ข่าว

 ไฟเขียวอัดงบไทยเข้มแข็งอีก 2.3 แสนล.

ไฟเขียวอัดงบไทยเข้มแข็งอีก 2.3 แสนล.

14 ต.ค. 2552

ครม.อนุมัติเงินไทยเข้มแข็งรอบสอง 2.3 แสนล้านบาท กระจายใน 15 สาขา นายกฯ ฝากคลังเกาะติดการทุจริตการใช้เงิน สัปดาห์หน้าคลังชงโครงการใช้เงิน 1.5 แสนล้านให้ ครม.พิจารณาเพิ่ม

 นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เพิ่มเติมครั้งที่ 2 จำนวน 2.3 แสนล้านบาท จากที่ได้อนุมัติในครั้งแรกไปจำนวน 1.06 ล้านล้านบาท รวมเป็นวงเงินที่อนุมัติแล้ว 1.3 ล้านล้านบาท และ ครม.ได้อนุมัติให้เปลี่ยนกรอบการใช้จ่ายเงินกู้จากการออก พ.ร.บ.ที่เหลือจากการชดเชยเงินคงคลังอีก 1.5 แสนล้านบาท โดยสามารถนำมาลงทุนในโครงการต่างๆ ที่กระทรวงการคลังจะเสนอรายละเอียดเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการที่กระทรวงการคลังจะเสนอให้ ครม.อนุมัติเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า มีเรื่องสำคัญๆ ที่เป็นรายการเชิงนโยบาย เช่น การเพิ่มทุนโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ โครงการบ้านมั่นคงและโครงการเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งตนปรารภว่าเนื่องจากโครงการของกระทรวงต่างๆ ได้เริ่มรายงานการลงนามในสัญญา หรือจัดซื้อจัดจ้างหรือโครงการใดดำเนินการเสร็จขอให้รายงานให้ ครม.ทราบทุกสัปดาห์ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

 "ได้ฝากให้ รมว.คลังไปปรึกษากับคณะกรรมการที่ทำหน้าที่กลั่นกรองและติดตามการใช้เงินโครงการไทยเข้มแข็ง เนื่องจากมีการเสนอข่าวและวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการทุจริตคอรัปชั่นมาก จึงมีความจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจ ชี้แจงและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น และขอย้ำว่าผมและรัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นพิเศษ จะดูแลไม่ให้การใช้จ่ายมันผิดไปจากเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ต้องการเอาเงินก้อนนี้มาเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 ด้านนายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แผนการลงทุนเพิ่มเติมในโครงการไทยเข้มแข็งพิ่มเติมครั้งที่ 2 มีวงเงินลงทุนรวมสุทธิ 227,939 ล้านบาท เป็นการลงทุนใน 15 สาขา โดยสาขาที่ได้รับเงินจำนวนมากเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ สาขาการลงทุนในระดับชุมชน จำนวน 81,183.6 ล้านบาท สาขาการประกันรายได้ และการดำเนินงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจำนวน 41,932.6 ล้านบาท สาขาขนส่งทางถนน จำนวน 33,579 ล้านบาท สาขาการศึกษา จำนวน 13,008.27 ล้านบาท สาขาสวัสดิภาพของประชาชน จำนวน 17,670 ล้านบาท