรมโดยขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องและรวบรวมพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาหากพบกระทำความผิดจริง ก็จะดำเนินการตามโทษ ซึ่งจากที่ตรวจสอบเป็นโทษปรับขั้นต่ำที่3แสน บาทไป ถึง3ล้านบาท หรือประมาณ5เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำ ในส่วนของเรือประมงในจังหวัดภูเก็ตที่ผ่านมาได้มีการอบรมประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ เกี่ยวกับสัตว์ทะเลต้องห้าม อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว



