ข่าว

"บิ๊กตู่"เร่งงานปฏิรูป หวั่น เลือกตั้ง รบ.เปลี่ยนขั้ว

"บิ๊กตู่"เร่งงานปฏิรูป หวั่น เลือกตั้ง รบ.เปลี่ยนขั้ว

13 พ.ค. 2561

"บวรศักดิ์" เผย 9 เดือน เห็นความลำบากเข็น ปฏิรูป หลังเจอตอระบบรัฐ เสนอ ยกร่าง-เพิ่มกฎหมาย (สัมภาษณ์พิเศษ :  บวรศักดิ์ อุวรรณโณ)

 

          ช่วงบ่ายปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา "อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ"  ฐานะประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย  และ กรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตำรวจ  ของคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดพิเศษ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ถึงความก้าวหน้าต่องานด้านปฏิรูป โดยเฉพาะด้านกฎหมาย พร้อมสะท้อนถึง 
โรดแม็พปฏิรูปประเทศ ที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะ "สำเร็จ" ก่อนการเลือกตั้ง ปี 2562 ว่าอาจจะเป็นเรื่องยาก!

          สำหรับ งานปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย หลักการสำคัญที่ถูกกำหนดไว้เป็น "แผนปฏิบัติการ"  คือ ต้องทบทวนและยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย และเป็นอุปสรรคต่อการบริหาร จัดการงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการพัฒนาหรือการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจ – การค้า,  ผลักดันกฎหมายที่มีความสำคัญ ประชาชนเรียกร้อง และให้กฎหมายเป็นมาตรฐานที่ยกระดับคุณภาพของผู้ด้อยโอกาสในสังคม อย่าง กฎหมายป่าชุมชน ที่ส่งเสริมให้ประชาชนอยู่ร่วมกับผืนป่า ใน ฐานะผู้หากินอยู่กับป่า และ ผู้พิทักษ์   ต่อด้วย ร่างกฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจชุมชน เพื่อจัดตั้งบริษัทที่แสวงหากำไร มาแบ่งปันให้กับสังคมและผู้ด้อยโอกาส

           แต่ใน 2 แผนปฏิบัติการแรก นั้น "อาจารย์บวรศักดิ์" ยอมรับว่ามีความขลุกขลักพอสมควร โดยเฉพาะการยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย ที่หน่วยงานผู้รักษากติกายังไม่ไฟเขียว

                "กฎหมายบางตัว อย่าง  พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ.2493 ที่กำหนดให้ผู้จะโฆษณาผ่านเครื่องขยายเสียงไฟฟ้าต้องได้รับอนุญญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อน และกำหนดให้ต้องพูดเป็นภาษาไทยเท่านั้น ทำให้ใครที่พูดผ่านเครื่องขยายเสียง รวมถึงสื่อมวลชน ก็อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายด้วย เราเสนอให้ยกเลิก แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ควรยกเลิก เพราะจะเอาไว้จับผู้ที่ใช้เครื่องขยายเสียงก่อความรำคาญ ในกรณีที่ข้อหาอื่นไม่สามารถจับหรือดำเนินคดีได้"

                ซึ่งการทำงานที่เจออุปสรรคจากหน่วงงานราชการและเจ้าหน้าที่รัฐนั้น "ประธานปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย" ยอมรับ ว่า "เหนื่อย" เพราะเจอระบบรัฐที่คิดจะรักษาฐานอำนาจมากกว่าเรื่องใด

"บิ๊กตู่"เร่งงานปฏิรูป หวั่น เลือกตั้ง รบ.เปลี่ยนขั้ว

               

 

          ดังนั้นทางแก้ไขที่ "อ.บวรศักดิ์" คิดไว้เป็นเบื้องต้น คือ การใช้มาตรการทางกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญให้สิทธิ คือ การประเมินผลกระทบ ผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมายที่บังคับใช้ ตามมาตรา 77 ซึ่งคณะปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย เตรียมยกร่างกฎหมายว่าด้วยการประเมินผลสัมฤทธิ์ วิเคราะห์ผลกระทบทางกฎหมาย ซึ่งจะมีเนื้อหาเชิงประจักษ์ที่สอดคล้องกับ การต้องรับฟังความเห็นของประชาชนก่อนออกกฎหมายด้วย

          อย่างไรก็ดีตลอดการทำงาน  9 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่การแต่งตั้ง เมื่อ วันที่ 15 สิงหาคม 2560 "ประธานปฏิรูปฯ ด้านกฎหมาย" เห็นความลำบากต่อการผลักดันแผนปฏิรูปประเทศที่ต้องใช้เงื่อนไขทางกฎหมาย เป็นมาตรฐานและแผนปฏิบัติการเชิงประจักษ์ ด้วยรูปแบบที่ให้ "หน่วยงานที่เป็นฝ่ายถูกปฏิรูป" ต้องเสนอแผนหรือเสนอกฎหมายเพื่อปฏิรูปตัวเอง ทำให้แผนปฏิรูปประเทศ ที่ทำมาตั้งแต่ชั้น สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.), สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ต่อเนื่องถึง คณะกรรมการฯ ระดับชาติ ถูกขับเคลื่อนไปได้ลำบาก

            "ผมไม่ค่อยเห็นด้วยที่เราจะทำเรื่องปฏิรูปแล้วให้หน่วยงานที่ถูกปฏิรูปเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจว่าจะเอาหรือไม่เอากับแผนานปฏิรูปนั้น แต่ไม่ใช่ว่าไม่ให้เขามีส่วนร่วมเลยนะ คือ มีส่วนร่วมได้ในระดับให้ความเห็นเพื่อนำไปสู่การปรับปรุง ซึ่งสิ่งที่เป็นไปแบบนี้ ผมก็ยังนึกไม่ออกว่า หากจะทำปฏิรูปให้สำเร็จได้ ต้องใช้เวลายาวนานแค่ไหน"

            และแม้ในกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการปฏิรูปจะกำหนดบทลงโทษ "หน่วยราชการ" ที่เกียร์ว่างต่องานปฏิรูป ผ่านการรายงานไปยัง รัฐมนตรี หากอธิบดีหรือหัวหน้าหน่วยงานไม่ยอมปฏิบัติ และหากรัฐมนตรีเห็นด้วยกับลูกน้อง ไม่ยอมทำอะไร ก็ให้คณะปฏิรูปฯ ไปบอก กรรมการยุทธศาสตร์  แต่ผลเชิงประจักษ์นั้นอาจไม่เกิดขึ้น

                

  

          ดังนั้นในแนวทางแก้ปัญหาหนึ่ง "อาจารย์บวรศักดิ์" บอกกับสื่อมวลชนว่า อาจต้องเสนอเพิ่มกฎหมายใหม่อีกฉบับหรือแก้ไขกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการปฏิรูป ที่ให้อำนาจ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นคณะปฏิรูประดับชาติ มีอำนาจเสนอกฎหมายปฏิรูปได้ด้วยตัวเอง ตามอำนาจมาตรา 270 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ

          เพื่อเป็นความหวังว่า แผนปฏิรูปประเทศที่ต้องอาศัยกฎหมายขับเคลื่อน จะมีขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยทิ้ง ปล่อยขว้าง หรือ แม้จะเขียนเป็นร่างกฎหมาย เสนอให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาแล้ว กลับถูกเก็บขึ้นหิ้ง เหมือนกับ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม

         กับอีกความหวัง คือ การปฏิรูปให้สำเร็จ ก่อนการเลือกตั้ง  ที่ถูกเกริ่นหัว ว่า เป็น "งานยาก"!! นั้น โดยเนื้อความ "อ.บวรศักดิ์" บอกว่า การปฏิรูปที่ตั้งต้นมาถึงตอนนี้ 4 ปี ยอมรับว่าบางเรื่อง ยังไม่ถึงเวลาเหมาะสมที่จะทำ

         "อย่างที่ใครพูดถึงการปฏิรูปตำรวจ ปีแรกๆ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาควมสงบแห่งชาติ (คสช.) บอกว่าอย่าเพิ่ง เพราะยังใช้เขาอยู่ แต่จากนั้นก็เริ่มตั้งคณะทำงานปฏิรูปตำรวจ ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานฯ มาทำงาน แต่เหมือนกับว่ายังไม่ใช่แผนปฏิรูป จึงได้ตั้งคณะทำงานที่มี อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานขึ้นมาทำ ซึ่งผมหวังว่าในตอนท้าย นายกฯ จะเอาจริง"

"บิ๊กตู่"เร่งงานปฏิรูป หวั่น เลือกตั้ง รบ.เปลี่ยนขั้ว

         ซึ่งตอนนี้ ในหลายประเด็น "รัฐบาล" พยายามเร่งรัดงานปฏิรูปในหลายประเด็น คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ  ที่มี "กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ" เป็นแม่ทัพพร้อมกับประคองหางเสือเรือปฏิรูป 11 ด้าน

         แต่หากงานปฏิรูปไม่เสร็จสิ้น ภายในรัฐบาล "คสช." จะเกิดคำถามใหญ่ในสังคม และผลกระทบต่อการเมืองหรือไม่นั้น "อ.บวรศักดิ์"  ปฏิเสธที่จะตอบตรงๆ บอกแค่ว่า รัฐบาลเห็นภาพแล้ว นายกฯ จึงพูดเร่ง

         ส่วนประเด็นนี้จะเกี่ยวกับการขับเคี่ยวทาการเมือง เพื่อชิงคะแนนนิยมหรือไม่ "คนวงในรัฐบาล" ตอบเพียงแค่ว่า "คงจะมีส่วน และคงจะใช้เป็นสิ่งที่พูดได้ว่า ลงมือทำแล้ว"

         กับภาพฉายของอนาคต ที่หากมีการเลือกตั้ง แล้วการสานต่องานปฏิรูปจะเป็นอย่างไร "อ.บวรศักดิ์" ตอบตามฐานของสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นว่า หากรัฐบาลชุดปัจจุบัน กลับมาอีกรอบหลังเลือกตั้ง การปฏิรูปอาจจะสมใจ และเดินหน้าราบรื่น แต่หากรัฐบาลชุดหน้าเป็นการเมืองขั้วตรงข้ามรัฐบาล ปฏิรูปเป็นไปได้ แต่เป็นไปในสภาพดูไม่จืด

         "คิดเล่นๆ หากธนาธร (จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่) เป็นนายกฯ อาจจะขัดแย้ง บวกกับสมาชิกรัฐสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง 500 คน และ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. 250 คน ที่มีบทบาทประเมินและติดตามงานปฏิรูป ขณะเดียวกันพล.อ.ประยุทธ์ ยังคงมีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ดังนั้นคิดดูสภาพว่าจะมีความชุลมุนหรือขัดแย้งกันแค่ไหน"

        แต่ท้ายสุด "ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย" ยังมีความหวังว่า ตลอดเวลาการทำงานตามวาระ 5 ปี แผนงานปฏิรูปประเทศ จะถูกขับเคลื่อนไปในทิศทางที่แก้ปัญหาได้ และทำให้ประเทศเดินหน้า.