ข่าว

นายกฯขอบคุณสื่อ-ทุกฝ่ายช่วยให้การประชุมอาเซียนประสบความสำเร็จ

นายกฯขอบคุณสื่อ-ทุกฝ่ายช่วยให้การประชุมอาเซียนประสบความสำเร็จ

01 มี.ค. 2552

ที่รร.ดุสิตธานี หัวหิน - เมื่อเวลา 13.30 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงขอบคุณสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่และประชาชนชาวไทย ที่มีส่วนช่วยให้การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

 นายอภิสิทธิ์ แถลงต่อสื่อมวลชนไทยว่า การทำงานเรื่องการจัดประชุมอาเซียนครั้งนี้ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย  เพราะตนเป็นคนชอบทำงาน และเป็นความสุขที่ได้ทำงาน โดยเฉพาะงานสำคัญของประเทศ แต่สิ่งแรกอยากขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้งานนี้ประสบความสำเร็จ ที่สำคัญคือประชาชนและสื่อมวลชนที่มีความสำคัญ ทำให้งานนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี จึงอยากถือโอกาสนี้ขอบคุณทุกคน และงานมีความคึกคักพอสมควร ทำให้การพบปะแลกเปลี่ยนมีคตวามหลากหลาย ไม่เพียงแต่ภาคราชการเท่านั้น แต่ยังมีในส่วนของภาคประชาสังคมด้วย
 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การจัดการประชุมครั้งนี้ นอกเหนือจากเนื้อหาสาระแล้วถือเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการประชาสัมพันธ์ให้ชาวโลกได้รับรู้ถึงความน่าอยู่ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม  ดังนั้น มุมมองที่เราใช้ในพิธีเปิดกาประชุม แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของอาเซียนที่มีจุดเริ่มต้นในประเทศไทย
 เมื่อถามว่าคนไทยได้อะไรจากการประชุมครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การที่เรามีโอกาสจัดงานสำคัญอย่างนี้ ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้ประชาคมโลกมีความเชื่อมั่นต่อสถานภาพทางการเมืองของเรา เพราะภาพของประเทศไทยที่ออกไปก่อนหน้านี้มักมีแต่ข่าวร้าย มีแต่ความวุ่นวายขัดแย้ง แต่วันนี้ เรากลับเข้าสู่ภาวะปกติ สามารถจัดการประชุมระดับนานาชาติที่มีผู้นำจากหลายประเทศมาอยู่ร่วมกันก็ถือเป็นจุดสำคัญ และจากการพูดคุยกับผู้ร่วมงาน ทุกคนแสดงความขอบคุณและประทับใจในการต้อนรับ รวมถึงอัธยาศัยไมตรีของคนไทย มำให้เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีการชัดชวนให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น
 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีประมาณ 2 เดือนกว่า ปกติจะต้องเดินทางไปแนะนำตัวกับประเทศมาชิกอาเซียนต่าง ๆ แต่ช่วงที่ผ่านมา ภารกิจในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การทำให้ระบบการเมืองเข้ารูปเข้ารอยก็เป็นภารหนัก และยังต้องสร้างควาเชื่อมั่นให้กลับคืนมาด้วย จึงทำให้มีโอกาสไปเยือนอาเซียนได้เพียงแค่ 2 ประเทศเท่านั้น แต่การประชุมครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ทำให้ตนได้พบกับผู้นำในประเทศอาเซียนครบถ้วน และได้มีการหารือ เกี่ยวกับประเด็นปัญหา และความร่วมมือต่าง ๆ อย่างครบถ้วน จึงถือว่ามีความคืบหน้า และเกิดความมั่นใจระหว่างกันมากขึ้น
 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับการประชุมนั้น ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีกฎบัตรอาเซียน ซึ่งเลขาธิการอาเซียน เปรียบเทียบว่า ถ้าอยู่กินกันมา ตอนนี้ก็มีการจดทะเบียนกันอย่างถูกต้องแล้ว ซึ่งทำให้ความร่วมมือมีความชัดเจน น่าเชื่อถือ ได้รับการยอมรับมากขึ้นในสายตาของประชาคมโลก โดยการประชุมครั้งนี้ได้ยืนยันที่จะร่างประชาคมอาเซียนทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งเป้าหมายในการเป็นประชาคมอาเซี่ยนนั้น เพื่อเพิ่มโอกาสด้านเศรษฐกิจ เพราะถ้าเรารวมตัวกันแน่นแฟ้นมากขึ้น ก็จะมีโอกาส รายได้ และการสร้างงานมากขึ้นด้วย
 นอกจากนี้ยังได้ข้อสรุปเกี่ยวกับปัญหาผู้อพยบชาวโรฮิงญา ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ซึ่งที่ประชุมพูดกันว่าต่อไปนี้จะไม่มีการโยนภาระให้ใครอีกแล้ว แต่จะช่วยกันแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คิดว่าต่อไปท่าทีของภูมิภาคอาเซียนต่อเรื่องนี้ จะทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น เพราะแทนที่จะให้ประเทศใดประเทศหนึ่ง รวมทั้งประเทศไทย ต้องตกเป็นจำเลยของสังคมโลก ก็จะคลี่คลายลงได้ ส่วนวิกฤตด้านเศรษฐกิจที่คนให้ความสนใจมากนั้น มีการพูดถึงความร่วมมือที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม เดินหน้าเรื่องการค้าเสรี ไม่มีการกีดกันทางการค้า
 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการพบกับภาคประชาสังคมนั้น มีการพูดถึงว่าต่อไปต้องเป็นอาเซียนของประชาชน โดยต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ในอาเซียนอาจมีเรื่องนี้น้อยไป แต่ปีนี้เป็นครั้งแรกที่เริ่มต้นอย่างเป็นระบบ แม้จะมีข่าวออกไปว่า มีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่คิดว่าเป็นตัวชี้ให้เห็นว่าเราทำจริง เพราะถ้าเราคิดจัดฉากหรือทำแบบผักชีโรยหน้าก็สามารถทำได้ แต่เราพยายามให้เกียรติทุกฝ่าย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาเซียนมีสิ่งที่ท้าทายและต้อเผชิญร่วมกัน แม้ว่าผลการพบกับภาคประชาสังคมครั้งนี้จะไม่ถูกใจทุกคน แต่ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี แทนที่ต่างฝ่ายจะมาทะเลาะและตะโกนใส่กัน ก็ให้เดินไปด้วยกันดีกว่า และต่อไปอาเซียนต้องเปิดกว้างให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนจุดยืนของถภูมิภาคอาเซียนต่อปัญหาตะวันออกกลางนั้น เราต้องการแสดงจุดยืนในทุกปัญหาของประชาคมโลก โดยกรณีของฉนวนกาซ่า เรามีจุดยืนที่ชัดเจนว่าไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง โดยเราสนับสนุนกราะบวนการสันติภาพในตะวันออกกลาง
 ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะที่ไทยเปลี่ยนผู้นำประเทศบ่อย มีผลต่อการเจรจาระดับต่าง ๆ หรือไม่ และในการประชุมครั้งนี้ ผู้นำประเทศต่าง ๆ ได้สอบถาม เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของไทยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนมาทำหน้าที่นายกฯของประเทศไทย เป็นหัวหน้ารัฐบาล ทำอะไรก็อยู่ในนามของประเทศ ดังนั้น อดีตนายกฯของไทยจะไปแสดงท่าทีอะไรไว้ ก็ถือเป็นท่าทีของประเทศ และรัฐบาลไทย เมื่อตนมารับช่วงต่อ ก็ต้องเคารพ และสานต่อในจุดยืนนั้น แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนบ้างเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนผู้นำใหม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าการมีผู้นำที่ต่อเนื่องจะได้เปรียบมากกว่าในด้านการเจรจา
 "ตอนที่ผมได้พบกับสมเด็จฮุนเซ็น นายกฯกัมพูชา ท่านก็บอกว่าผมเป็นนายกฯคนที่10 ของไทยที่ท่านได้ทำงานด้วย แต่ทุกคนก็เข้าใจว่า ในสังคมการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ ไม่คิดว่ามีปัญหา และไม่มีผู้นำประเทศไหนติดใจเรื่องการเปลี่ยนผู้นำประเทศของไทย" นายกฯ กล่าว
 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับความห่วงใจสถานการณ์การเมืองของไทยนั้น จากการพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวกับผู้นำที่ร่วมประชุม เห็นว่าขณะนี้ไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น แม้ว่างานเรื่องการสร้างความปรองดอง และความสมานฉันฑ์จะยังไม่เสร็จ แต่เราได้ยืนยันว่าเราจะเดินหน้าอย่างจริงจัง และจะไม่กระทบกับงานที่เกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้าน
 เมื่อถามว่า การเป็นประชาคมอาเซียนจะช่วยลดความแตกต่างของประเทศในอาเซียนได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการเมือง นายกฯ กว่าวว่า ความหลากหลายจะยังไม่หมดไป แต่ขณะนี้เรามีกลไกลเรื่องกฎบัตรอาเซียนที่ต้องปฎิบัติตาม ซึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน ก็เป็นตัวอย่างว่าจะต้องมีองค์กรสิทธิมนุษยชนของอาเซียนขึ้นมา แม้ว่าจะยังแก้ปัญหาได้ไม่หมด แต่ก็ถือเป็นก้าวแรกที่ได้เริ่ม