
อภิสิทธิ์ตรวจความดันปกติเครียดเล็กน้อย
มาร์ค เครียดเล็กน้อย ส่วนความดันปกติ หลังทดสอบสุขภาพและความสุข หมอแนะเคล็ดลับนายกฯเผชิญความเครียด ดึงครอบครัวให้กำลังใจ-แยกงานออกจากเรื่องส่วนตัว
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 14 ต.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมกิจกรรมด้านสาธารณสุข เรื่องโครงการสื่อสารสุขภาพ และเปิดศูนย์สร้างเสริมสุขภาพในองค์กรนิติบัญญัติที่จัดโดยคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้มีการวัดความดัน ปรากฏว่า นายกฯมีความดันอยู่ที่ 140/90 นอกจากนั้นนายกฯ ยังได้ร่วมออกแบบสอบถามทดสอบความสุข 15 ข้อ โดยเป็นคำถามเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต และการบริหารจัดการความเครียด ผลทดสอบพบว่า อยู่ในระดับ คือมีความเครียดปกติถึงเล็กน้อย
นพ.ฆนัท ครุฑกูล กรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง สสส. กล่าวถึงผลการตรวจสุขภาพของนายกรัฐมนตรีว่า ระดับความดันของนายกฯอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนระดับความสุขซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ความสุขน้อย ปกติ และมาก พบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติเท่ากับคนทั่วไป สำหรับการวัดระดับความเครียดพบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจมีความเครียดบ้างเล็กน้อยไม่ต่างจากบุคคลทั่วไป ทั้งนี้จากการสอบถามนายกฯถึงแนวทางปฏิบัติเมื่อเผชิญกับความเครียดพบว่า ครอบครัวนายกฯจะคอยให้กำลังใจในการฟันฝ่าอุปสรรคและจัดการกับความเครียด รวมทั้งการไม่นำความเครียดจากที่ทำงานกลับมาที่บ้าน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการจัดการความเครียด เพราะหากนำความเครียดจากการทำงานมาโยงกับเรื่องส่วนตัวจะก่อให้เกิดภาวะความเครียดที่ต่อเนื่อง
นพ.ฆนัท กล่าวว่า ความเครียดสามารถจัดการได้ ด้วยการแยกส่วนระหว่างงานกับเรื่องส่วนตัว ถ้าหากงานหนักก็ไม่ควรแบกไว้เพราะไม่ช่วยให้ความเครียดหายไปได้ ซึ่งแต่ละคนมีวิธีการจัดการความเครียดที่ต่างกัน โดยสิ่งที่ดีที่สุดคือการมีกำลังใจ ซึ่งจะช่วยให้การทำงานประสบความสำเร็จ หากมีความเครียดพยายามหางานอดิเรกอย่างอื่นทำ เพื่อไม่ให้คิดหรือพะวงกับเรื่องที่เป็นปัญหา แต่กรณีที่มีความเครียดมากอาจต้องพบจิตแพทย์ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เพราะหากทิ้งไว้นานจะส่งผลต่อระบบความดันเลือดและหัวใจ
สภา-กมธ.สธ.-สสส.เปิดศูนย์สุขภาพในองค์กรนิติบัญญัติ
ทั้งนี้การเปิด“โครงการสื่อสารสุขภาพและเปิดศูนย์สร้างเสริมสุขภาพในองค์กรนิติบัญญัติ” โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธาน โดยมีกิจกรรมตรวจสุขภาพในกลุ่มส.ส. ส.ว. เจ้าหน้าที่รัฐสภา และสื่อมวลชน พร้อมกันนี้ได้มีการลงนามความร่วมมือระหว่างสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร และสสส. เพื่อเปิด “ศูนย์สร้างเสริมสุขภาพในองค์กรนิติบัญญัติ” เพื่อสร้างเสริมสุขภาพให้กับบุคลากรในองค์กรนิติบัญญัติ
นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จากผลการตรวจสุขภาพส.ส.และส.ว. ในงาน “สุขภาพฟิต พิชิตหวัด” ที่ผ่านมา พบว่า ส.ส.และส.ว.ส่วนใหญ่มีไขมันสะสมเกินเกณฑ์ซึ่งเสี่ยงต่อภัยไข้เจ็บ หากมีการดูแลและป้องกันอย่างถูกต้องด้วยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่เหมาะสม การพัฒนาจิตใจ เพื่อให้เกิดการทำหน้าที่ให้กับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ การเปิดศูนย์สร้างเสริมสุขภาพในองค์กรนิติบัญญัติ จะถือเป็นช่องทางในการเข้าถึงกิจกรรม องค์ความรู้ในการติดตามความคืบหน้าของกิจกรรมด้านสุขภาพต่าง ๆ ที่สำคัญคือ ส.ส. และส.ว. สามารถนำข้อมูลความรู้ที่ได้จากศูนย์นี้ไปบอกกล่าวให้กับประชาชนในพื้นที่ และยังเป็นต้นแบบที่ดีของการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การลดงบประมาณรายจ่ายทางสุขภาพอีกด้วย
นพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การมีสุขภาพที่ดีถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญและจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของคนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะองค์กรนิติบัญญัติซึ่งเป็นองค์กรระดับชาติ ที่มีความสำคัญในเชิงการขับเคลื่อนทางนโยบายของประเทศ และการขับเคลื่อนทางสังคม จึงถือต้นแบบของการเสริมสร้างสุขภาพที่ดี จึงได้เกิดการจัดกิจกรรมขึ้น เพื่อเสนอแนะให้ส.ส. ส.ว. ข้าราชการรัฐสภา และสื่อมวลชนประจำรัฐสภา ตระหนักถึงการดูแลสุขภาพ โดยค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลต่อสุขภาพ ซึ่งสามารถป้องกันโรคได้ หากเรียนรู้วิธีในการรักษาสุขภาพอย่างเหมาะสม
ด้าน ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ รองผู้จัดการสสส. กล่าวถึงการเปิดศูนย์สร้างเสริมสุขภาพในองค์กรนิติบัญญัติว่า ศูนย์สร้างเสริมสุขภาพในองค์กรนิติบัญญัติ เกิดขึ้นโดยความร่วมมือของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร และสสส. เพื่อสร้างเสริมสุขภาพในกลุ่มส.ส. ส.ว. เจ้าหน้าที่ประจำรัฐสภา และสื่อมวลชน ให้มีสุขภาพแข็งแรงทางกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ประกอบด้วย คอร์สลดพุง เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน หัวใจ ความดัน , อบรมปฏิบัติการณ์กู้ชีพ โดยฝึกให้คนใกล้ชิดส.ส.และส.ว. เรียนรู้จักวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน
ทั้งนี้ เนื่องจากภาวะความเครียดในปัจจุบันส่งผลให้ผู้บริหารเสี่ยงต่อโรควูบสูงสุด ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีผู้บริหารทางการเมืองประสบเหตุการณ์วูบมาแล้วถึง 6 คน การฝึกปฏิบัติการณ์กู้ชีพจะช่วยให้ดูแลได้ทันท่วงที รวมถึงคอร์สวิธีบำบัดความเครียดให้กับบุคลากรทางนิติบัญญัติ ซึ่งถือเป็นโรคอันดับ 1 ที่เกิดจากการทำงาน
ขณะที่ นพ.ฆนัท ครุฑกุล ผู้จัดการศูนย์หัวใจหลอดเลือดและเมแทบอลิซึม คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ปัจจุบันภาวะฉุกเฉินที่ร้ายแรงที่สุดคือ ภาวะหัวใจหยุดเต้น ซึ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิตอย่างกระทันหัน โดยผู้ที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ ผู้ที่เป็นโรคอ้วน เบาหวาน และดื่มเหล้าในปริมาณมาก ทำให้หัวใจทำงานหนักจนกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จึงจำเป็นต้องมีการกู้ชีพอย่างเฉียบพลัน
นอกจากนี้ ยังพบว่า การประชุมสภาที่มีภาวะความเครียดสูง มีการประชุมที่ยาวนานและพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้หัวใจทำงานหนัก ซึ่งมีหลายครั้งที่ผู้บริหารระดับสูงเกิดภาวะวูบ ในระหว่างการประชุม และจากการตรวจสุขภาพที่ผ่านมาพบว่า ส่วนใหญ่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ จึงจำเป็นต้องมีการป้องกันและช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ได้เคยมีกลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่เดินทางมาศึกษาดูงานในสภาผู้แทนราษฎร และเสียชีวิตลงในระหว่างดูงานกลางอาคารรัฐสภา จากภาวะหัวใจวายระหว่างเข้าร่วมศึกษาดูงาน โดยไม่สามารถปฐมพยาบาลได้อย่างทันท่วงที จึงได้เกิดกิจกรรมอบรมเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น



