
แจ้งข้อหา 'ฉ้อโกง' ครูเรียกเงินสอบบรรจุครึ่งล้าน
ตร.แจ้งข้อหา 'ฉ้อโกงทรัพย์' ครูชำนาญการพิเศษหลอกเรียกรับเงินครูอัตราจ้าง 5 คนๆ ละ 100,000 บาท พร้อมเร่งสรุปสำนวนคดี ส่งอัยการพิจารณาสั่งฟ้องสัปดาห์นี้
พนักงานสอบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ เร่งสรุปสำนวนคดีครูชำนาญการพิเศษหลอกเรียกรับเงินครูอัตราจ้าง 5 คนๆ ละ 100,000 บาท ส่งอัยการพิจารณาสั่งฟ้องสัปดาห์นี้ ด้านครูที่ถูกกล่าวหาเข้ามอบตัวตามหมายเรียก ใช้ตำแหน่งประกันตัวสู้คดี เบื้องต้น ตร.แจ้งข้อหา “ฉ้อโกงทรัพย์”
จากกรณีที่มีผู้เสียหาย 5 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครูอัตราจ้าง ได้เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีและร้องให้เอาผิดทางวินัยกับนายสิทธิชัย (ขอสงวนนามสกุล) ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนแห่งหนึ่งใน ต.ชุมแสง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ โดยกล่าวหาว่าครูคนดังกล่าวมีพฤติกรรมหลอกเรียกรับเงินคนละ 200,000 บาท
โดยอ้างว่าจะสามารถช่วยเหลือให้สอบบรรจุเป็นพนักงานราชการ หรือครูผู้ช่วย ในสังกัด สพป.เขต 4 จังหวัดนครราชสีมาได้ โดยให้จ่ายเงินก่อนล่วงหน้าคนละ 100,000 บาท เป็นค่าดำเนินการหรือวิ่งเต้น หากได้รับการบรรจุก็จ่ายเพิ่มอีกคนละ 100,000 บาท โดยผู้เสียหายทั้ง 5 คนได้หลงเชื่อจ่ายเงินให้กับครูคนดังกล่าวไปคนละ 100,000 บาท ตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ย.2560 ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ผ่านไปกว่า 6 เดือนแล้ว กลับไม่ได้มีการบรรจุจริงตามที่ครูคนดังกล่าวอ้าง
ล่าสุด ร.ต.อ.มานพ รอยประโคน รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองบุรีรัมย์ เจ้าของคดี ได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดี สรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการ เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องตามขั้นตอนภายในสัปดาห์นี้เนื่องจากเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนและมีมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก อีกทั้งก่อนหน้านี้ได้ให้โอกาสทั้งสองฝ่ายได้ไกล่เกลี่ยกันแล้วหลายครั้ง พร้อมทั้งมีการทำบันทึกระบุวันคืนเงินไว้เป็นหลักฐานด้วย
แต่ครูที่ถูกกล่าวหากลับไม่นำเงินมาคืนให้กับผู้เสียหายตามที่รับปาก จึงต้องดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งครูที่ถูกกล่าวหาก็ได้เข้ามอบตัวตามหมายเรียกแล้ว พร้อมใช้ตำแหน่งยื่นประกันตัวสู้คดี โดยเบื้องต้นครูคนดังกล่าวถูกแจ้งข้อหา “ฉ้อโกงทรัพย์สินผู้อื่น”
ส่วนเรื่องวินัย ขณะนี้ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 ในฐานะต้นสังกัด ก็ได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว โดยมีกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน ผลเป็นอย่างไรก็จะมีการตั้งกรรมการสอบวินัยตามขั้นตอน หากพบหลักฐานชัดเจนว่ามีการกระทำผิดจริง โทษสถานหนักคือไล่ออก ปลดออก



