ข่าว

โพลล์ ชี้ ประชาชนอยากได้นายกฯซื่อสัตย์ ไม่มีประวัติคอรัปชั่น

โพลล์ ชี้ ประชาชนอยากได้นายกฯซื่อสัตย์ ไม่มีประวัติคอรัปชั่น

19 พ.ค. 2561

"กรุงเทพโพลล์" ชี้ 64.4 % ประชาชนอยากได้นายกฯคนต่อไป เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ส่วน 57 % ระบุ นโยบายที่โดนใจทำให้อยากเลือกเป็นนายกฯคือ รักษาฟรี ประกันสุขภาพถ้วนหน้า

               

               กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “นายกฯ แบบไหนที่โดนใจคนไทย” โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,205 คน พบว่า 

            นโยบายประชานิยมที่โดนใจประชาชนทำให้อยากเลือกเข้ามาเป็นนายกฯ มากที่สุดคือ นโยบายรักษาฟรี ประกันสุขภาพถ้วนหน้า (ร้อยละ 57.0)
           

                รองลงมาคือ นโยบายช่วยเกษตรกร ผลผลิตเกษตรกร (ร้อยละ 54.4) นโยบายสวัสดิการ และค่าครองชีพ รายได้ (ร้อยละ 48.3) นโยบายช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากจน เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ร้อยละ 48.0) และ นโยบายเกี่ยวกับการปราบการทุจริตคอร์รัปชั่น (ร้อยละ 46.9)

              เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีแบบไหนที่อยากได้มาดำรงตำแหน่งคนต่อไป

               ส่วนใหญ่ร้อยละ 66.4 อยากให้เป็นผู้นำที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีประวัติคอร์รัปชั่น

               รองลงมาร้อยละ 46.6 เป็นผู้นำที่มีความเด็ดขาด กล้าตัดสินใจในการบริหารประเทศ

              ร้อยละ 45.9 เป็นผู้นำที่มีความสามารถสร้างสรรค์ผลงานเป็นที่ประจักษ์หรือโครงการใหม่ๆ

              และร้อยละ 45.2 เป็นผู้นำที่มีความขยันทุ่มเทในการทำงานเพื่อประชาชน

                  โพลล์ ชี้ ประชาชนอยากได้นายกฯซื่อสัตย์ ไม่มีประวัติคอรัปชั่น   

             ส่วนเมื่อถามว่าการที่นายกฯ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงพื้นที่ไปตามจังหวัดต่างๆ ท่านคาดว่าจะทำให้ได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด

             ส่วนใหญ่ร้อยละ 56.5 เห็นว่าจะเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด

              ขณะที่ร้อยละ 43.5 เห็นว่าจะได้เพิ่มขึ้นน้อยถึงน้อยที่สุด         

             สุดท้ายเมื่อถามว่าหากวันนี้  ท่านมีสิทธิออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านจะออกเสียงสนับสนุน  พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ 

           ประชาชนร้อยละ 40.0 จะสนับสนุน (เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจเดือนมกราคม 2561   ร้อยละ 3.2)

            ขณะที่ร้อยละ 25.5 จะไม่สนับสนุน ส่วนร้อยละ 34.5 งดออกเสียง